- หน้าแรก
- ยอดนักล่าอาหารข้ามมิติ กับคลาสเรียนภาษาต่างเผ่าพันธุ์
- บทที่ 12 อาหารมื้อแรกในต่างมิติ
บทที่ 12 อาหารมื้อแรกในต่างมิติ
บทที่ 12 อาหารมื้อแรกในต่างมิติ
บทที่ 12 อาหารมื้อแรกในต่างมิติ
"เมื่อกี้คือสัตว์อสูรระดับราชันย์สินะ แรงกดดันเฉียดตายเมื่อครู่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย..."
ลู่เหรินหมินปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้น หอบหายใจแฮ่กๆ ด้วยความตื่นตระหนกที่ยังไม่จางหาย เมื่อครู่ตอนเก็บมีดเข้าฝักเขาไม่กล้าแม้แต่จะลดมือลงด้วยซ้ำ ตอนนี้ทั้งแขนทั้งขาดูเหมือนจะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป... หลังจากพักและจิบน้ำจนหายเหนื่อย กินบิสกิตไปสองชิ้นจนเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา ลู่เหรินหมินก็ลุกขึ้นยืน โอเอซิสแห่งนี้ไม่ใช่แหล่งล่าสัตว์ที่ดีนัก เขาหันกลับไปมองด้วยความอาลัยอาวรณ์แวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปในทิศตรงข้ามกับที่ 'อูฐวัวเขาประกาศิต' หายไป
แม้ว่าเจ้านั่นจะไม่ได้แสดงเจตนาคุกคามเขา แต่รังสีอำมหิตที่มันปล่อยใส่มีดของเขานั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง เขาประเมินแล้วว่าตัวเองยังไม่เก่งพอที่จะรนหาที่ตายในตอนนี้ ทางที่ดีคือต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง แยกย้ายกันไปเติบโตจะดีกว่า...
[เวลาสำรวจคงเหลือ: 9 ชั่วโมง 08 นาที]
เขาโดนเจ้าวัวขาวนั่นตรึงขาตายไปเกือบชั่วโมงเลยเรอะ?!
ลู่เหรินหมินสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ดูเหมือนจะเริ่มมืดลง หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล
เวลาในมิตินี้ไม่ตรงกับโลกมนุษย์ เขาเข้ามาตอนประมาณบ่ายสองครึ่ง แต่ดวงอาทิตย์ที่นี่เริ่มจะคล้อยต่ำลงแล้ว
เขาต้องสร้างที่พักชั่วคราว และที่สำคัญที่สุด คือต้องหาเหยื่อให้ได้ก่อนมืด เขาใช้ 'แต้มเซอร์ไพรส์' ไปหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าจะเข้ามาครั้งหน้าคงต้องควักเนื้อจ่ายเอง... โชคยังดีที่ไม่ได้หมดหวังไปเสียทีเดียว อาจเป็นเพราะโอเอซิสตั้งอยู่ตรงขอบทะเลทราย หลังจากเดินมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ลู่เหรินหมินก็รู้สึกว่าพื้นทรายใต้เท้าเริ่มแน่นและแข็งขึ้น ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากเขตทะเลทรายแล้ว!
ทรายสีเหลืองจำเจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชั้นดินแข็งที่ปกคลุมด้วยทรายหยาบและกรวด พืชพรรณที่เหี่ยวเฉาเปลี่ยนจากสีเหลืองแห้งเป็นสีเหลืองอมเขียว แม้จะยังดูรกร้าง แต่มันก็ช่วยเติมแต่งความมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
"เหยื่อจ๋า เหยื่อจ๋า... ขอแค่ตัวเดียว ให้พ่อได้เชือดเถอะนะ..."
ลู่เหรินหมินพึมพำกับตัวเอง หรี่ตามองไปรอบๆ พยายามหาทำเลสำหรับสร้างที่พักชั่วคราว รู้งี้ตอนนั้นน่าจะดูรายการของ "แบร์ กริลส์" หรือ "เอ็ด สตาฟฟอร์ด" ให้มากกว่านี้หน่อย จะได้มีความรู้ติดหัวบ้าง ไม่ใช่เดินดุ่มๆ เหมือนแมลงวันหัวขาดแบบนี้... เมื่อสำรวจสภาพร่างกาย ลู่เหรินหมินค่อยๆ จิบน้ำทีละนิด การเดินฝ่าแดดเปรี้ยงในทะเลทราย แม้จะมีระบบยังชีพพื้นฐานช่วยกันฮีทสโตรก แต่การออกแรงต่อเนื่องยาวนานก็ทำเอาขาเขาอ่อนแรงไปเหมือนกัน
เขาต้องการที่กำบังเพื่อพักผ่อนโดยด่วน!
เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก มองไปยังกลุ่มหินรูปร่างแปลกประหลาดขนาดมหึมาในระยะไกล บางทีตรงนั้นอาจจะ... โบราณว่า "มองเห็นภูเขาอยู่แค่เอื้อม แต่วิ่งจนม้าตายก็ยังไม่ถึง" หลังจากเดินต่ออีกเกือบสองชั่วโมง ลู่เหรินหมินถึงได้มายืนอยู่หน้าก้อนหินยักษ์พวกนั้น เขาเงยหน้ามอง ก้อนหินเหล่านี้สูงกว่า 10 เมตร การถูกลมและทรายกัดเซาะเป็นเวลานานทำให้พวกมันมีรูปร่างเหมือนดอกเห็ด ด้านบนกว้างด้านล่างแคบ
ที่โคนหินยักษ์มีพืชสีเขียวมีหนามขึ้นอยู่ เขาเอื้อมมือไปสัมผัสด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก้านของมันเหนียวและยืดหยุ่น ขอบใบมีหนามแหลมคม
พวกมันดูธรรมดาเหมือนวัชพืชทั่วไป แต่ด้วยความสามารถในการปรับตัวอันยอดเยี่ยมและพลังชีวิตที่เหนียวแน่น ทำให้พวกมันสามารถอยู่รอดและเติบโตจากรุ่นสู่รุ่นในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ขาดแคลนฝน และโหดร้ายเช่นนี้ได้
"กี๊ซ!?"
ปลายนิ้วของลู่เหรินหมินปัดโดนใบพืช และด้วยเหตุผลบางอย่าง พุ่มไม้กอนั้นก็ส่งเสียงร้องแหลมออกมา!
"เฮ้ย! ตัวอะไรวะ?!"
มีดคอมแบทถูกชักออกจากเป้อย่างรวดเร็วและกระชับแน่นในมือ เขาจ้องมองพงหญ้าที่สั่นไหวอย่างระแวดระวัง
กิ้งก่าตัวหนึ่ง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กลิ้งหลุนๆ ออกมาจากพงหญ้าด้วยความตกใจ หลังจากกลิ้งอยู่บนพื้นสักพัก มันก็ใช้ขาหลังสองข้างยันตัวลุกขึ้นยืน แล้วจ้องมองลู่เหรินหมินด้วยสายตาเกรี้ยวกราด!
อืม... ดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่แฮะ... บางทีอาจเป็นเพราะบารมีของอสูรระดับราชันย์อย่างอูฐวัวเขาประกาศิตยังคงค้างคาอยู่ ลู่เหรินหมินเลยรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองแกร่งขึ้นนิดหน่อย ถึงขั้นมีอารมณ์มานั่งพิจารณาเจ้าตัวเล็กที่กำลังจ้องเขาตาเขม็ง
ผิวหนังของมันปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีเหลืองดิน จากหางตาไล่ไปจนถึงสีข้างมีลวดลายสีแดงเพลิงสดใส
ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามจริงๆ ลู่เหรินหมินแอบชื่นชมในใจ ถ้าจับกลับไปได้ พวกคนรักสัตว์เลื้อยคลานคงกรี๊ดสลบ... แต่สิ่งมีชีวิตที่เอาตัวรอดในมิติรกร้างอันตรายนี้ได้ มีตัวไหนบ้างที่จะยอมให้รังแกง่ายๆ?
เจ้ากิ้งก่าน้อยอ้าปากกว้าง ทันใดนั้นเปลวไฟหนาเท่านิ้วมือ ยาวครึ่งเมตร ก็พุ่งออกมาจากใต้ลิ้นของมัน!
ลู่เหรินหมินหน้าถอดสีด้วยความตกใจ เขาไม่คิดเลยว่ากิ้งก่าตัวกะเปี๊ยกที่ดูไม่มีพิษมีภัยจะมีสกิลโหดขนาดนี้ เขารีบกลิ้งตัวหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล
โชคดีที่เปลวไฟนั้นมาไวไปไว ลมหายใจเพลิงพ่นออกมาได้เพียงไม่กี่อึดใจก็ค่อยๆ หดกลับ คราบน้ำมันปริศนากระจายเต็มพื้น เผาไหม้เม็ดทรายและพืชพรรณจนส่งเสียงฉี่ฉ่า
หลังจากพ่นไฟเสร็จ เจ้ากิ้งก่าน้อยก็ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ฉวยโอกาสทองนี้ ลู่เหรินหมินจับมีดแบบกลับมือ ก้าวประชิดตัวไม่กี่ก้าว แล้วปักมีดตรึงร่างมันไว้กับพื้นทันที
"กี๊ซ!" เสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น เจ้ากิ้งก่าดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไป
[ปลดล็อกสมุดภาพสิ่งมีชีวิตต่างมิติ!]
[กิ้งก่าหินลิ้นเพลิง: ความยาว 10-25 ซม. ผิวหนังปกคลุมด้วยเกล็ดหนัง มักพบสีเหลืองดินหรือน้ำตาลเข้ม มีส่วนน้อยที่เป็นสีฟ้าแซฟไฟร์ มีลวดลายสีแดงเข้มจากหางตาถึงสีข้าง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงสดใสเมื่อถูกกระตุ้น เนื้อมีพิษเล็กน้อย สามารถรับประทานได้หลังจากผ่านความร้อนสูง หางยาวเกือบหนึ่งในสามของความยาวลำตัว เป็นแหล่งสะสมสารอาหาร ในยามคับขันสามารถสลัดหางเพื่อหนีเอาตัวรอด และงอกใหม่ได้ภายใน 2-3 เดือนหากมีอาหารเพียงพอ
มีอวัยวะพ่นไฟพิเศษในช่องอกบรรจุน้ำมันพลังงานสูง การหดตัวของกล้ามเนื้อในช่องอกจะบีบน้ำมันให้พุ่งผ่านท่อใต้ลิ้น เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเกิดเป็นเปลวไฟระยะ 10-50 ซม. สามารถเกาะติดผิวหนังเป้าหมายสร้างความเสียหายจากการเผาไหม้ต่อเนื่อง ผงที่ได้จากการนำน้ำมันไปทำให้แห้งและบริสุทธิ์เป็นผงปรุงรสเผ็ดเกรดพรีเมียม ระดับความยากในการล่า: ง่าย]
ข้อมูลยาวเหยียดทำเอาลู่เหรินหมินชะงักด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าเจ้าตัวเล็กที่บังเอิญเจอในพงหญ้าจะเป็นวัตถุดิบหายาก
"โครกคราก~" เสียงท้องร้องดังสนั่นขัดจังหวะความคิด เขาเก็บซากเหยื่อและมีดลงกระเป๋า แล้วเริ่มรวบรวมกิ่งไม้แห้งและเชื้อไฟจากบริเวณรอบๆ
ไม่นานนัก ลู่เหรินหมินก็นั่งพิงก้อนหินยักษ์ อาศัยแท่งจุดไฟที่ซ่อนอยู่ในด้ามมีดก่อกองไฟขึ้น กิ้งก่าหินลิ้นเพลิงที่ถูกตัดหัว ลอกหนัง และควักเครื่องในออกจนเกลี้ยง ถูกเสียบด้วยมีดของเขา เขาหมุนมีดไปมาเพื่อให้เนื้อสุกอย่างทั่วถึง
"คราวหน้าคงต้องเตรียมไม้เสียบมาบ้างแล้ว ใช้มีดแบบนี้ไม่เวิร์คแน่..." ลู่เหรินหมินคิดในใจ พลางสลับมือจับด้ามมีดที่เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ
อาศัยแสงจากกองไฟ เขาเริ่มลิ้มรสผลลัพธ์จากการล่า
เนื้อกิ้งก่าหินลิ้นเพลิงย่างมีรสสัมผัสเกรียมเล็กน้อย น้ำมันซึมออกมาจากรอยตัดที่หางกลมมน หยดลงในกองไฟส่งเสียงฉ่าชวนน้ำลายสอ
เขาหยิบเกลือและพริกไทยออกจากกระเป๋า นี่เป็นเสบียงที่ซื้อตุนไว้ ซึ่งดูเหมือนจะถูกระบบจัดหมวดหมู่เป็น 'เครื่องปรุงรส' และรวมไว้ในช่องเดียว เพียงแค่คิด เขาก็สามารถเรียกเครื่องปรุงที่ต้องการออกมาใช้ได้ทันที
เนื้อส่วนลำตัวมีไม่มากนัก เมื่อแบะออกก็แบนราบขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ พอโรยเกลือและพริกไทย ก็ดูคล้ายซี่โครงไก่ย่างแต่ขนาดเล็กกว่ามาก
หลังผ่านการย่างจนได้ที่ กระดูกอ่อนๆ ก็กรอบจนเคี้ยวกลืนไปพร้อมกับเนื้อนุ่มๆ ได้เลย ลู่เหรินหมินเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
ส่วนหางที่กลมมน เขาโรยเกลือเพียงเล็กน้อยเพื่อดึงรสชาติ ฟันกัดผ่านหนังที่ย่างจนกรอบเข้าไปเจอเนื้อหางที่นุ่มหนึบ ไขมันเข้มข้นแทบจะระเบิดทะลักออกมาในปาก หางทั้งอันมีเพียงกระดูกอ่อนเส้นเล็กๆ อยู่ตรงกลาง สัมผัสที่ทั้งกรอบและนุ่มในคำเดียวสร้างความตื่นตะลึงให้เขาในทันที
[ได้รับแต้มเซอร์ไพรส์: +50]
"ว้าว อร่อยเหาะ!" ลู่เหรินหมินเลียคราบน้ำมันที่ติดอยู่ริมฝีปากและปลายนิ้ว เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนกินจุ แต่เจ้าจิ้งเหลนตัวเล็กๆ นี้กลับทำให้เขารู้สึกอิ่มท้องได้อย่างน่าประหลาด
หลังจากฝังเศษซากที่เหลือของกิ้งก่าหินลิ้นเพลิง ลู่เหรินหมินก็เริ่มตรวจสอบถุงเก็บไฟขนาดเท่าหัวแม่มือในมือ
นี่คือของรางวัลที่เขาควักออกมาจากช่องอกของกิ้งก่าตามที่สมุดภาพระบุ ถุงเก็บไฟดูเหมือนผลึกโปร่งแสง เปล่งแสงสีส้มแดงจางๆ ภายในมีน้ำมันหนืดบรรจุอยู่ประมาณหนึ่งในสาม เมื่อส่องกับแสงไฟ มันดูงดงามราวกับอำพันน้ำชั้นดี