- หน้าแรก
- สามก๊ก กุนซือเถื่อนสะเทือนค่ายโจโฉ
- บทที่ 69 - แม่ทัพมิอาจเมตตา แต่เลือดร้อนยังมิเคยเย็น!
บทที่ 69 - แม่ทัพมิอาจเมตตา แต่เลือดร้อนยังมิเคยเย็น!
บทที่ 69 - แม่ทัพมิอาจเมตตา แต่เลือดร้อนยังมิเคยเย็น!
บทที่ 69 - แม่ทัพมิอาจเมตตา แต่เลือดร้อนยังมิเคยเย็น!
ขณะพูด ซีจีไฉเห็นจางหานได้ยินคำตอบแล้วทำหน้าเหมือนสงสัย ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
ไอ้เด็กนี่มันอกตัญญูจริงๆ ข้าเป็นคนเสนอชื่อเจ้า บุญคุณเทียบเท่าจักรพรรดิ เป็นไมตรีที่ต้องเคารพยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก ข้าไม่หวังให้เจ้าตอบแทนอะไร แต่เจ้ากลับแช่งให้ข้าตายทุกวี่ทุกวัน?
ข้าตายแล้วเจ้าจะได้เสียบตำแหน่งหัวหน้ากุนซือแทนใช่ไหม? ถุย!
"สุขภาพดี ก็ดีแล้ว"
"ช่วงนี้ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสตรี งานการก็ไม่หนัก จะป่วยง่ายๆ ได้ยังไง ปั๋วฉางกังวลเกินเหตุแล้ว ข้าเองก็มีวรยุทธ์พอตัว เพลงกระบี่ถามรักของข้า—"
"พอแล้วๆๆ!!!"
"พอได้แล้วๆ" จางหานกับเตียนอุยรีบขัดจังหวะ ทั้งสองคนทำหน้าสยองกับเพลงกระบี่นี้ ไม่อยากฟังอีก
คราวก่อนตอนเมา ก็ร่ายเพลงกระบี่ถามรักจนเกือบจะถามลงไปในบ่อน้ำ
งั้นก็ดี จางหานคิดในใจว่าในเมื่อไม่ได้ป่วยหนัก แสดงว่ากุนจิ๋วไม่ได้เผชิญภัยแล้งหนักหนาสาหัส ซึ่งสำคัญมาก
ต้องรู้ก่อนว่าเดิมทีกุนจิ๋วหลังจากถูกลิโป้ยึดครอง แล้วมาเจอภัยแล้งหนักปีนี้ ที่นาแทบจะเก็บเกี่ยวไม่ได้เลย บีบให้เทียหยกต้องเริ่มเอา 'อย่างอื่น' มาทำเสบียงกองทัพ
ช่วงเวลานั้นโรคระบาดชุกชุม และการผ่านพ้นฤดูหนาวนั้นยากลำบากมาก การเดินทัพทรมานสุดๆ น่าจะเป็นสาเหตุให้ซีจีไฉล้มป่วย แต่ตอนนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
ถือว่าเป็นข่าวดี ท่านหัวหน้ากุนซือน่าจะยังไม่ตุย ยังยื้อชีวิตไปได้อีกยาว
หลังเลิกประชุม โจโฉกับเล่าปี่ยังคุยกันไม่จบ เขายังซักถามเรื่องภูมิประเทศของชีจิ๋วอย่างละเอียด และถามความคิดเห็นของเล่าปี่ว่ามีแผนการอย่างไร
เล่าปี่เองก็ชื่นชมโจโฉในตอนนี้ไม่น้อย เพราะโจโฉมาตีชีจิ๋วด้วยคุณธรรมและบารมี ได้ใจคนไปมาก จึงยอมบอกความลับหลายอย่างให้ฟังจนหมดเปลือก
ถึงขั้นพูดคุยเรื่องปราชญ์ฝ่ายสามัญชนหลายคน รวมถึงซุนเขียนและบิตก แต่ตลอดการสนทนา โจโฉยังคงรักษาสีหน้าแบบขอไปที กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ทำให้เล่าปี่แปลกใจมาก
เป็นอะไรไปหรือ? ซุนเขียน บิตก และคนอื่นๆ ข้าคุ้นเคยดี อาจจะชวนมาร่วมก๊วนได้ ไม่ไปช่วยลิโป้แน่ คำพูดนี้มีอะไรผิดหรือ!?
เล่าปี่รู้สึกว่ารอยยิ้มของโจโฉเหมือนกำลังสงสัยในเสน่ห์ของเขา
...
ในขณะเดียวกัน จางหานเดินออกมาเจอกับโจหยินที่เพิ่งสั่งการเสร็จ ทั้งสองพยักหน้าทักทายกันแต่ไกล พอเดินมาใกล้จางหานก็ประสานมือทัก "ท่านแม่ทัพจื่อเซี่ยว" อย่างไรเสียก็นับเป็นเจ้านายเก่า
แถมตอนอยู่ในค่าย เจ้านายท่านนี้ก็เป็นคนกล้าหาญนำทัพหน้าเสมอ ยุติธรรมกับลูกน้อง เป็นที่รักใคร่ของทหาร จึงก้าวขึ้นมาเป็นขุนพลระดับสูงของค่ายโจโฉได้
"อืม ปั๋วฉาง เจ้าคิดว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสเอาชนะลิโป้ได้ไหม? โอกาสอยู่ที่ไหน?!"
น้ำเสียงของโจหยินยังคงหนักแน่น เมื่อครู่เขาคิดว่าลิโป้ถอยทัพเป็นโอกาสทอง แต่พอไปสั่งการ กลับมาคิดทบทวนดู ในเวลาสั้นๆ นี้เขาใจเย็นลงแล้ว
พี่ใหญ่พูดเสมอว่า การสงครามคือเล่ห์เหลี่ยม เชื่อถือไม่ได้ง่ายๆ ต้องใจเย็น ไตร่ตรองให้รอบคอบ
การใช้ทหารหากตัดสินใจแล้วต้องบุกทะลวงอย่างกล้าหาญ ตายเป็นตาย แต่ก่อนหน้านั้น ต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้รอบด้าน
ดังนั้นเขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการไล่ตามลิโป้ไม่มีความจำเป็น จางหานพูดถูก คนที่ควรร้อนใจคือมัน ไม่ใช่ทัพโจโฉที่ปักหลักมั่นคงในเพงเสีย
แต่ว่า คำพูดของซีจีไฉเมื่อครู่ ทำให้เขาไม่มั่นใจ ว่าโอกาสที่ดีที่สุดคือแบบไหน
"ท่านแม่ทัพจื่อเซี่ยว ตอนปราบกบฏเชียงจิ๋วและชีจิ๋ว ท่านก็อยู่ในเหตุการณ์ ลองนึกดูว่าตอนนั้นเดินทัพยังไง?"
"ทหารม้าสอดแนม รบกวนแต่ไม่โจมตี" โจหยินถอนหายใจยาว ตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่แนวหน้า คอยบัญชาการอยู่กองกลาง ความรู้สึกเลยไม่ชัดเจนนัก แต่ตลอดปีที่ผ่านมา รองแม่ทัพมักจะพูดถึงศึกครั้งนั้นอย่างออกรส
"ท่านแม่ทัพจื่อเซี่ยวไม่ต้องรีบร้อน ผลงานครั้งนี้ต้องตกเป็นของท่านแน่นอน" จางหานพูดปลอบใจเบาๆ เพราะเขารู้สึกว่าโจหยินคงจะอัดอั้นจากการเฝ้าเมืองจริงๆ ถึงได้ร้อนใจอยากจะตีลิโป้ให้แตก
จู่ๆ โจหยินก็ทำหน้าจริงจัง ใบหน้าที่คมสันเคร่งขรึมขึ้น หนวดเคราสั่นไหวเล็กน้อย กล่าวเสียงเย็นว่า "เจ้าคิดว่าข้าร้อนใจเพราะอยากได้ผลงานรึ?"
จางหานเงียบ เตียนอุยก็มองโจหยินด้วยสายตานิ่งสงบ
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าผ่อนคลายลงแล้วพูดต่อ "รองแม่ทัพสามคนที่เตียวเลี้ยวสังหาร ล้วนเป็นพี่น้องที่ติดตามข้ามาหลายปี"
"ตอนนี้เตียวเหวินหยวนแม้จะเป็นนักโทษ แต่เจ้านายรักในความสามารถ ต้องการชุบเลี้ยงเป็นขุนพล แล้วข้าจะไปแก้แค้นกับใคร? ก็ต้องเป็นลิโป้ ทุกครั้งที่กลับค่าย พี่น้องทหารมักจะถามข้าว่าเมื่อไหร่จะตีลิโป้ แก้แค้นให้พี่น้องที่ตายไป ข้าตอบไม่ได้ ทำได้แค่พยายามให้ถึงที่สุด จึงได้ร้อนใจ"
"เพราะแม้ข้าไม่ต้องไปส่งเงินเยียวยาเผชิญหน้ากับครอบครัวพวกเขา แต่ข้าต้องใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมรบของพวกเขาในค่ายทหารทั้งวันทั้งคืน และข้าเอง ก็เป็นเพื่อนร่วมรบของพวกเขาด้วย"
"คนเป็นแม่ทัพ พึงไร้ใจ ไม่ควรให้อารมณ์มาถ่วงรั้ง แต่การรบในสนาม จะให้เลือดในกายเย็นเฉียบได้อย่างไร อย่างน้อยข้าต้องแก้แค้นให้พวกเขา"
"ดังนั้น มีแต่ต้องรบให้ชนะ เหยียบธงแม่ทัพของลิโป้ให้ได้ ข้าถึงจะยอมรับชีวิตที่ทหารเหล่านี้ฝากไว้ในมือข้าได้อย่างสนิทใจ"
คนเป็นแม่ทัพต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง หากไม่มีความตระหนักเช่นนี้ คำสั่งย่อมไม่หนักแน่นดั่งขุนเขา
"เข้าใจแล้ว ท่านแม่ทัพ" จางหานรู้สึกสะเทือนใจจากก้นบึ้ง สัมผัสได้ถึงเจตจำนงของโจหยินจากคำพูดเหล่านี้
"แน่นอน ผลงานข้าก็อยากได้เหมือนกัน ไม่ต้องมาปิดบังหรอก" โจหยินก้าวเดินผ่านหน้าจางหานและเตียนอุยไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง
เดินไปไม่กี่ก้าว ก็หยุดนิดหนึ่งแล้วพูดว่า "ถ้าวันนั้นเจ้าจางปั๋วฉางดวลตัวต่อตัวแล้วโดนฟันตาย ข้าก็คงจะตั้งปณิธานแก้แค้นให้เจ้าเหมือนกัน"
ถึงจะไม่มีความหมาย แต่ก็ถือว่าแสดงน้ำใจแล้วกัน
...
ชีจิ๋ว ค่ายลิโป้
หลังจากลิโป้ออกคำสั่ง กองทัพก็เตรียมพร้อมอย่างเคร่งเครียด ระดมพลวุ่นวาย เหน็ดเหนื่อยกันมาห้าวันเต็ม
เมืองเพงเสียไม่มีความเคลื่อนไหวเลยสักนิด ประตูเมืองปิดตาย ทหารเวรบนกำแพงเมืองเอาแต่ก่อกำแพงให้สูงขึ้น ด่านเล็กด่านน้อยที่เข้าสู่เขตเพงเสียก็เพิ่มทหารรักษาการณ์
ไม่ว่าลิโป้จะสั่งการยังไง เคลื่อนไหวแบบไหน เข้าออกกี่รอบ ทหารเมืองเพงเสียก็ทำเหมือนพูดว่า "นอกจากถ่มน้ำลายใส่หน้าข้าแล้ว เอ็งทำอะไรได้อีก" นิ่งสนิทไม่ไหวติง
ผลคือขวัญกำลังใจทหารยิ่งตกต่ำ คนล้าม้าเพลีย ลิโป้จำต้องถอยทัพไปตั้งหลักจริงๆ รอให้เสบียงมาส่ง พักฟื้นกำลังพล แล้วค่อยลองตีเพงเสียใหม่
ในตอนนั้นเอง กลางดึกเงียบสงัด จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าม้าถี่รัว ปลุกทหารทั้งค่ายให้ตื่นตระหนก ตั้งแต่แม่ทัพยันพลทหาร ต่างสะดุ้งตื่น ไม่กล้าชักช้า
นายธงประจำค่ายได้รับรายงาน รีบวิ่งไปที่กระโจมใหญ่ เวลานี้ลิโป้กำลังนอนไม่หลับเพิ่งจะเคลิ้มๆ ก็ถูกปลุกขึ้นมาเช่นกัน
"เสียงอะไร?!"
"ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก! ทหารม้าทัพโจโฉอยู่ข้างนอก บุกค่ายเรา!!"
"รีบจัดกระบวนทัพ! โจหยินช่างกล้า บุกมาเวลานี้!" ลิโป้หงุดหงิดใจแทบบ้า ก่อนหน้านี้วางกับดัก ทหารกำลังโกรธแค้นดันไม่มา ดันมาเอาป่านนี้
"รับศึกทันที ห้ามแตกตื่นเด็ดขาด!"
ลิโป้สวมเกราะใส่หมวก คว้าทวนกรีดนภาเดินดุ่มๆ ออกมา มีรองแม่ทัพจูงม้ามาให้ กระโดดขึ้นม้าแล้วควบไปแนวหน้า แต่พอไปถึง กลับไม่เจออะไรเลย
เสียงฝีเท้าม้าที่ดังกึกก้องหายไปแล้ว
ทหารลาดตระเวนแนวหน้ามองหน้ากันเลิ่กลั่ก จ้องมองไปข้างหน้า ไม่กล้าขยับตัว ระแวดระวังภัยสุดขีด
"คนล่ะ? ข้าศึกบุกที่ไหน??"
"ท่านขุนพล! เมื่อกี้มีเสียงม้าจริงๆ! แถมยังสับสนวุ่นวาย มีเสียงโห่ร้องฆ่าฟันด้วย"
"แต่ว่า แต่ว่า พอพวกเราตั้งแถวปุ๊บ มันก็ถอยไปปั๊บ"
"อะไรนะ?" ลิโป้ขมวดคิ้วทันที ตกอยู่ในความงุนงง โจหยินเล่นตลกอะไร มารบกวนการพักผ่อนของกองทัพข้า เพื่อทำลายขวัญทหาร แล้วค่อยบุกงั้นรึ?
ฮึ ดูถูกข้าลิโป้เกินไปแล้ว
"ส่งหน่วยลาดตระเวนเพิ่มการป้องกัน แบ่งสองกองสับเปลี่ยนเวรยาม พร้อมสั่งให้โฮวเซ้งนำทหารไปซุ่มดักรอ ถ้ามันมาอีกให้บุกฆ่าทิ้งซะ!"
"รับทราบ!"
คืนหนึ่งผ่านไป การลอบโจมตีมาอีกสองสามระลอก ทหารลิโป้ที่ซุ่มอยู่บุกออกมา สู้กันนัวเนียกลางทุ่ง ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บแล้วถอยไป
แต่ทว่า หนึ่งสองคืนถัดมาก็ยังไม่สงบสุข ทำให้ทัพลิโป้ทุกข์ทรมานแสนสาหัส
รุกก็ไม่ได้พัก ถอยก็ไม่มีที่ถอย หากลิโป้อยากตีเพงเสีย ต้องฝ่าสถานการณ์ตอนนี้ไปให้ได้ก่อน
เขาทำได้แค่ตรึงกำลัง ป้องกันการก่อกวน พัวพันกับทัพโจโฉอยู่นอกเมืองเพงเสียสามสิบลี้
...
เมืองเพงเสีย บนกำแพงเมือง
"ลิโป้ยังไม่ถอย ยังคงตั้งค่ายอยู่"
โจหยินส่งรายงานการทหารขึ้นมา "ไม่ว่าจะก่อกวนยังไง เขาก็ยึดการวางกำลังเป็นหลัก ยึดชัยภูมิไม่ยอมถอย"
โจโฉกับซีจีไฉสบตากันยิ้ม สีหน้าผ่อนคลายขึ้นเยอะ
"เช่นนี้ ดีมาาก"
โจโฉพยักหน้า
[จบแล้ว]