- หน้าแรก
- วิถีมังกรในเมืองคอนกรีต
- บทที่ 8 - การเจรจา
บทที่ 8 - การเจรจา
บทที่ 8 - การเจรจา
บทที่ 8 - การเจรจา
★★★★★
เมื่อเทียบกับฝูงชนในโซนอื่น จุดรับสมัครพนักงาน นั้นดูเงียบเหงาไปถนัดตา
ข้างนอกมีป้ายแขวนไว้ว่า 'เขตปฏิบัติงาน นักท่องเที่ยวห้ามเข้า'
โชคดีที่จากการส่องดูทางหน้าต่าง ลอเรนเห็นคนที่นั่งอยู่ในออฟฟิศนั้นเป็นมนุษย์สวมแว่นตากรอบทอง
เขาหวีผมเรียบแปล้ ดูท่าทางเป็นคนเก่งและฉลาด
เห็นแบบนี้ลอเรนก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง
ถ้าคนรับสมัครงานดันเป็นดรูอิด เขาคงไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปคุยหรอก
คุยเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินกับดรูอิด มันก็เหมือนคุยเรื่องความเมตตาเอื้อเฟื้อกับมังกรนั่นแหละ ต่างกันตรงไหน?
หลังจากคิดสะระตะอยู่ครู่หนึ่ง ลอเรนก็เคาะประตูห้องเบาๆ
"เชิญครับ"
เสียงผู้ชายที่ดูเหนื่อยล้าดังออกมาจากข้างใน ลอเรนผลักประตูเข้าไป สบเข้ากับสายตาแปลกใจของอีกฝ่ายพอดี
"สวัสดีครับ ที่นี่เป็นเขตปฏิบัติงาน นักท่องเที่ยวห้ามเข้านะครับ..."
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผมแดงหน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้ามา มอร์ริสก็อธิบายตามความเคยชิน นึกว่าเป็นนักท่องเที่ยวเดินหลงเข้ามา
"ได้ข่าวว่าที่นี่รับสมัครสัตว์หายาก ผมมาสมัครครับ"
ลอเรนบอกจุดประสงค์สั้นๆ พอได้ยินแบบนั้น อีกฝ่ายยิ่งงงหนักกว่าเดิม
"คุณเป็นนายพราน? หรือดรูอิด หรือว่าเป็นอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องครับ แล้วคู่หูสัตว์ของคุณอยู่ที่ไหน หรือพอจะมีข้อมูลเบื้องต้นของพวกมันมั้ย"
ในโลกเอลเลน ไม่มีของวิเศษอย่างถุงเก็บสัตว์เลี้ยงที่พกสิ่งมีชีวิตไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ หรอกนะ เว้นแต่จะเป็นจอมเวทระดับตำนานที่มีมิติส่วนตัว
แต่มอร์ริสคิดไม่ออกเลยว่าจอมเวทระดับตำนานที่มีมิติส่วนตัวจะมาที่นี่ทำไม
ดังนั้นคนตรงหน้าน่าจะเป็นนายพราน หรืออาชีพอื่นที่ด้วยเหตุผลบางอย่างต้องการขายสัตว์เป็นๆ ล็อตใหญ่
แต่เพราะกลัวว่าพวกอาร์คดรูอิดในสวนสัตว์จะมาวุ่นวาย ก็เลยไม่ได้เอาตัวสัตว์มาด้วย
เรื่องแบบนี้เขาเจอมาบ่อย ถึงจะแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็ยังอยู่ในความเข้าใจ
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมากลับเกินความคาดหมายของมอร์ริสไปไกล
เด็กหนุ่มผมแดงหน้าเด็กคนนั้น ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเงียบๆ
"ก็ผมนี่ไงครับ สัตว์คุ้มครองหายากระดับสองของสมาพันธ์ ตัวจริงเสียงจริง"
"อย่าล้อเล่นสิครับ"
มอร์ริสยิ้มเจื่อน แม้แต่สัตว์อสูรสายเลือดพิเศษระดับหนึ่งหรือสอง ถ้าจะพูดภาษาคนได้ อย่างน้อยต้องมีระดับสี่ขั้นสูงสุด หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่าระดับกึ่งตำนาน ส่วนการแปลงร่างเป็นมนุษย์ ยิ่งต้องเป็นระดับห้าหรือระดับตำนานขึ้นไป
แม้เทคโนโลยีผลึกมานาจะก้าวหน้าไปมาก จนยอดฝีมือระดับตำนานไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานที่สู้กับคนทั้งเมืองหรือทั้งประเทศได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ในเมืองใหญ่ๆ ของสมาพันธ์ เมืองที่มีผู้ระดับตำนานเกินสองหลักก็มีอยู่แค่สิบกว่าเมือง
ซึ่งแน่นอนว่าไม่รวมเมืองกรีนลีฟและเมืองลินเย่ว์ข้างๆ
พูดง่ายๆ คือ สัตว์อสูรระดับตำนานที่อยู่อย่างอิสระ ต่อให้ไม่มีชุดเกราะผลึกมานา ก็ถือเป็นขุมกำลังติดท็อปเทนของเมืองกรีนลีฟได้สบายๆ ถ้ามีพลังระดับนี้ ไม่ว่าค่ายไหนก็พร้อมอ้าแขนรับ
จะมาสมัครงานในสวนสัตว์เล็กๆ แบบนี้ทำไม?
"ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ"
ลอเรนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เกล็ดมังกรสีแดงละเอียดเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้า กลิ่นอายความน่าเกรงขามเฉพาะตัวของเผ่ามังกรแผ่ซ่านออกมา
"กระผม มังกรแดงเลือดบริสุทธิ์ ลอเรน เกอร์ลิส ไอแซค อายุยี่สิบปี เป็นสัตว์คุ้มครองหายากระดับสองของสมาพันธ์ถูกต้องตามกฎหมายครับ"
ลอเรนแนะนำตัวอย่างใจเย็น มอร์ริสที่ได้ฟังถึงกับเบิกตากว้าง เขาขยับแว่นตานิดหนึ่ง แต่แล้วก็เริ่มลังเล
"เดี๋ยวนะ เผ่ามังกร แถมเป็นมังกรแดงเลือดแท้ งั้นคุณก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาโดยกำเนิดน่ะสิ"
ข้อสงสัยของมอร์ริสแม่นยำมาก เพราะความกังวลเรื่องการสมัครงาน ลอเรนเลยค้นข้อมูลมาก่อนล่วงหน้า
ไม่ค้นก็ไม่รู้ พอค้นถึงได้รู้ว่า:
ในกลุ่มดรูอิด มีกระแสเรียกร้องให้แยก 'มังกรขาว' ออกจากกลุ่มมังกร เพื่อแบ่งแยกให้ชัดเจนระหว่าง 'มังกรที่มีสติปัญญา' กับ 'มังกรที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน'
เห็นได้ชัดว่า ผู้รับสมัครงานคนนี้คลุกคลีกับพวกดรูอิดมานาน จนซึมซับแนวคิดนี้มาด้วย
ตามแนวคิดนี้ การจ้างมังกรแดงมาโชว์ตัวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม
ลอเรนรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเถียงเรื่องพวกนี้
เพราะมันไม่มีประโยชน์
เขาไม่ได้มาประชุมวิชาการจอมเวท เขาไม่ต้องเอาชนะอีกฝ่ายด้วยเหตุผล เขาแค่ต้อง... อ้อมมันไป
แล้วชี้ให้อีกฝ่ายเห็นว่า การจ้างเขาจะได้อะไร
เขาต้องแสดงคุณค่าของตัวเอง และผลประโยชน์ที่จะนำมาให้
ผลประโยชน์ที่มากพอจะทำให้อีกฝ่ายยอมโยนทิ้งแนวคิดบางอย่าง หรืออคติบางประการ
ในฐานะคนรับสมัครงาน ในฐานะมนุษย์ เขาแค่ต้องรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ก็พอ ส่วนตัวลอเรน ก็แค่ต้องมอบผลประโยชน์ที่มากพอให้
ลอเรนสูดหายใจลึก แล้วเอ่ยช้าๆ
"ท่านครับ ที่ท่านพูดก็ถูก เผ่ามังกรเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา แต่ใน 《รายชื่อระดับการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์》 ฉบับปัจจุบันของสมาพันธ์ เผ่ามังกรของเรายังอยู่ในรายชื่อครบทุกสายพันธุ์ ระดับสอง ขาวดำชัดเจนครับ"
ลอเรนยิ้ม หลังจากย้ำเรื่องกฎหมายสมาพันธ์ เขาก็พูดต่อ
"แล้วผมก็คิดว่า การมาเถียงกันเรื่องสิ่งมีชีวิตทรงปัญญากับสัตว์เดรัจฉานเนี่ย เป็นเรื่องที่พวกผู้ใหญ่ระดับสูงเขาตัดสินกัน"
"ในฐานะคนตัวเล็กๆ ที่มีอิทธิพลแค่ในพื้นที่จำกัดอย่างเรา สิ่งที่เราควรใส่ใจจริงๆ คือชีวิตความเป็นอยู่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ต่างหาก"
"อย่างเช่นท่าน ในฐานะผู้บริหาร ท่านก็ต้องอยากให้สวนสัตว์สัตว์แปลกกรีนลีฟมีผลประกอบการที่ดีขึ้น มีกระแสเงินหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อเพิ่มสวัสดิการเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกสัตว์ และให้ชีวิตของท่านเอง จริงมั้ยครับ?"
ลอเรนงัดวาทศิลป์จากชาติก่อนมาใช้ เผลอหลุดคำศัพท์จากชาติก่อนมาบ้างเพื่อเบี่ยงประเด็น
พอเห็นอีกฝ่ายเริ่มคล้อยตามและพยักหน้าไม่หยุด ลอเรนก็รีบตีเหล็กตอนร้อน
"ลองคิดดูสิครับ ตั้งแต่ก่อตั้งสมาพันธ์มา นี่เป็นมังกรแดงเลือดบริสุทธิ์ตัวแรกที่สมัครใจเข้ามาอยู่ในสวนสัตว์ ไม่ใช่พวกมังกรเทียมปัญญาทึบ ไม่ใช่พวกเลือดผสม หรือลูกครึ่ง แต่เป็นมังกรแดงแท้ๆ"
"ในยุคของเครื่องมือสื่อสารผลึกมานา ยุคที่ใครๆ ก็กระจายข่าวได้ ถ้าข่าวนี้หลุดออกไป มันจะสร้างแรงกระเพื่อมได้ขนาดไหน จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากเท่าไหร่?"
คำพูดของลอเรนทำให้ดวงตาของมอร์ริสเป็นประกาย แต่เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงขั้นจะซื้อใจได้
มอร์ริสยังมีความกังวลอยู่
ชัดเจนว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้โลภเงินขนาดนั้น แต่นอกจากเงินแล้ว ความฝัน ชื่อเสียง ลาภยศ มันต้องมีสักอย่างที่โดนใจเขา
ไม่มีกำแพงไหนที่ขุดไม่เข้า ถ้าใช้จอบให้ถูกวิธี ในฐานะมังกรแดง ลอเรนต้องยอมรับว่าตัวเองมีความเจ้าเล่ห์และหน้าด้านพอตัว
ดังนั้น เพื่อแสดงความจริงใจ ลอเรนจึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ผมรู้นะครับ พวกท่านอาจจะไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองขนาดนั้น การที่พวกท่านดูแลสถานที่ใหญ่โตขนาดนี้ วางค่ายกลมากมายขนาดนี้ ก็เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีของสัตว์ข้างใน สำหรับพวกท่าน การคุ้มครองสัตว์เป็นเรื่องสำคัญมาก"
คำพูดของลอเรนเหมือนจะเข้าไปนั่งในใจของมอร์ริส แต่แล้วลอเรนก็เปลี่ยนทิศทางบทสนทนา
"แต่ลำพังพวกท่าน ลำพังสวนสัตว์สัตว์แปลกกรีนลีฟแห่งเดียว จะคุ้มครองได้สักกี่ชีวิตเชียวครับ?"
"ไม่ใช่สวนสัตว์ทุกแห่งในสมาพันธ์จะรักษาสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มีทุนหนาขนาดนั้น จริงมั้ยครับ?"
คำพูดที่แทงใจดำของลอเรนทำให้มอร์ริสเงียบไป เขาจ้องลอเรนอยู่นาน เหมือนกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยปาก
"ความหมายของคุณคือ คุณคือหนทางนั้นเหรอ?"
"อาจจะไม่ใช่ครับ แต่ผมสามารถเป็นจุดเริ่มต้นได้"
[จบแล้ว]