- หน้าแรก
- สามก๊ก กุนซือเถื่อนสะเทือนค่ายโจโฉ
- บทที่ 68 - แช่งให้ข้าป่วยหนักรึ? เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!
บทที่ 68 - แช่งให้ข้าป่วยหนักรึ? เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!
บทที่ 68 - แช่งให้ข้าป่วยหนักรึ? เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!
บทที่ 68 - แช่งให้ข้าป่วยหนักรึ? เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!
"บุกโจมตีก่อน อาศัยจังหวะที่ทหารกำลังฮึกเหิมตีลิโป้ให้แตกพ่าย เช่นนี้ชีจิ๋วต้องระส่ำระสายแน่" เวลานั้น โจหยินที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายรีบประสานมือขอออกรบ เขาเฝ้ารักษาเมืองเพงเสียมานานเกินไปแล้ว ในใจมีแต่ความอัดอั้น "ลิโป้เสียแม่ทัพหน้า ทหารในกองทัพขวัญเสีย กำลังวุ่นวาย เป็นโอกาสดี"
ตอนนี้จางหานก็มาแล้ว หัวหน้ากุนซือก็กำลังเดินทางมา เสบียงก็พร้อมสรรพ ถ้าไม่บุกไปปล้นค่ายตอนนี้ ก็จะถูกพวกคนเถื่อนชายแดนดูถูกเอาได้ แถมลิโป้แม้จะรบเก่ง แต่การบัญชาการกองทัพใหญ่รบพุ่งอาจจะไม่ถนัด
ความสามารถของแม่ทัพแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนคุมทหารได้แสนคน บางคนยิ่งมากยิ่งดี จะกี่คนก็คุมได้หมด
แต่บางคน มีทหารแค่ไม่กี่พันกลับวางแผนรบได้ละเอียดรอบคอบ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง พอเกินหมื่นกลับรบไม่เป็น สั่งการติดขัด แต่พอมีทหารเจ็ดแสน หึ แค่ตั้งค่ายแล้วจุดไฟเผาทีเดียว ก็ไหม้ไปหลายวัน
จิ๊ จะรบอีกละ
จางหานตั้งข้อสงสัยกับความคิดนี้ในใจก่อน ลองพิจารณาภาพรวม ตอนนี้ลิโป้ต้องกำลังร้อนรนแน่ เขาอยากให้เกิดสงคราม แต่จะรบในเขตตัวเองไม่ได้ เลยต้องยกทัพมาด้วยท่าทีดุดันเกรี้ยวกราด
แบบนี้ ย่อมมีแพ้มีชนะ อย่างน้อยในแง่ของขวัญกำลังใจ เขากำลังเป็นฝ่ายบุกโจมตีเมือง อาศัยการจ่ายเงินชดเชย และคำมั่นสัญญาในการเกณฑ์ทหาร เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือ แล้วปลุกระดมให้ตระกูลใหญ่และคหบดีบริจาคเงิน เพื่อระดมคนทั้งเมืองมาช่วยรักษาเมือง
นี่เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการสยบข่าวลือภายใน และทำให้ชาวบ้านลืมความเมตตาของโจโฉไปเสีย
ความจริง พูดง่ายๆ คือใช้วิธีทำสงครามลากชาวบ้านลงน้ำไปด้วย ดังนั้นตอนนี้เขาคือ 'ราชาขี้ร้อน' (ใจร้อน) ที่ต้องตีเพงเสียให้แตกให้ได้ ถ้าเราออกไปรบกลางแปลงกับเขาตอนนี้ ไม่เท่ากับเข้าทางเขาพอดีหรือ?
คิดได้ดังนั้น จางหานก็ประสานมือกล่าว "นายท่าน ข้าเห็นว่าควรรักษาเมืองให้มั่น ไม่ควรบุก รอให้เก็บเกี่ยวข้าวสาลีฤดูใบไม้ร่วงเสร็จแล้วสะสมเสบียงค่อยว่ากัน"
แนวคิดก็คือ เวลาจะสนับสนุนหรือคัดค้านฝ่ายไหน ต้องกำหนดทิศทางความคิดของตัวเองก่อน แล้วค่อยคิดขยายความไปตามทิศทางนั้น ถ้ามีเหตุผล ข้อสันนิษฐาน หลักฐาน หรือความเสี่ยงมารองรับเพียงพอ ก็จะกลายเป็นข้อสรุปที่ใช้การได้
ถ้าทำไม่ได้ ก็ตรงกันข้าม
"ว่าต่อไป" โจโฉมองจางหาน พยักพเยิดหน้า เขารู้ว่ามุมมองของจางหานมักไม่เหมือนคนอื่น มักจะมีไอเดียแปลกใหม่เสมอ
ขณะเดียวกัน โจหยินก็จ้องมองจางหานเงียบๆ สายตาดูตัดพ้อ ในใจเริ่มก่นด่าแล้ว
ก่อนหน้านี้ห้ามปล้นสะดม ก็ทำเอาคนในกองทัพบ่นกันอุบ กว่าจะอาศัยบารมีและรางวัลสร้างระเบียบขึ้นมาได้
ตอนนี้ข้าอัดอั้น เจ้าก็ยังเสนอให้ตั้งรับอีก
จางปั๋วฉาง ตอนเจ้าอยู่ใต้สังกัดข้า ข้าไม่ดีกับเจ้าหรือไง? ใจคอเจ้าไม่รู้สึกเจ็บบ้างรึ? เวลาเสนอความเห็นจะไม่เข้าข้างเจ้านายเก่าบ้างเลยหรือ?
แต่เสียงของจางหานก็ดังขึ้นอีก "สิ่งที่ศัตรูต้องการ เราอย่าให้ หากตั้งรับเช่นนี้สักสองสามเดือน ปัญหาภายในของข้าศึกจะปะทุขึ้นมาใหม่... ลองถามดูว่าเดิมทีตระกูลใหญ่ในชีจิ๋วก็ไม่ยอมรับเขาอยู่แล้ว จะยอมทุ่มทรัพย์สินทั้งตระกูลมาช่วยเขาหรือ?"
"ทรัพย์สินที่สั่งสมมาหลายปีของชีจิ๋ว เสียหายไปครึ่งหนึ่งจากการปล้นของโจรโพกผ้าเหลือง ต่อมาเควตซวนกบฏ โตเกี๋ยมปราบปรามก็เสียหายไปอีกไม่น้อย—"
แน่นอน ความเสียหายส่วนใหญ่ในที่นี้คือเอามาจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม โจโฉได้เงินทองเสบียงและประชากรไปจำนวนมหาศาล ถึงได้มีแรงมาตีชีจิ๋วอีกรอบในปีที่สอง
ดังนั้นทุนรอนในการตีชีจิ๋วของกองทัพโจโฉ ก็ได้มาจากท่านเจ้าแคว้นชีจิ๋วคนนี้นี่แหละ
"สุดท้าย ลิโป้รีดไถชาวชีจิ๋ว จนถึงทางตันแล้ว โจรชั่วที่จนตรอกเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องไปแลกหมัดด้วย"
เขาพูดพลางหันหน้าไปทางโจหยินเล็กน้อย แต่ไม่ได้มองตา "การออกไปรบให้แตกหักเพื่อระบายความแค้นมันก็สะใจดี แต่ในเมื่อสามารถใช้สถานการณ์กดดันให้เขาพังทลายไปเองได้ ไยต้องเสียกำลังพลเล่า?"
"อืม..." โจหยินย่อมเข้าใจว่าคำพูดนี้พูดให้เขาฟัง จึงเบือนหน้าหนีไม่ตอบรับทางสายตา แต่สีหน้าดูยอมรับได้มากขึ้น
"สิ่งที่ปั๋วฉางพูด ตรงใจข้ายิ่งนัก" โจโฉไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้ว ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ตอนนี้เราได้เปรียบ เสบียงทัพก็มีพอ ยื้อเวลาได้สบาย
ข้อดีที่สุดคือ ไม่เพียงแต่จะลากลิโป้ให้หัวหมุน นั่งดูเขาร้อนรนเปล่าๆ ยังสามารถเอาแรงไปป้องกันอ้วนสุดได้อีกด้วย
เผชิญข้าศึกโดยไม่ตื่นตระหนก จึงจะยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่พ่ายแพ้
...
ลิโป้มาถึงค่ายหน้า ปลุกปลอบขวัญทหาร แล้วรวบรวมกองกำลังของเตียวเลี้ยวมาบัญชาการชั่วคราว แต่ในคนกลุ่มนี้มีอย่างน้อยเก้าร้อยกว่าคนที่เป็นพี่น้องที่เตียวเลี้ยวปั้นมากับมือ เขารู้ดีว่าแม้จะเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ก็แทนที่เตียวเลี้ยวไม่ได้
คนพวกนี้ทำได้แค่ปลอบโยน ยากจะสั่งให้บุกตะลุยตีเมือง ต้องใช้เวลาในการปรับจูน
แต่ยังดีที่คนพวกนี้ล้วนเลือดร้อน อยากจะไปช่วยเตียวเลี้ยวออกมา
"เฮกเมง งุยซก" ลิโป้นั่งวางก้ามอยู่กลางกระโจมบัญชาการ หลังจากครุ่นคิดอยู่นานก็ออกคำสั่ง
"ข้าน้อยอยู่"
"เจ้าสองคนคุมกำลังป้องกันให้แน่นหนา เพิ่มการลาดตระเวน ป้องกันทัพโจโฉมาปล้นค่ายคืนนี้ ทัพเราจะแอบถอยไปสิบลี้ ล่อให้พวกมันออกมา โจโฉจับตัวเหวินหยวนไปได้ ต้องคิดว่าทัพเราปั่นป่วนแน่ และอยากจะฉวยโอกาสปล้นค่าย"
"พวกเราตีเมืองเพงเสียมาหลายวัน ด่าทอโจหยินเช้าเย็น เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้แน่"
"รับทราบ"
สองขุนพลรับคำสั่งแล้วจากไป จัดวางกำลังลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืน เพิ่มจุดซุ่มดูรอบเมืองเพงเสีย แบ่งกำลังพล วางกับดัก เตรียมพร้อมรบเต็มอัตราศึก
ค่ายลิโป้เคลื่อนย้ายกำลังพลส่วนใหญ่ไปซุ่มอยู่ในป่าเขาอย่างรวดเร็ว แล้วถอนทัพหลักออกไปเงียบๆ สิบลี้ ทิ้งค่ายว่างไว้รอให้โจหยินมาเจอ
ตามการคาดการณ์ของลิโป้ ข้าศึกเห็นค่ายว่างเปล่า จะต้องตรวจสอบร่องรอยเตาไฟและสัมภาระ เขาจึงจงใจทิ้งร่องรอยที่สับสนไว้ให้โจหยินดู อีกฝ่ายจะต้องคิดว่าเขาถอยทัพอย่างรีบร้อนเพื่อไปจัดการปัญหาภายใน การตัดสินใจยามยกทัพออกมาข้างนอกย่อมไม่สุขุมเหมือนตอนอยู่ในเมืองแน่ พอไล่ตามมา ก็จะโดนโจมตีสวนกลับอย่างเจ็บแสบ
ลิโป้ถนัดการรบแบบนี้มาก แสดงความอ่อนแอให้ข้าศึกเห็น แอบถอยหนี พร้อมวางกำลังดักซุ่ม
ตอนอยู่กับอ้วนเสี้ยว ก็ใช้แผนนี้หลบหนีการลอบสังหารของอ้วนเสี้ยว หนีไปพึ่งเตียวเอี๋ยง ครั้งนี้โจหยินก็ไม่น่ารอด ต้องหลงกลแน่!
ดังนั้น ค่ายลิโป้จึงเพิ่มการป้องกัน ถอยทัพ ทิ้งร่องรอยลวงล่อข้าศึกตามแผน
หน่วยสอดแนมส่งข่าวไปถึงในเมืองเพงเสียทันที
โจหยินรีบวิ่งตึงตังเข้ามาหาโจโฉด้วยตัวเอง เวลานั้นโจโฉกำลังฟังเล่าปี่อธิบายรายละเอียดการวางกำลังและเส้นทางภูมิประเทศในชีจิ๋วอยู่ในกระโจมใหญ่ เหล่ากุนซือคนอื่นๆ ก็อยู่ด้วย จางหานกำลังดูใบชาที่วางอยู่ในอีกมุมหนึ่ง คิดว่าจะให้เตียนอุยแอบจิ๊กกลับไปสักหน่อย
พอเข้ามา เขาก็หยุดชะงัก มองโจโฉตาละห้อย
"เป็นอะไรไป?" โจโฉถามอย่างงุนงง
เห็นโจหยินชำเลืองมองเล่าปี่ โจโฉจึงรีบกล่าว "เสวียนเต๋อเป็นแขกของข้า มีอะไรก็พูดมาเถอะ"
"ลิโป้ถอยทัพแล้ว การเดินทัพดูสับสน ธงทิวทิ้งเกลื่อน สัมภาระก็ขนไปไม่หมด ต้องเป็นเพราะกลัวเราบุกโจมตีแน่"
ดวงตาของโจหยินฉายแววร้อนแรง สถานการณ์แบบนี้ถ้าไม่ไล่ตามก็น่าเสียดายแย่ ลิโป้มีม้าศึกอย่างน้อยสองพันตัว สัมภาระนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นสมบัติของชีจิ๋ว เวลานี้ไม่ตีก็ไร้ความหมาย!
รบครั้งเดียวได้กำไรมหาศาล สร้างชื่อเสียงเกรียงไกร
"ไม่ได้เด็ดขาด" นอกกระโจม ซีจีไฉวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เหงื่อท่วมหัว เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่น พูดโพล่งออกมาว่า "เวลานี้ห้ามไล่ตามเด็ดขาด นายท่านจำได้ไหมว่าปีนั้นเราใช้วิธีรบยืดเยื้อกับโจรเชียงจิ๋วและชีจิ๋วอย่างไร? ตอนนี้ก็ใช้วิธีนั้นย้อนศรแผนของมัน ไม่ว่าลิโป้จะใช้แผนลวงหรือไม่ แค่ส่งทหารม้าตามไปสืบข่าว รอให้มันเหนื่อยล้า!"
"ฮ่าๆ" โจโฉหัวเราะร่าต้อนรับทันที "จีไฉเจ้ามาถึงจนได้ มาถึงก็ให้แผนการเลย เอาตามเจ้าว่า"
พูดจบเขาก็มองโจหยิน กล่าวเสียงขรึม "จื่อเซี่ยว ฟังคำท่านกุนซือ ห้ามวู่วาม เจ้าวางใจเถอะ ต้องมีเวลาให้เจ้าได้รบอย่างสะใจแน่"
"ขอรับ!" โจหยินฮึกเหิมขึ้นมาทันที ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก หันหลังกลับไปสั่งการ ส่งคนไปเฝ้าระวัง
ทางด้านโจโฉและเล่าปี่ก็ปรึกษาเรื่องภูมิประเทศและการวางกำลังในชีจิ๋วต่อ จางหานดึงตัวซีจีไฉไปดื่มน้ำข้างๆ แล้วกระซิบถาม "ท่านหัวหน้ากุนซือช่วงนี้รู้สึกเป็นไงบ้าง? มีอาการร่างกายอ่อนเพลีย เหมือนจะป่วยหนักบ้างไหม?"
ซีจีไฉมองเขาอย่างประหลาดใจ แววตาเริ่มมีน้ำโห "จิ๊ ข้าแข็งแรงดี!"
เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!
ถามคำถามนี้มาหลายรอบแล้วนะ ข้าคนนี้กระบี่เดียวแทงห้าทีสบายๆ!
เจ้าแช่งให้ข้าป่วยหนักใช่ไหม!?
[จบแล้ว]