เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง

บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง

บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง


บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง

“เหอะ ปากดีไม่เบาเลยนี่”

หลังจากที่อ่านข้อความจบ หวังจื้อก็หัวเราะออกมา ในรอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความดูแคลนอยู่เล็กน้อย

ในฐานะที่เป็นทหารรับจ้างระดับคุรุยุทธ์สามดาว อาวุธประเภทไหนกันที่เขายังไม่เคยใช้?

อย่างเช่น อาวุธที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นดาบใหญ่ที่ฝังแก่นอสูรระดับสองขั้นต่ำเอาไว้

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่กล้าพูดว่าดาบใหญ่แก่นอสูรของตัวเองสามารถตัดเหล็กได้ดั่งตัดโคลนเลย…แล้วเจ้าของแผงลอยคนนี้เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?

เมื่อต้องเผชิญกับเสียงหัวเราะที่เจือปนไปด้วยความดูถูกของหวังจื้อ สีหน้าของโจวฉางชิงกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งนิ่งๆถึงขนาดที่ว่าไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยปากโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นภาพนั้น รอยยิ้มของหวังจื้อก็ค่อยๆหายไป จากนั้นเขาก็หรี่ตามองโจวฉางชิง

เด็กหนุ่มคนนี้ให้ความรู้สึกที่สงบนิ่งเกินไปนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเริ่มคาดเดาอีกฝ่ายไม่ถูก

“หรือว่าจะเป็นของดีจริงๆ?”

เมื่อคิดเช่นนั้น ในใจของหวังจื้อก็ราวกับมีแมวมาข่วน คันยุบยิบไปหมด เขาชี้ไปที่ห่อผ้ายาวๆนั้นแล้วตะโกนเสียงดังว่า

“ไอ้หนู ของของเจ้านี่มันแน่จริงอย่างที่ว่าหรือเปล่า? ราคาเท่าไหร่?”

เมื่อได้ยินดังนั้น โจวฉางชิงก็ได้เหลือบมองชายฉกรรจ์ร่างกำยำตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า

“สี่พันเหรียญทอง”

“อะไรนะ? สี่พันเหรียญทอง? ไอ้หนู เจ้าบ้าไปแล้วรึไง!”

ทันทีที่ราคาถูกประกาศออกมา สีหน้าของหวังจื้อก็เปลี่ยนไปอย่างมาก จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

สี่พันเหรียญทอง นี่มันเกือบจะเทียบเท่ากับมูลค่าของแก่นอสูรระดับสองขั้นต่ำถึงสองเม็ดเลยนะ!

เดิมทีหวังจื้อก็เป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว และเมื่อเขาตะโกนออกมาเช่นนี้ ก็ดึงดูดความสนใจของคนเดินถนนทุกคนในรัศมีร้อยเมตรได้ในทันที

“สี่พันเหรียญทอง? อะไรสี่พันเหรียญทอง?”

“นั่นมันเฒ่าหวังไม่ใช่รึ? เขาเป็นอะไรไปน่ะ?”

“ใช่เขาแหละ ดูท่าทางแล้วน่าจะไปถูกใจของชิ้นหนึ่งเข้า และราคาก็สูงมากถึงสี่พันเหรียญทอง มิเช่นนั้นเฒ่าหวังก็คงไม่ตะโกนเสียงดังขนาดนั้นหรอก”

“ของราคาตั้งสี่พันเหรียญทอง? ซี๊ด~ นึกว่าที่นี่เป็นโรงประมูลของตระกูลหมี่เท่อร์หรือไง? ให้ตายสิ ที่นี่มันตลาดนะโว้ย!”

“ไป ไปดูกันหน่อย ข้าล่ะอยากจะเห็นกับตานัก ว่าของอะไรกันที่มันมีค่าถึงสี่พันเหรียญทอง”

หลังจากที่หลายคนเห็นว่าเจ้าของเสียงคือหวังจื้อ ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา

ถึงแม้ว่าในหมู่ทหารรับจ้างแล้ว หวังจื้อจะไม่นับว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ด้วยระดับพลังคุรุยุทธ์สามดาวของเขา ก็ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย

ผู้คนจำนวนไม่น้อยในที่นี้ต่างก็รู้จักหรือเคยร่วมทีมกับหวังจื้อมาก่อน

การที่สามารถทำให้อีกฝ่ายเสียอาการได้ถึงขนาดนี้ คาดว่าเรื่องราวมันคงจะไม่ธรรมดา

ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักหวังจื้อนั้น เมื่อได้ยินคำว่า “สี่พันเหรียญทอง” และเห็นว่ามีคนเริ่มไปรวมตัวกันแล้ว ก็เริ่มเดินเข้ามาใกล้แผงลอยของโจวฉางชิง เพื่อเตรียมจะดูเรื่องสนุก

อย่าได้ดูถูกสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เป็นอันขาด…ในเวลาไม่นาน บริเวณรอบๆแผงลอยของโจวฉางชิงก็เต็มไปด้วยผู้คน

แต่ทว่าโจวฉางชิงกลับยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย ไม่ได้ใส่ใจกับการมุงดูของผู้คนเลยแม้แต่น้อย

เขากลับอยากให้มันคึกคักกว่านี้เสียด้วยซ้ำ เพราะแบบนั้นความเป็นไปได้ที่อาวุธของเขาจะขายออกไปได้ก็จะยิ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่า ในกลุ่มฝูงชนนั้นมีชายหนุ่มหน้าบากคนหนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสะใจ

หวังจื้อเองก็ไม่ได้สนใจฝูงชนที่เข้ามามุงดูเช่นกัน ตรงกันข้าม เขากลับจ้องมองโจวฉางชิงด้วยความโกรธเคือง พลางตะโกนเสียงดังว่า

“ไอ้หนู นี่เจ้าล้อข้าเล่นใช่ไหม?!”

“ถ้าหากว่ารู้สึกว่ามันแพงเกินไป ซื้อไม่ไหว ก็เชิญเดินไปได้เลย ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าไว้…ของล้ำค่าข้าขายให้แต่ผู้มีวาสนาเท่านั้น”

โจวฉางชิงเหลือบมองชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเย็นชา

ความนัยของคำพูดก็คือ เจ้าคนจนเอ๊ย แค่สี่พันเหรียญทองยังจ่ายไม่ไหว งั้นเจ้าก็ไม่ใช่ผู้มีวาสนา รีบไสหัวไปได้แล้ว

มีหรือที่หวังจื้อจะฟังความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นไม่ออก? ในทันใดนั้นเขาก็โกรธจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำหมัดแน่นจนเกิดเสียง “แกร๊ก แกร๊ก” ดังขึ้นมา

เห็นได้ชัดว่า ในตอนนี้เขาอยากจะสั่งสอนไอ้เด็กปากดีที่หยิ่งยโสคนนี้เสียเต็มแก่…น่าเสียดายที่นี่คือตลาดของตระกูลเซียว ไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาอาละวาดได้

ฝูงชนที่มุงดูอยู่ เมื่อเห็นตัวอักษรบนผ้าที่แผงลอย ประกอบกับบทสนทนาของคนทั้งสอง ในตอนนี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆแล้ว

ดังนั้น จึงมีคนที่ไม่กลัวเรื่องใหญ่ตะโกนขึ้นมาเสียงดังว่า

“ไอ้หนูเอ๊ย ใจกล้าไม่เบาเลยนี่นา อาวุธอะไรกันถึงกล้าตั้งราคาสี่พันเหรียญทอง? ไอ้เด็กหัวยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้ารู้ไหมว่าสี่พันเหรียญทองมันมากแค่ไหน? พอที่จะซื้อร้านอาวุธได้ทั้งร้านเลยนะเว้ย”

“เฒ่าหวังเอ๊ย ไอ้เด็กนี่มันเห็นเจ้าเป็นหมูในอวยชัดๆเลย จงใจจะหลอกฟันเจ้าแท้ๆนี่เจ้ายังจะทนได้อีกรึ?”

“แหะๆไอ้หนุ่มนี่ดูสงบนิ่งซะขนาดนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นของดีจริงๆก็ได้นะ? ข้าว่าเฒ่าหวังเจ้าจ่ายเงินซื้อมันไปเลยดีกว่า ถ้าเป็นของดีเจ้าก็ได้กำไร…แต่ถ้าไม่ใช่ เจ้าก็ลงมือซ้อมไอ้หนุ่มนี่ให้ตายไปเลย ต่อให้เรื่องถึงหูหน่วยองครักษ์ของตระกูลเซียว เจ้าก็ยังมีเหตุผลอยู่ไม่ใช่รึ?”

เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย หวังจื้อก็หันไปถลึงตาใส่คนที่ยุแยงให้เขาลงมือในฝูงชนอย่างดุเดือด

แต่ทว่า พอได้ยินข้อเสนอแนะของคนหนึ่งเข้า ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา

“เออจริงด้วย นี่มันเป็นวิธีที่ดีนี่นา ไม่ต้องเสียอะไรเลย แถมยังได้ซ้อมไอ้หนุ่มนี่ระบายอารมณ์อีก”

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าขุ่นเคืองของหวังจื้อก็พลันสงบลง และเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันมองไปที่โจวฉางชิง

“ไอ้หนู อย่าหาว่าข้าเฒ่าหวังรังแกเจ้าเลยนะ ตอนนี้เจ้าบอกมาอีกทีสิ ว่าของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่?”

โจวฉางชิงถึงกับขี้เกียจที่จะเหลือบมองอีกฝ่าย

“ดี ดีมาก นี่เจ้าหาเรื่องเองนะ ของชิ้นนี้ข้าซื้อ! ในบัตรทองใบนี้มีเงินอยู่ห้าพันเหรียญทอง สามารถนำไปแลกเป็นเหรียญทองได้ที่ธนาคารหลวงแห่งใดก็ได้ในจักรวรรดิ”

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของโจวฉางชิง หวังจื้อก็ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห และยิ่งทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องซ้อมไอ้หนุ่มนี่ให้ได้…ดังนั้นเขาจึงโยนบัตรทองที่ส่องประกายระยิบระยับด้วยคลื่นแสงสีเขียวและสีเงินออกมาวางไว้บนแผงลอย

พอเห็นบัตรทองใบนั้น ดวงตาที่เดิมทีเรียบเฉยของโจวฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย

โชคดีที่เขามีความสามารถในการควบคุมตัวเองที่ดีพอ จึงไม่ได้แสดงอาการเสียกิริยาออกมา

เขาก้มลงเก็บเก็บบัตรทองขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะเก็บมันไว้ในอกเสื้อ พร้อมกับทำท่าทางผายมือเชิญ และพูดขึ้นว่า:

“หลังจากที่ท่านตรวจสอบสินค้าแล้ว ข้าจะไปที่ธนาคารเพื่อเบิกเงิน แล้วจะนำบัตรทองมาคืนให้ท่าน”

หวังจื้อได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาทีหนึ่ง และไม่ได้กลัวว่าอีกฝ่ายจะเก็บบัตรทองแล้วหนีไป

ก็เพราะอีกฝ่ายยังเด็กนัก ระดับพลังย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสูงกว่าเขา ถ้าหากว่าแค่นี้ยังปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ล่ะก็ เขาก็คงไม่ต้องเป็นคุรุยุทธ์สามดาวกันต่อไปแล้ว

หวังจื้อย่อตัวลง ก่อนจะคว้าห่อผ้ายาวๆนั้นไว้ในมือ แล้วเตรียมจะเปิดมันออก

ทว่า ในวินาทีที่เขาหยิบห่อผ้านั้นขึ้นมา สีหน้าของหวังจื้อก็พลันเผยความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย

อาวุธทั่วไปนั้น โดยพื้นฐานแล้วจะมีน้ำหนักต่ำกว่าสิบชั่ง ส่วนที่หนักขึ้นมาหน่อยก็ไม่เกินสิบกว่าชั่งเท่านั้น

แต่ทว่าน้ำหนักของห่อผ้านี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสามสิบชั่งขึ้นไป หรืออาจจะหนักกว่านั้นด้วยซ้ำ!

นักยุทธ์ทั่วไปพอจะยกขึ้นมาได้ แต่เวลาใช้งานย่อมต้องสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก…มีเพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับคุรุยุทธ์เท่านั้น ถึงจะสามารถควบคุมมันได้อย่างง่ายดาย

แน่นอนว่า น้ำหนักเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าอาวุธเล่มนี้มีค่าถึงสี่พันเหรียญทอง

ดังนั้น หลังจากที่ประหลาดใจเพียงชั่วครู่ หวังจื้อก็ได้แกะผ้าเนื้อดีที่ห่อหุ้มอาวุธนั้นออก

ในวินาทีต่อมา ดาบหัวอสูรเล่มหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของหวังจื้อ

รูปทรงของดาบหัวอสูรนั้นดูทรงพลังและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ถ้าหากไม่นับเรื่องอื่นแล้ว หวังจื้อก็ค่อนข้างจะถูกใจมันอยู่ไม่น้อย

เมื่อคิดเช่นนั้น หวังจื้อก็ได้กำด้ามดาบ แล้วเตรียมจะชักมันออกมา

เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ลงมือยืดเส้นยืดสายให้กับไอ้หนุ่มตรงหน้านี่

“ชิ้งงงง!”

คมดาบถูกชักออกจากฝัก พร้อมกับส่งเสียงก้องกังวานออกมา!

ในทันทีนั้น แสงอันเยียบเย็นก็ได้สาดส่องออกมาจากใบดาบ ส่องเข้าตาของหวังจื้อจนพร่ามัวไปชั่วขณะ

ฝูงชนที่มุงดูอยู่รู้สึกเพียงว่ามีแสงเย็นเยียบแวบผ่านตาไป และในวินาทีต่อมา ดาบใหญ่ที่ขาวสว่างดั่งหิมะก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกเขา!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 9 : ราคาที่น่าตกตะลึง

คัดลอกลิงก์แล้ว