- หน้าแรก
- ยอดนักล่าอาหารข้ามมิติ กับคลาสเรียนภาษาต่างเผ่าพันธุ์
- บทที่ 7 หาช่องทางทำมาหากิน
บทที่ 7 หาช่องทางทำมาหากิน
บทที่ 7 หาช่องทางทำมาหากิน
บทที่ 7 หาช่องทางทำมาหากิน
"คร้าบๆ... แม่สาวน้อยแสนหวาน..." ลู่เหรินหมินคิดในใจ 'ไอ้พฤติกรรมไม่น่าเชื่อถือของเธอนี่มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับความเป็นรุ่นพี่ตรงไหนเลย' ปากก็ตอบรับไปอย่างขอไปที
"ฮึ่ม... ลบหลู่รุ่นพี่ ต้องเจอแบบนี้!" อันยาหน้าแดงแปร๊ด ศอกเข้าใส่เต็มรักจนลู่เหรินหมินตัวงอเป็นกุ้งเต้นดิ้นพราดอยู่บนพื้น
ขณะที่หนึ่งคนหนึ่งอมนุษย์กำลังหยอกล้อกันสนุกสนาน จู่ๆ ก็มีเสียง "ปุ๊" ดังขึ้น แล้วห้องเช่าก็ตกอยู่ในความมืดมิด
เสียงหัวเราะเงียบลง แสงจันทร์นอกหน้าต่างถูกเมฆบดบัง เหลือเพียงแสงสีเงินสลัวลอดเข้ามา มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นที่สอดประสานกันในความมืด
"ไฟดับเหรอ?" อันยาพยุงลู่เหรินหมินลุกขึ้นจากพื้น นัยน์ตาสีเงินอมฟ้าสะท้อนแสงสลัว ดูโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิด สุกใสและกระจ่างชัดราวกับอัญมณีล้ำค่าคู่หนึ่ง
"โห เปลี่ยนร่างเฉพาะส่วนก็ได้เหรอ เจ๋งเป้ง" ลู่เหรินหมินหัวเราะเบาๆ พลางลูบเอว "เบรกเกอร์ทริปมั้ง ชุมชนเก่าๆ ก็แบบนี้แหละ เดี๋ยวฉันไปดูให้"
เขาควานหามือถือที่ชาร์จทิ้งไว้ใกล้ๆ กดปุ่มพาวเวอร์ค้างไว้ หน้าจอก็สว่างวาบขึ้นในหน้าโทรฉุกเฉิน
เฮ้อ ดูท่าคงไม่ต้องลำบากคุณตำรวจแล้วล่ะ ลู่เหรินหมินยักไหล่ถอนหายใจ พลางทึ่งในความแปลกประหลาดของโลกใบนี้ ก่อนจะเปิดโหมดไฟฉายแล้วเดินนำไปที่มิเตอร์ไฟตรงโถงทางเดิน
ไม่นานทั้งคู่ก็ลงมาถึงตู้มิเตอร์ไฟ ลู่เหรินหมินเปิดกล่องเก่าคร่ำครึ ล้วงเอากิ่งไม้แห่งความดีความชอบออกมาจากกระเป๋า เขี่ยสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิง แล้วหามิเตอร์ห้องตัวเองจนเจออย่างแม่นยำ โดยมีอันยาถือมือถือเดินตามต้อยๆ
ถึงเธอจะมองเห็นในที่มืดได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจระบบไฟฟ้า... "นี่เรียกว่าทุกคนต้องช่วยกัน เข้าใจไหมยะ!" อันยาเท้าสะเอวยืดอกพูดอย่างมั่นใจ
"อืม ดูเหมือนฟิวส์จะขาดจริงๆ ด้วย สภาพแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่องจนได้ แต่เราไม่มีเครื่องมือซ่อมด้วยสิ" ลู่เหรินหมินเกาหัว พูดจาราวกับช่างมืออาชีพ "เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยแจ้งเจ้าของบ้าน คืนนี้ก็ทำได้แค่นี้แหละ"
"อ้อ..." อันยาตอบรับ น้ำเสียงฟังดูเสียดาย ไม่แน่ใจว่าเสียดายที่คืนนี้ไม่มีไฟใช้ หรือเสียดายที่อดทำมื้อดึกกินกันแน่
พอกลับถึงห้อง ลู่เหรินหมินไม่อาจปล่อยให้อันยามาเบียดเสียดบนเตียงแคบๆ ของเขาได้ โชคดีที่รื้อค้นตู้เจอเสื้อผ้าเก่าๆ ตามฤดูกาลกองหนึ่ง เขาเลยเอามาปูบนโซฟาทำเป็นรังนอนชั่วคราวที่ดูยุ่งเหยิงนิดหน่อย
"เธอนอนเตียงฉันนะ เดี๋ยวฉันนอนโซฟานี่เอง ทนไปคืนนึงก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อหมอนกับผ้าห่มใหม่..." ลู่เหรินหมินอาศัยแสงจันทร์จัดแจงที่ทางโดยไม่เงยหน้ามอง หลังจากเงียบไปนานเพราะไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของอันยา พอหันกลับไป แม่คุณก็ลงไปขดตัวนอนหลับปุ๋ยในรังบนโซฟาเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวนอนคุดคู้กอดเข่าจมอยู่ในกองเสื้อผ้าเก่า หางสีเงินยาวถูกกอดไว้ในอ้อมแขน ใบหูแหลมสีเงินบนศีรษะกระดิกเป็นพักๆ ประกายระยิบระยับยามต้องแสงจันทร์
"เอ่อ ไม่ถือเนื้อถือตัวเลยแม่คุณ..."
ลู่เหรินหมินมองหูสีขาวที่กระดิกไปมา ความคิดซุกซนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาย่องเข้าไปเงียบๆ พยายามลงเท้าให้เบาที่สุด
เขาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว! ถึงกับต้องกลั้นหายใจ นิ้วมือค่อยๆ เอื้อมไปหาใบหูคู่นั้น
ราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง หูคู่นั้นกระดิกอย่างระแวดระวัง ปลายหูปัดผ่านฝ่ามือของเขาเบาๆ สัมผัสนุ่มลื่นทำเอาเขาจักจี้จากฝ่ามือลามไปถึงหัวใจ
"อืม... ลบหลู่... รุ่นพี่..." อันยาขมวดคิ้วสวยได้รูป พึมพำละเมอเสียงเบา น้ำเสียงหวานเชื่อมและอู้อี้เพราะสติที่เลือนราง
เพื่อหลีกเลี่ยงคอร์สสอนการต่อสู้ระยะประชิดฟรีจากสาวมนุษย์หมาป่า ลู่เหรินหมินจึงควบคุมมือไม้ให้แผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฝ่ามือของเขาวางลงบนศีรษะของอันยาเบาๆ ลูบไล้เส้นผมนุ่มลื่นไปจนถึงใบหู ความอบอุ่นแผ่ซ่านมาถึงปลายนิ้ว ราวกับสัมผัสกำมะหยี่ที่ตากแดดจนอุ่น
ใบหูแหลมสีขาวกระตุกเบาๆ สัมผัสแรกนั้นลื่นดุจแพรไหม และเมื่อลองจับดูดีๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงความยืดหยุ่นและสปริงตัวของมัน
ขนด้านในใบหูยาวกว่าเล็กน้อย หนาแน่นและละเอียดอ่อน แทบจะโอบล้อมนิ้วของเขาไว้ได้ทั้งนิ้ว ความรู้สึกพึงพอใจแปลกประหลาดอวลอยู่ในใจของลู่เหรินหมิน
พูดตามตรง เขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนทะเยอทะยานอะไร ก่อนจะเจออันยา ความปรารถนาสูงสุดของเขาคือถูกหวย แล้วพาพ่อแม่ไปอยู่บ้านนอก ซื้อที่ดินสักแปลง ปลูกบ้าน เลี้ยงหมาแมว ทำกับข้าวบ้านๆ หาผู้หญิงธรรมดาๆ นิสัยดีสักคน แล้วใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปด้วยกันอย่างมีความสุข
แต่ตอนนี้ เมื่อมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสาง เขากำหมัดแน่น
สาวสวยที่เพิ่งรู้จักกันได้วันเดียว—หรือจะนับเป็นวันที่สองแล้วนะ—เธอไม่ใช่คนที่จะมาอยู่ในที่ซอมซ่อแบบนี้ เธอมีความงามและความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ แถมยังมีวงเวทย์มิติลึกลับนั่นอีก ถ้าไม่ใช่เพราะสัญญาประหลาดฉบับนั้น เธอกับเขาคงไม่มีทางโคจรมาเจอกันได้เลย
ด้วยความสามารถระดับเธอ ต่อให้ไปโชว์อกทุบหินตามสี่แยกก็คงหาเงินจนรวยได้สบายๆ แล้วทำไมเธอต้องมานอนจมกองเสื้อผ้าเก่าๆ ของเขาด้วย...
"ต้องหาทางหาเงินแล้วสิ" ลู่เหรินหมินพึมพำ ความคิดเรื่องการหาเงินวนเวียนอยู่ในหัว ไอเดียต่างๆ เริ่มพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความทะเยอทะยาน "การสื่อสาร... พหุมิติ..."
"ทะเยอทะยานใช้ได้นี่ สหายลู่"
"แต่ถ้าแค่กระบองเพชร..."
"หูฉันจับสบายไหม?"
"นุ่ม ลื่น ละมุนมือ... เฮ้ย! ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?!"
ลู่เหรินหมินเพิ่งรู้ตัวว่าสาวสวยที่นอนหลับปุ๋ยเมื่อครู่ ตอนนี้กำลังจ้องมองเขาเขม็ง นัยน์ตาสีเงินอมฟ้าฉายแสงอันตรายวาบ
และมือของเขาก็ยังคงบีบหูแหลมๆ บนหัวของหญิงสาวไว้แน่น...
"ลบ! หลู่! รุ่น! พี่! ไอ้โจรบ้า เตรียมตัวตายซะ!"
เสียงคำรามคมชัดดังก้องทีละคำ ลู่เหรินหมินรู้สึกเหมือนเหงื่อเย็นไหลพรากเป็นน้ำตก
"ไว้ชีวิตด้วยจอมยุทธ์!"
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้พูดก่อนจะสลบเหมือดไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
"อูรุ อูรุ..."
อันยาส่งเสียงประหลาดแสดงความไม่พอใจ ตอนนี้เธอเก็บหูและหางกลับไปแล้ว กลับมาอยู่ในร่างสาวน้อยมนุษย์เต็มตัว
"ไม่ได้จะว่านะ ความทะเยอทะยานน่ะเป็นเรื่องดี แต่นายสมองกลับหรือเปล่าที่คิดจะลอบกัดมนุษย์หมาป่า? คิดว่าตัวเองเนียนมากหรือไงฮะ?"
อันยากัดฟัน ใช้สำลีชุบน้ำมันดอกคำฝอยทาลงบนรอยช้ำรอบดวงตาของลู่เหรินหมิน "แถมจับเฉยๆ ไม่ว่า จู่ๆ มาบีบทำไม! ฉันแกล้งหลับต่อไม่ไหวแล้วนะยะ!"
ลู่เหรินหมิน: (ไม่กล้าส่งเสียง~)
"เอาเถอะ แม่นางคนนี้ใจกว้าง จะไม่ถือสาหาความแล้วกัน แต่อย่าให้จับได้อีกนะ นาย! เจ้า! โง่! สหาย! ลู่!"
สิ้นเสียงสี่คำสุดท้ายที่กระแทกกระทั้น แรงมือของเธอก็หนักขึ้นตามไปด้วย จิ้มลงไปเน้นๆ บนรอยกัดที่หน้าของลู่เหรินหมิน
ลู่เหรินหมินสาบานกับตัวเองเงียบๆ ว่า เขาต้องเลิกนิสัยชอบกำหมัดเวลาของขึ้นให้ได้...