เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 : จักรพรรดิเพลิงกลายเป็นนิ้วทองคำของข้าไปซะแล้ว!

บทที่ 3 : จักรพรรดิเพลิงกลายเป็นนิ้วทองคำของข้าไปซะแล้ว!

บทที่ 3 : จักรพรรดิเพลิงกลายเป็นนิ้วทองคำของข้าไปซะแล้ว!


บทที่ 3 : จักรพรรดิเพลิงกลายเป็นนิ้วทองคำของข้าไปซะแล้ว!

เมื่อกลับมาถึงบ้าน

โจวฉางชิงก็เดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะตรงไปที่ตู้ใบหนึ่งตรงมุมห้อง แล้วหยิบกล่องไม้หน้าตาธรรมดาๆใบหนึ่งออกมา

เขาหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นก็ไขเปิดกล่องไม้ใบนั้น

“แกร๊ก~”

ทันทีที่ฝากล่องแง้มเปิดออก แสงสีทองจางๆก็สาดส่องออกมาจากข้างใน…และเมื่อเปิดออกจนสุด ก็เผยให้เห็นเหรียญทองที่อัดแน่นอยู่เกือบเต็มกล่อง

โจวฉางชิงหยิบเหรียญทองสิบเหรียญที่อยู่ในอกเสื้อออกมา แล้วบรรจงวางมันลงไปในกล่องอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงนำกล่องไม้กลับไปเก็บไว้ที่เดิม

พอกลับมาถึงเตียง โจวฉางชิงก็ทิ้งตัวลงนอนหงาย

“สี่ร้อยแปดสิบเหรียญ…ถ้าหากยังคงมีรายได้เท่านี้ต่อไปล่ะก็ เกรงว่าคงต้องเก็บต่อไปอีกราวๆสิบปีเลยทีเดียว”

เมื่อนึกถึงจำนวนเหรียญทองในกล่องไม้ โจวฉางชิงก็รู้สึกท้อแท้ใจขึ้นมา

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสิ่งของล้ำค่าที่สุดของทวีปพลังยุทธ์ ต่อให้เป็นเพียงวิชาฝึกยุทธ์ระดับสีเหลืองขั้นต่ำ แต่ราคาก็สูงถึงหลายพันหรืออาจจะนับหมื่นเหรียญทองเลยทีเดียว

ต้องรู้ก่อนว่า เงินเพียงยี่สิบเหรียญทองก็เพียงพอให้ครอบครัวคนธรรมดาครอบครัวหนึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ตลอดทั้งปีแล้ว

สำหรับครอบครัวทั่วไปแล้ว เงินสี่ร้อยเหรียญทองถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล

แต่ทว่า สำหรับสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญในตอนนี้ มันกลับยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ต้องการด้วยซ้ำ

และนี่ก็เป็นเพราะว่าครึ่งหนึ่งของเงินในกล่องนั้นเป็นมรดกที่พ่อแม่บุญธรรมของเขาทิ้งเอาไว้ให้

ถึงแม้ว่ารายได้เดือนละสิบเหรียญทองของเขา จะสูงกว่าคนเกือบเก้าในสิบส่วนของเมืองอูถ่านแล้วก็ตาม

แต่เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบเหล็กและค่าครองชีพในแต่ละวันแล้ว ตลอดทั้งปีเขาก็หาเงินได้เพียงแค่ห้าสิบถึงหกสิบเหรียญทองเท่านั้น

กล่าวได้ว่า สำหรับครอบครัวธรรมดาแล้ว การจะฝึกฝนพลังยุทธ์นั้นแทบจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก

บางครั้งโจวฉางชิงก็เคยคิดว่า หรือเขาควรจะไปทำงานสายมืด หรือไม่ก็เสี่ยงชีวิตเข้าไปในเทือกเขาสัตว์อสูรเพื่อหาเงินทางลัดดีไหม

แต่พอมาลองคิดดูอีกที ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ การทำเรื่องพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากการรนหาที่ตาย

อีกอย่าง หากยังไม่ถึงตาจนจริงๆเขาก็ไม่อยากจะทิ้งหลักการของตัวเองไป

“จะคิดมากไปทำไมกัน งานของวันนี้ยังไม่ได้ทำเลยนี่นา ค่อยๆเป็นค่อยๆไปแล้วกัน”

โจวฉางชิงผุดลุกขึ้นมาในทันที สลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้งไป ก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อเตรียมตัวตีเหล็ก

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป จะมาท้อแท้สิ้นหวังเพียงเพราะเป้าหมายยังอยู่อีกไกลไม่ได้

….

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ครึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา

โจวฉางชิงยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นเคย ในแต่ละวันถ้าไม่ตีเหล็ก ก็ฝึกยุทธ์ หรือไม่ก็ครุ่นคิดค้นคว้าเกี่ยวกับบางสิ่งที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ตลอดครึ่งเดือนมานี้โจวฉางชิงไม่ได้เจอหน้าเซียวเหยียนอีกเลย…และเซียวเหยียนเองก็ไม่เคยมาหาเขาเช่นกัน

ซึ่งโจวฉางชิงก็พอจะเดาสาเหตุได้

นั่นก็เพราะว่าในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวที่ว่าคุณชายสามแห่งตระกูลเซียวถูกคุณหนูน่าหลันแห่งตระกูลน่าหลันจากเมืองหลวง หรือก็คือว่าที่ประมุขน้อยแห่งนิกายเมฆาหมอก น่าหลันเยียนหราน มาถอนหมั้นถึงที่นั้น ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอูถ่านแล้ว

ในตอนนั้น ข่าวนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองอูถ่าน ราวกับว่ามีใครบางคนจงใจสุมไฟให้เรื่องมันลุกลามใหญ่โต

และด้วยเหตุนี้เอง “ฉายาไอ้สวะ” ของเซียวเหยียนก็ถูกผู้คนหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง จนกลายเป็นหัวข้อสนทนาอันร้อนแรงยามว่างของผู้คนไปโดยปริยาย

เมื่อได้ยินข่าวนี้ โจวฉางชิงก็รู้ได้ในทันทีว่า…เนื้อเรื่องได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ส่วนเซียวเหยียนนั้น ในช่วงเวลานี้ก็คงกำลังฝึกฝนอย่างหนักหน่วงภายใต้การชี้แนะของท่านอาจารย์เย่าเหลาอยู่เป็นแน่

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ โจวฉางชิงก็ได้แต่รู้สึกอิจฉา

เขาเองก็อยากถูกถอนหมั้นบ้าง จากนั้นก็ได้รับนิ้วทองคำ แล้วทะยานไปบนเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์อย่างบ้าคลั่ง และสุดท้ายก็ได้วางมาดตบหน้าทุกคน

ถึงขนาดที่ว่ามีอยู่แวบหนึ่ง โจวฉางชิงเคยคิดว่า หรือเขาควรจะอาศัยมิตรภาพตลอดสามปีที่ผ่านมา ไปเอ่ยปากขอยืมตำราวิชาสักเล่มจากเซียวเหยียน เพื่อแก้ปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ดี

แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ก็ตัดสินใจว่า…อย่าเลยดีกว่า

ถึงแม้ว่าในตอนนี้เซียวเหยียนจะมีท่านอาจารย์เย่าเหลาเป็นที่พึ่งพิง ทำให้เรื่องวิชาฝึกยุทธ์นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรเขาเสียหน่อย

อีกอย่าง มิตรภาพของวิญญูชนนั้นเรียบง่ายดั่งน้ำ ไม่ว่าจะมองจากมุมของผลประโยชน์สูงสุด หรือจากความรู้สึกส่วนตัว โจวฉางชิงก็ไม่อยากจะเอ่ยปากเรื่องนี้ออกไป

การที่จะรีบร้อนใช้สายสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองให้หมดไปตั้งแต่ตอนที่เซียวเหยียนยังอ่อนแอนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นการกระทำที่โง่เขลาที่สุด

เพราะตราบใดที่เขายังคงรักษามิตรภาพนี้ไว้เป็นอย่างดี ต่อให้ในอนาคตโจวฉางชิงจะไม่ทำอะไรเลย แต่เมื่อถึงเวลาที่เซียวเหยียนเติบใหญ่ขึ้น เขาก็เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันลืมเขาอย่างแน่นอน

เมื่อถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่วิชาระดับสีเหลืองเลย เกรงว่าต่อให้เป็นวิชาระดับสวรรค์ เซียวเหยียนก็คงจะมอบให้เขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เพราะถึงอย่างไร ในชาติก่อนก็มีคำพูดหนึ่งที่เล่าลือกันว่า: “ยอมเป็นน้องเล็กของเซียวเหยียน ดีกว่าไปเป็นพี่น้องของถังซาน”

ซึ่งนี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าอุปนิสัยของเซียวเหยียนนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ…เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องยินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาอย่างแน่นอน

….

ในวันนั้น โจวฉางชิงก็ยังคงตีเหล็กอยู่ในสวนเช่นเคย

เสียงโลหะกระทบกันดัง “ปิง ปิง ปัง ปัง” ไม่ขาดสาย อากาศที่ร้อนระอุผสมกับไอร้อนจากเตาหลอม ทำให้โจวฉางชิงเหงื่อไหลไคลย้อยไปทั้งตัว

“เฒ่าโจว! เฒ่าโจว! รีบเปิดประตูเร็ว! พ่อบุญธรรมของเจ้ามาแล้วโว้ย!”

ในขณะที่โจวฉางชิงกำลังเหวี่ยงค้อนอย่างขะมักเขม้น เสียงตะโกนที่ฟังดูกวนประสาทเสียงหนึ่งก็ดังมาจากนอกสวนน้อย

การเคลื่อนไหวในมือของเขาชะงักไป เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ เส้นเลือดบนหน้าผากของโจวฉางชิงก็เต้นตุบๆขึ้นมาทันที

เขาวางค้อนในมือลง พลางถกแขนเสื้อขึ้นไปให้สูงกว่าเดิม จากนั้นก็เดินตรงไปยังประตูใหญ่

ไอ้ไก่อ่อนระดับรวบรวมพลังยุทธ์ กล้าดียังไงมาท้าทายยอดฝีมือระดับนักยุทธ์อย่างเขากัน?!

วันนี้แหละ เขาจะต้องสั่งสอนให้เจ้าหนูนี่ได้รู้ซึ้ง ว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อบุญธรรม!

“เอี๊ยด!”

โจวฉางชิงกระชากประตูเปิดออกอย่างแรง ก่อนจะเห็นเซียวเหยียนยืนอยู่ด้านนอก

วันนี้เซียวเหยียนสวมชุดฝึกยุทธ์สีดำทะมัดทะแมง ไม่ได้แตกต่างไปจากปกติมากนัก สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ…กลิ่นอายแห่งความหม่นหมองที่เคยปกคลุมตัวเขานั้น ดูเหมือนจะหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

สิ่งที่มาแทนที่ก็คือ ความรู้สึกของคมดาบที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในฝัก

อย่างไรก็ตาม โจวฉางชิงก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก เพราะสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ได้

ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขาอยากทำก็คือ…ยืดเส้นยืดสายให้สบายตัวสักหน่อย

“ไอ้ลูกเนรคุณ! เมื่อกี้เจ้าเรียกใครว่าพ่อบุญธรรมหา?!”

ยังไม่ทันที่เซียวเหยียนจะได้เอ่ยปาก โจวฉางชิงก็ตวาดออกไปหนึ่งคำ จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปข้างหน้า ง้างหมัดหมายจะซัดเข้าไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย

พอเห็นท่าทางแบบนั้น เซียวเหยียนที่ตอนแรกยังยิ้มร่าอยู่ก็ถึงกับตกใจหน้าซีด

“เชี่ยยย! เฒ่าโจวเจ้าจะทำอะไร! ต่อยคนอย่าต่อยหน้านะเว้ย! รู้จักกฎของยุทธภพไหมเนี่ย!”

“เหอะ กฎของข้านี่แหละคือกฎ!”

“หยุด….ชอตโตาะมาเตะ!”

เมื่อเห็นว่าหมัดใกล้จะถึงใบหน้าของตัวเองอยู่รอมร่อ เซียวเหยียนก็รีบยกมือขึ้นร้องห้ามอย่างร้อนรน จนถึงกับเผลอหลุดภาษาญี่ปุ่นจากชาติก่อนออกมา

ในขณะเดียวกัน มืออีกข้างของเขาก็หยิบม้วนคัมภีร์ที่ทำจากหยกสองม้วนออกมาจากอกเสื้อ

“ชอตโตะอะไรของเจ้า ต่อให้พูดภาษาประหลาดข้าก็ไม่ปล่อยเจ้าไปหรอก...”

“หืม? นี่มัน...?”

โจวฉางชิงยังคงสบถด่าไม่หยุดปาก แต่ทว่าในวินาทีต่อมา สายตาของเขาก็พลันไปสะดุดเข้ากับม้วนคัมภีร์ในมือของเซียวเหยียน และแล้วเขาก็ชะงักค้างอยู่กับที่

เมื่อมองเห็นลักษณะของม้วนคัมภีร์นั้นชัดๆลมหายใจของโจวฉางชิงก็พลันหอบกระชั้นขึ้นมา

พอเห็นปฏิกิริยาของโจวฉางชิง เซียวเหยียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ตนเองรอดพ้นจากภัยพิบัติไปได้

และในทันใดนั้น เซียวเหยียนก็กลับมาทำท่าทางยียวนกวนประสาทอีกครั้ง

“เสี่ยวชิงจื่อ เมื่อกี้เจ้าคิดจะทำอะไรข้าหา? หืม?”

“เฒ่า...เฒ่าเซียว นี่มัน...”

แต่ทว่าโจวฉางชิงไม่มีอารมณ์จะไปสนใจคำล้อเลียนของเซียวเหยียนเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ม้วนคัมภีร์ไม่วางตา พลางเอ่ยถามออกไปอย่างไม่แน่ใจนัก

แววตาของเซียวเหยียนฉายประกายแห่งความภาคภูมิใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบโดยตรง

“ใช่แล้ว ถูกต้อง เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ วิชาฝึกยุทธ์ แถมยังมีถึงสองม้วน และล้วนเป็นระดับสีเหลืองขั้นสูงทั้งคู่!”

“เอื๊อก~”

เมื่อได้ยินดังนั้น โจวฉางชิงก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาทั้งสองข้างของเขาราวกับจะส่องประกายเจิดจ้าออกมา สายตาที่จับจ้องอยู่ที่ม้วนคัมภีร์นั้นยากที่จะละออกไปได้

ในชั่วพริบตานั้น ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นในหัวของโจวฉางชิง และเขาก็เดาจุดประสงค์ที่เซียวเหยียนนำม้วนคัมภีร์ออกมาได้

สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่า…ตัวเอกของเรื่องกลายเป็นนิ้วทองคำของตัวเองไปเสียแล้ว

ครู่ต่อมา หลังจากที่สะกดกลั้นความปรารถนาในใจเอาไว้ได้ โจวฉางชิงก็เหลือบมองเซียวเหยียนด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในสวน

“เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ”

เซียวเหยียนมองตามแผ่นหลังของโจวฉางชิงไปด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจอยู่บ้าง

ก็ในเมื่อก่อนหน้านี้ยังทำท่าเหมือนอยากจะให้ดวงตาทั้งสองข้างงอกออกมาแปะอยู่บนม้วนคัมภีร์อยู่เลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลับทำเป็นไม่สนใจไปเสียได้ล่ะ?

เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องทนลำบากมามากแค่ไหนเพื่อวิชาฝึกยุทธ์ และในตอนนี้เมื่อมันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว อีกฝ่ายกลับสามารถอดทนต่อสิ่งยั่วยวนนี้ได้

เรื่องนี้ทำให้เซียวเหยียนอดที่จะชื่นชมไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ

ดูสิ นี่แหละคือสหายของข้า เขาไม่ใช่คนธรรมดาสามัญทั่วไป!

…..

เมื่อเดินเข้ามาในสวน ทั้งสองคนก็นั่งลงที่โต๊ะหิน

เซียวเหยียนวางม้วนคัมภีร์ทั้งสองลงบนโต๊ะหิน ก่อนจะเลื่อนมันไปทางโจวฉางชิง พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

“อย่าหาว่าสหายคนนี้ไม่ใจกว้างล่ะ นี่นับว่าเป็นของล้ำค่าที่สุดที่สหายอย่างข้าจะหามาให้เจ้าได้ในตอนนี้แล้ว”

แต่โจวฉางชิงกลับไม่ได้ยื่นมือไปรับม้วนคัมภีร์ เขาเพียงแต่ใช้สายตามองสำรวจเซียวเหยียนขึ้นๆลงๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“อย่ามองข้าแบบนั้นสิ ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะสงสัยที่มาของวิชาพวกนี้ แต่ข้าบอกไม่ได้หรอกนะ เจ้าก็แค่คิดซะว่าข้าแอบขโมยมาจากที่บ้านก็แล้วกัน”

“แล้วก็อย่าปฏิเสธด้วย ของพวกนี้สำหรับข้าแล้วไม่ได้ขาดแคลนอะไรเลย ดังนั้นเจ้าก็รับมันไปอย่างสบายใจเถอะ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับไม่ไว้หน้าข้า เซียวเหยียนคนนี้”

เมื่อถูกจ้องจนรู้สึกอึดอัด เซียวเหยียนก็กระแอมออกมาสองสามครั้ง พลางทำท่าทางใจกว้างอย่างเต็มที่

เห็นได้ชัดว่า เซียวเหยียนเข้าใจโจวฉางชิงผิดไปแล้ว

เขาจะไม่รู้ที่มาของวิชาทั้งสองม้วนนี้ได้อย่างไร? ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องมาจากท่านอาจารย์เย่าเหลาแน่นอน

โจวฉางชิงแค่คาดไม่ถึงว่า หลังจากที่เซียวเหยียนได้เป็นศิษย์แล้ว จะยังอุตส่าห์ไปเอ่ยปากขอวิชาฝึกยุทธ์จากท่านอาจารย์เย่าเหลา แล้วนำมามอบให้เขาด้วยตัวเอง

เจ้าบ้านี่…ทำให้เขาซาบซึ้งใจจริงๆ

โจวฉางชิงพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือไปหยิบม้วนคัมภีร์ทั้งสองมาเก็บไว้ในอกเสื้อ ในขณะเดียวกันก็จ้องมองเซียวเหยียนอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า

“ข้าก็จะไม่พูดจาเกรงใจอะไรกับเจ้าเหมือนกัน คำว่าขอบคุณมันดูผิวเผินเกินไป หลังจากนี้หากมีเรื่องอะไรที่ต้องการให้ช่วย แค่บอกมาคำเดียว ข้าพร้อมจะไปหาเจ้าทุกเมื่อ!”

“ดี! ข้าเองก็จะไม่เกรงใจเจ้าเช่นกัน”

เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของโจวฉางชิง เซียวเหยียนก็เก็บรอยยิ้มกลับคืน ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น

และในวินาทีต่อมา ทั้งสองคนก็สบตากันแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“เร็วเข้า ไม่ได้ดื่มสุราเหมยของบ้านเจ้ามาครึ่งเดือนแล้ว ข้าคิดถึงมันจะแย่อยู่แล้ว”

“ก็ได้ๆเห็นแก่วิชาฝึกยุทธ์นี่ วันนี้จะให้เจ้าดื่มจนพอใจเลย เอากับแกล้มสักสองสามจานไหมล่ะ?”

“นั่นมันต้องแน่อยู่แล้ว!”

และแล้ว บรรยากาศภายในสวนน้อยก็กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

ทว่า ทั้งสองคนคงไม่มีทางคาดคิดได้เลยว่า เหตุการณ์ในวันนี้ จะกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่โด่งดังของทวีปพลังยุทธ์ในภายภาคหน้า

ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า: มิตรภาพแห่งสองจักรพรรดิ

และเซียวเหยียน ก็จะถูกคนรุ่นหลังขนานนามอย่างขบขันว่า…เป็นนักลงทุนเทพเจ้าคนแรกแห่งทวีปพลังยุทธ์

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 3 : จักรพรรดิเพลิงกลายเป็นนิ้วทองคำของข้าไปซะแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว