- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง
บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง
บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง
บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง
“เหอะ ปากดีไม่เบาเลยนี่”
หลังจากที่อ่านข้อความจบ หวังจื้อก็หัวเราะออกมา ในรอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความดูแคลนอยู่เล็กน้อย
ในฐานะที่เป็นทหารรับจ้างระดับคุรุยุทธ์สามดาว อาวุธประเภทไหนกันที่เขายังไม่เคยใช้?
อย่างเช่น อาวุธที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นดาบใหญ่ที่ฝังแก่นอสูรระดับสองขั้นต่ำเอาไว้
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่กล้าพูดว่าดาบใหญ่แก่นอสูรของตัวเองสามารถตัดเหล็กได้ดั่งตัดโคลนเลย…แล้วเจ้าของแผงลอยคนนี้เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?
เมื่อต้องเผชิญกับเสียงหัวเราะที่เจือปนไปด้วยความดูถูกของหวังจื้อ สีหน้าของโจวฉางชิงกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งนิ่งๆถึงขนาดที่ว่าไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยปากโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพนั้น รอยยิ้มของหวังจื้อก็ค่อยๆหายไป จากนั้นเขาก็หรี่ตามองโจวฉางชิง
เด็กหนุ่มคนนี้ให้ความรู้สึกที่สงบนิ่งเกินไปนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเริ่มคาดเดาอีกฝ่ายไม่ถูก
“หรือว่าจะเป็นของดีจริงๆ?”
เมื่อคิดเช่นนั้น ในใจของหวังจื้อก็ราวกับมีแมวมาข่วน คันยุบยิบไปหมด เขาชี้ไปที่ห่อผ้ายาวๆนั้นแล้วตะโกนเสียงดังว่า
“ไอ้หนู ของของเจ้านี่มันแน่จริงอย่างที่ว่าหรือเปล่า? ราคาเท่าไหร่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น โจวฉางชิงก็ได้เหลือบมองชายฉกรรจ์ร่างกำยำตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
“สี่พันเหรียญทอง”
“อะไรนะ? สี่พันเหรียญทอง? ไอ้หนู เจ้าบ้าไปแล้วรึไง!”
ทันทีที่ราคาถูกประกาศออกมา สีหน้าของหวังจื้อก็เปลี่ยนไปอย่างมาก จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมาด้วยความโกรธ
สี่พันเหรียญทอง นี่มันเกือบจะเทียบเท่ากับมูลค่าของแก่นอสูรระดับสองขั้นต่ำถึงสองเม็ดเลยนะ!
เดิมทีหวังจื้อก็เป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว และเมื่อเขาตะโกนออกมาเช่นนี้ ก็ดึงดูดความสนใจของคนเดินถนนทุกคนในรัศมีร้อยเมตรได้ในทันที
“สี่พันเหรียญทอง? อะไรสี่พันเหรียญทอง?”
“นั่นมันเฒ่าหวังไม่ใช่รึ? เขาเป็นอะไรไปน่ะ?”
“ใช่เขาแหละ ดูท่าทางแล้วน่าจะไปถูกใจของชิ้นหนึ่งเข้า และราคาก็สูงมากถึงสี่พันเหรียญทอง มิเช่นนั้นเฒ่าหวังก็คงไม่ตะโกนเสียงดังขนาดนั้นหรอก”
“ของราคาตั้งสี่พันเหรียญทอง? ซี๊ด~ นึกว่าที่นี่เป็นโรงประมูลของตระกูลหมี่เท่อร์หรือไง? ให้ตายสิ ที่นี่มันตลาดนะโว้ย!”
“ไป ไปดูกันหน่อย ข้าล่ะอยากจะเห็นกับตานัก ว่าของอะไรกันที่มันมีค่าถึงสี่พันเหรียญทอง”
หลังจากที่หลายคนเห็นว่าเจ้าของเสียงคือหวังจื้อ ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา
ถึงแม้ว่าในหมู่ทหารรับจ้างแล้ว หวังจื้อจะไม่นับว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ด้วยระดับพลังคุรุยุทธ์สามดาวของเขา ก็ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย
ผู้คนจำนวนไม่น้อยในที่นี้ต่างก็รู้จักหรือเคยร่วมทีมกับหวังจื้อมาก่อน
การที่สามารถทำให้อีกฝ่ายเสียอาการได้ถึงขนาดนี้ คาดว่าเรื่องราวมันคงจะไม่ธรรมดา
ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักหวังจื้อนั้น เมื่อได้ยินคำว่า “สี่พันเหรียญทอง” และเห็นว่ามีคนเริ่มไปรวมตัวกันแล้ว ก็เริ่มเดินเข้ามาใกล้แผงลอยของโจวฉางชิง เพื่อเตรียมจะดูเรื่องสนุก
อย่าได้ดูถูกสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เป็นอันขาด…ในเวลาไม่นาน บริเวณรอบๆแผงลอยของโจวฉางชิงก็เต็มไปด้วยผู้คน
แต่ทว่าโจวฉางชิงกลับยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย ไม่ได้ใส่ใจกับการมุงดูของผู้คนเลยแม้แต่น้อย
เขากลับอยากให้มันคึกคักกว่านี้เสียด้วยซ้ำ เพราะแบบนั้นความเป็นไปได้ที่อาวุธของเขาจะขายออกไปได้ก็จะยิ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่า ในกลุ่มฝูงชนนั้นมีชายหนุ่มหน้าบากคนหนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสะใจ
หวังจื้อเองก็ไม่ได้สนใจฝูงชนที่เข้ามามุงดูเช่นกัน ตรงกันข้าม เขากลับจ้องมองโจวฉางชิงด้วยความโกรธเคือง พลางตะโกนเสียงดังว่า
“ไอ้หนู นี่เจ้าล้อข้าเล่นใช่ไหม?!”
“ถ้าหากว่ารู้สึกว่ามันแพงเกินไป ซื้อไม่ไหว ก็เชิญเดินไปได้เลย ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าไว้…ของล้ำค่าข้าขายให้แต่ผู้มีวาสนาเท่านั้น”
โจวฉางชิงเหลือบมองชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเย็นชา
ความนัยของคำพูดก็คือ เจ้าคนจนเอ๊ย แค่สี่พันเหรียญทองยังจ่ายไม่ไหว งั้นเจ้าก็ไม่ใช่ผู้มีวาสนา รีบไสหัวไปได้แล้ว
มีหรือที่หวังจื้อจะฟังความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นไม่ออก? ในทันใดนั้นเขาก็โกรธจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำหมัดแน่นจนเกิดเสียง “แกร๊ก แกร๊ก” ดังขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่า ในตอนนี้เขาอยากจะสั่งสอนไอ้เด็กปากดีที่หยิ่งยโสคนนี้เสียเต็มแก่…น่าเสียดายที่นี่คือตลาดของตระกูลเซียว ไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาอาละวาดได้
ฝูงชนที่มุงดูอยู่ เมื่อเห็นตัวอักษรบนผ้าที่แผงลอย ประกอบกับบทสนทนาของคนทั้งสอง ในตอนนี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆแล้ว
ดังนั้น จึงมีคนที่ไม่กลัวเรื่องใหญ่ตะโกนขึ้นมาเสียงดังว่า
“ไอ้หนูเอ๊ย ใจกล้าไม่เบาเลยนี่นา อาวุธอะไรกันถึงกล้าตั้งราคาสี่พันเหรียญทอง? ไอ้เด็กหัวยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้ารู้ไหมว่าสี่พันเหรียญทองมันมากแค่ไหน? พอที่จะซื้อร้านอาวุธได้ทั้งร้านเลยนะเว้ย”
“เฒ่าหวังเอ๊ย ไอ้เด็กนี่มันเห็นเจ้าเป็นหมูในอวยชัดๆเลย จงใจจะหลอกฟันเจ้าแท้ๆนี่เจ้ายังจะทนได้อีกรึ?”
“แหะๆไอ้หนุ่มนี่ดูสงบนิ่งซะขนาดนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นของดีจริงๆก็ได้นะ? ข้าว่าเฒ่าหวังเจ้าจ่ายเงินซื้อมันไปเลยดีกว่า ถ้าเป็นของดีเจ้าก็ได้กำไร…แต่ถ้าไม่ใช่ เจ้าก็ลงมือซ้อมไอ้หนุ่มนี่ให้ตายไปเลย ต่อให้เรื่องถึงหูหน่วยองครักษ์ของตระกูลเซียว เจ้าก็ยังมีเหตุผลอยู่ไม่ใช่รึ?”
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย หวังจื้อก็หันไปถลึงตาใส่คนที่ยุแยงให้เขาลงมือในฝูงชนอย่างดุเดือด
แต่ทว่า พอได้ยินข้อเสนอแนะของคนหนึ่งเข้า ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
“เออจริงด้วย นี่มันเป็นวิธีที่ดีนี่นา ไม่ต้องเสียอะไรเลย แถมยังได้ซ้อมไอ้หนุ่มนี่ระบายอารมณ์อีก”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าขุ่นเคืองของหวังจื้อก็พลันสงบลง และเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันมองไปที่โจวฉางชิง
“ไอ้หนู อย่าหาว่าข้าเฒ่าหวังรังแกเจ้าเลยนะ ตอนนี้เจ้าบอกมาอีกทีสิ ว่าของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่?”
โจวฉางชิงถึงกับขี้เกียจที่จะเหลือบมองอีกฝ่าย
“ดี ดีมาก นี่เจ้าหาเรื่องเองนะ ของชิ้นนี้ข้าซื้อ! ในบัตรทองใบนี้มีเงินอยู่ห้าพันเหรียญทอง สามารถนำไปแลกเป็นเหรียญทองได้ที่ธนาคารหลวงแห่งใดก็ได้ในจักรวรรดิ”
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของโจวฉางชิง หวังจื้อก็ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห และยิ่งทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องซ้อมไอ้หนุ่มนี่ให้ได้…ดังนั้นเขาจึงโยนบัตรทองที่ส่องประกายระยิบระยับด้วยคลื่นแสงสีเขียวและสีเงินออกมาวางไว้บนแผงลอย
พอเห็นบัตรทองใบนั้น ดวงตาที่เดิมทีเรียบเฉยของโจวฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
โชคดีที่เขามีความสามารถในการควบคุมตัวเองที่ดีพอ จึงไม่ได้แสดงอาการเสียกิริยาออกมา
เขาก้มลงเก็บเก็บบัตรทองขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะเก็บมันไว้ในอกเสื้อ พร้อมกับทำท่าทางผายมือเชิญ และพูดขึ้นว่า:
“หลังจากที่ท่านตรวจสอบสินค้าแล้ว ข้าจะไปที่ธนาคารเพื่อเบิกเงิน แล้วจะนำบัตรทองมาคืนให้ท่าน”
หวังจื้อได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาทีหนึ่ง และไม่ได้กลัวว่าอีกฝ่ายจะเก็บบัตรทองแล้วหนีไป
ก็เพราะอีกฝ่ายยังเด็กนัก ระดับพลังย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสูงกว่าเขา ถ้าหากว่าแค่นี้ยังปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ล่ะก็ เขาก็คงไม่ต้องเป็นคุรุยุทธ์สามดาวกันต่อไปแล้ว
หวังจื้อย่อตัวลง ก่อนจะคว้าห่อผ้ายาวๆนั้นไว้ในมือ แล้วเตรียมจะเปิดมันออก
ทว่า ในวินาทีที่เขาหยิบห่อผ้านั้นขึ้นมา สีหน้าของหวังจื้อก็พลันเผยความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
อาวุธทั่วไปนั้น โดยพื้นฐานแล้วจะมีน้ำหนักต่ำกว่าสิบชั่ง ส่วนที่หนักขึ้นมาหน่อยก็ไม่เกินสิบกว่าชั่งเท่านั้น
แต่ทว่าน้ำหนักของห่อผ้านี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสามสิบชั่งขึ้นไป หรืออาจจะหนักกว่านั้นด้วยซ้ำ!
นักยุทธ์ทั่วไปพอจะยกขึ้นมาได้ แต่เวลาใช้งานย่อมต้องสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก…มีเพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับคุรุยุทธ์เท่านั้น ถึงจะสามารถควบคุมมันได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่า น้ำหนักเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าอาวุธเล่มนี้มีค่าถึงสี่พันเหรียญทอง
ดังนั้น หลังจากที่ประหลาดใจเพียงชั่วครู่ หวังจื้อก็ได้แกะผ้าเนื้อดีที่ห่อหุ้มอาวุธนั้นออก
ในวินาทีต่อมา ดาบหัวอสูรเล่มหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของหวังจื้อ
รูปทรงของดาบหัวอสูรนั้นดูทรงพลังและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ถ้าหากไม่นับเรื่องอื่นแล้ว หวังจื้อก็ค่อนข้างจะถูกใจมันอยู่ไม่น้อย
เมื่อคิดเช่นนั้น หวังจื้อก็ได้กำด้ามดาบ แล้วเตรียมจะชักมันออกมา
เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ลงมือยืดเส้นยืดสายให้กับไอ้หนุ่มตรงหน้านี่
“ชิ้งงงง!”
คมดาบถูกชักออกจากฝัก พร้อมกับส่งเสียงก้องกังวานออกมา!
ในทันทีนั้น แสงอันเยียบเย็นก็ได้สาดส่องออกมาจากใบดาบ ส่องเข้าตาของหวังจื้อจนพร่ามัวไปชั่วขณะ
ฝูงชนที่มุงดูอยู่รู้สึกเพียงว่ามีแสงเย็นเยียบแวบผ่านตาไป และในวินาทีต่อมา ดาบใหญ่ที่ขาวสว่างดั่งหิมะก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกเขา!
(จบตอน)