- หน้าแรก
- สามก๊ก กุนซือเถื่อนสะเทือนค่ายโจโฉ
- บทที่ 20 - นายท่านหลับแล้ว ถอยไปห่างๆ
บทที่ 20 - นายท่านหลับแล้ว ถอยไปห่างๆ
บทที่ 20 - นายท่านหลับแล้ว ถอยไปห่างๆ
บทที่ 20 - นายท่านหลับแล้ว ถอยไปห่างๆ
ระหว่างการเดินทัพ โจโฉนั่งหน้าเครียดอยู่ในรถม้า
เทียหยกและจางหานขี่ม้าขนาบข้างซ้ายขวา คุยกันเสียงดังถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
"จากชีจิ๋วมาตันลิว ไปกลับอย่างน้อยต้องสิบวันถึงจะปรึกษาหารือกันได้ บวกเวลาเดินทัพอีกเดือนกว่า บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับเตียวเมา อาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุ" เทียหยกขมวดคิ้ววิเคราะห์เสียงดัง
เขาก่อนออกเดินทางได้อ่านรายงานการศึกอย่างละเอียดเป็นสิบๆ รอบ คิดทบทวนอย่างหนัก อาศัยข้อมูลที่มี พอจะคาดเดาสถานการณ์ในชีจิ๋วได้
โตเกี๋ยมหลังจากโดนโจรโพกผ้าเหลืองบุกชีจิ๋ว ก็ระดมคนหนุ่มสาวจัดตั้งกองกำลังป้องกัน อาศัยเส้นสายและทรัพย์สินเก่าแก่ ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลขุนนางและเศรษฐีในพื้นที่ แต่พอเขารวบรวมกองทัพได้พร้อมรบ พวกโจรเจ้าเล่ห์ดันเปลี่ยนทิศทาง หนีลงใต้แล้วอ้อมเขาไท่ซานเข้าสู่กุนจิ๋ว
ทำให้โจรที่เหลือยอมจำนน โตเกี๋ยมเลยได้ความชอบในการปราบโจรไปแบบงงๆ ชื่อเสียงโด่งดัง นั่งเก้าอี้เจ้าแคว้นชีจิ๋วได้อย่างมั่นคง แถมยังส่งฎีกาไปที่ฉางอันเพื่ออวดผลงาน
ในราชสำนักฉางอันเขาน่าจะมีคนหนุนหลัง พอมีผลงานปุ๊บก็ได้ราชโองการแต่งตั้งปั๊บ
ดังนั้น เทียหยกจึงมองว่าเป็นความทะเยอทะยานของโตเกี๋ยม เขาไม่ได้ต้องการแค่ชีจิ๋ว แต่อยากจะอาศัยช่วงที่ตัวเองยังไม่แก่จนขยับไม่ไหว "ขยับขยาย" อาณาเขต กินรวบสองแคว้น
เทียหยกกำบังเหียนแน่น ประสานมือกล่าว "นายท่าน ในรายงานบอกว่า คนชาวแห้ฝือชื่อ เควตซวน ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ก่อความวุ่นวาย โตเกี๋ยมยกทัพมา เควตซวนก็หนีเข้ากุนจิ๋ว โตเกี๋ยมก็เลยยกทัพไล่ตาม"
"โชคดีที่เมืองเจปักยังไม่แตก ท่านเปาซิ่นนำทัพไปต้านไว้แล้ว อาศัยภูมิประเทศป่าเขาตั้งค่ายสกัด บีบให้พวกโจรหนีเข้าป่า แต่โตเกี๋ยมก็ยังไม่ยอมถอยทัพ"
โจโฉสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนจางหานที่อยู่อีกฝั่งพูดขึ้นว่า "นี่คือข้ออ้างเพื่อยกทัพเข้ากุนจิ๋วอย่างชอบธรรม"
"ครั้งนี้ต่อให้โตเกี๋ยมไม่ได้อะไรติดมือกลับไป ก็จะทำลายผลผลิตจากการทำนาทหารที่ผ่านมา สนามรบต้องไม่อยู่ในกุนจิ๋ว"
เทียหยกฟังแล้วก็เริ่มงุนงง ตอนนี้โตเกี๋ยมชิงลงมือก่อน เราได้แต่ตั้งรับ จะมีแผนอะไรไปบีบให้เขาถอยได้
"ตีให้ถอย ไล่ต้อนโจรกลับไปในเขตชีจิ๋ว ขอแค่ชนะ จะพูดยังไงก็ได้" โจโฉหลังจากเงียบไปนาน จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น แล้วหันไปหาจางหาน "โป๋ฉาง เรื่องนี้ต้องขอบใจเจ้า"
"เจ้าช่วยชีวิตยวิ่นเฉิง (เปาซิ่น) ไว้ ถือเป็นบุญคุณต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ทางตอนเหนือของกุนจิ๋ว โดยเฉพาะทางตะวันออกเฉียงเหนือใกล้เขตไท่ซาน ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงเปาซิ่น สมัยก่อนเขาไปไท่ซาน แค่กวักมือเรียกก็ได้คนนับหมื่น"
"ด้วยบารมีขนาดนี้ มีหรือจะรับมือโจรของโตเกี๋ยมไม่ได้ อีกอย่างฝ่ายนั้นเป็นกองทัพอธรรม ทำเรื่องไม่ชอบธรรม ย่อมเสียเปรียบ! กุนจิ๋วของข้า! ตอนนี้เป็นเวลาที่ทหารเชียงจิ๋วจะได้ทดแทนคุณ! เพิ่งจะสงบสุขกลับถูกคนทะเยอทะยานมารุกราน! น่าโมโหนัก!"
"ข้ากลับต้องขอบคุณโตเกี๋ยม การมาของเขาครั้งนี้ จะทำให้ความบาดหมางระหว่างชาวกุนจิ๋วกับทหารเชียงจิ๋ว หายไปในการรบครั้งเดียว!"
"ความตั้งใจของข้า กลับไปถึงเจปัก เปิดศึกใหญ่ทันที! ตีโต้ไปถึงชีจิ๋ว! พอชนะแล้ว ค่อยด่ามันให้สะใจ!"
วาจานี้หนักแน่นทรงพลัง
พูดเหตุผลปากเปล่าไม่มีประโยชน์ ต้องชนะก่อนถึงจะมีคนฟังเหตุผล
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะคือผู้ถูก หรือผู้ถูกคือผู้ชนะ ในสายตาชาวบ้าน พวกเขายอมรับได้ทั้งนั้น
จางหานจึงหัวเราะเสียงดัง "โตเกี๋ยมก็คงเข้าใจหลักการนี้เหมือนกัน เลยประเมินสถานการณ์ในกุนจิ๋วผิดไป! ในสายตาเขา การรับคนนับล้านมาเลี้ยงดูเป็นภาระหนักหนาและสิ้นเปลือง!"
"เขาเลยไม่รังเกียจที่จะซ้ำเติมความวุ่นวายในกุนจิ๋ว! แต่เขาหารู้ไม่ว่า แรงงานนาทหาร หลายแสนคนนี้ พอหยิบอาวุธขึ้นมาก็เป็นทหารได้ทันที แถมส่วนใหญ่เป็นทหารผ่านศึกที่เขี้ยวลากดิน"
"ถูกต้อง! โป๋ฉางเข้าใจถ่องแท้!"
โจโฉนั่งหลังตรงสง่าผ่าเผย สีหน้าดุดัน สายตามุ่งมั่นมองไปข้างหน้า จิตใจแน่วแน่
ศึกนี้ บุกทะลวงเข้าชีจิ๋วได้เลย ขอแค่เดินทัพเร็วพอ ขุนศึกหน้าไหนก็มาช่วยไม่ทัน
……
ก่อนออกเดินทาง โจโฉได้ระดมพลชาวบ้านที่กี่โง้ และประกาศต่อหน้าพวกบัณฑิตและเศรษฐีว่า หากเขาไปรบครั้งนี้แล้วตายในสนามรบ ขอฝากลูกเมียให้เตียวเมาดูแล ลูกน้องให้ไปติดตามเตียวเมา
เตียวเมาได้ยินถึงกับร้องไห้โฮกลางวง
กอดโจโฉแน่น แถมยังมอบม้าดีร้อยกว่าตัว เสบียงหลายพันตั้น ผ้าพับอีกหลายร้อยพับให้
คำพูดนี้หลุดปากออกมา เตียวเมาไม่ปฏิเสธ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์แน่นแฟ้นสุดๆ และในระหว่างศึกครั้งนี้ เตียวเมาจะขยับตัวทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ขยับนิดเดียว คนอื่นจับได้ ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตพังพินาศทันที เพื่อนฝากลูกเมียฝากชีวิตไว้ขนาดนี้ เอ็งยังแทงข้างหลัง วันหน้าคงไม่มีใครคบ ญาติพี่น้องคงเลิกนับญาติ
หลังจากแก้ปัญหาเรื่องเตียวเมาแล้ว โจโฉยังเช็คความเคลื่อนไหวของอ้วนสุดและอ้วนเสี้ยวเป็นพิเศษ
อ้วนเสี้ยวแย่งเมืองเชียงจิ๋วกับกองซุนจ้าน อ้วนสุดรีบไปยึดเมืองลำหยง รวบรวมลูกน้องเก่าของซุนเกี๋ยน แถมที่เมืองฉางอันเกิดเรื่องใหญ่ ลิขิตสวรรค์เปลี่ยนมือ พรรคพวกตั๋งโต๊ะกลับมากุมอำนาจ ไม่มีใครว่างมาสอดแทรก
โจโฉใช้เวลาสามวันสามคืนเร่งเดินทางกลับถึงเมืองตองกุ๋น ไม่หยุดพักระดมพลมุ่งหน้าไปตามแนวเมืองซิ่วจางตรงดิ่งไปเมืองลิมเชีย
หลังจากสมทบกับเปาซิ่นที่มารอรับ ทั้งสองปรึกษากันว่าจะไม่ปะทะกับทัพใหญ่ของโตเกี๋ยมก่อน ยอมสละเมืองบางส่วน แล้วอ้อมไปตีทางตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเป้าไปที่เมืองเพงเสีย
ศึกแรก ยึดค่ายได้สามแห่ง เมืองหนึ่งเมือง จนถึงตอนนี้โจโฉถึงได้พักผ่อนสักวันสองวัน
บนหอประตูเมือง จางหานหอบชายเสื้อวิ่งเหยาะๆ ขึ้นมา เลี้ยวเข้าห้องโถงใหญ่บนป้อม เดินซอยเท้าเข้าไปหาโจโฉ แล้วก้มตัวประสานมือ "นายท่าน ตรวจนับเสบียงแล้วมีสามหมื่นกว่าตั้น พอให้กองทัพกินไปหลายเดือน"
"ยึดคฤหาสน์ทั้งหมด แจกเสบียงให้ชาวบ้านบางส่วน มีคนสมัครเป็นทหารไม่น้อย และมีคนยอมเป็นแรงงานนาทหารด้วย"
"พร้อมทั้งส่งสายลับสามร้อยนายปะปนไปกับชาวบ้าน ปล่อยข่าวแฉความจริงเรื่องโตเกี๋ยม และประกาศนโยบายนาทหารใหม่ พร้อมแจ้งกฎอัยการศึกเรื่องความมัธยัสถ์ของตระกูลโจให้ชาวบ้านรู้ แต่เวลาเราเหลือไม่มากแล้ว"
โจโฉฟังจบก็นอนตะแคงบนตั่ง ลืมตาขึ้นมายิ้มให้จางหาน "ลำบากเจ้าแล้ว ทำแค่นี้ก็พอ"
"ชาวบ้านแถวนี้ต้องหนีภัยสงคราม ศึกนี้เกิดเพราะโตเกี๋ยม ข้าจะไม่ระบายแค้นกับชาวชีจิ๋ว นี่คือคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้า"
"เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องให้ชาวบ้านรู้หรอก ทำให้พวกเศรษฐีท้องถิ่นรู้ก็พอ เดี๋ยวก็มีคนเข้าใจเอง"
พูดจบ โจโฉก็หลับไปอย่างสะลึมสะลือ
จางหานหันไปส่งสัญญาณให้ทหารองครักษ์ซ้ายขวา ให้เฝ้าระวังรอบๆ ส่วนตัวเขาถอยออกมาจากห้องโถง
ก่อนไปก็กวักมือเรียกพวกทหาร แล้วสั่งเสียงดัง "พวกเจ้าเฝ้าอยู่ไกลๆ ก็พอ ถ้านายท่านไม่ตื่นห้ามเข้าไปใกล้เด็ดขาด"
"เอ่อ ครับ"
ทหารสองคนงงๆ แต่ก็พยักหน้ารับคำสั่ง แม้จะไม่รู้เหตุผล แต่รู้สึกว่าท่านกุนซือถอยฉากได้คล่องแคล่วเหลือเกิน
จางหานกับเตียนอุยยืนมองถนนดินเหลืองและฝูงชนอพยพที่หวาดกลัวอยู่บนกำแพงเมืองนอกห้องประชุม
ทันใดนั้น ซีจีไฉก็วิ่งเหยาะๆ ขึ้นมาจากข้างล่าง พอเห็นจางหานก็รีบเดินจ้ำเข้ามา สีหน้าตื่นเต้น "โป๋ฉาง! ข่าวดี!"
"ท่านกุนซือ" จางหานหันไปคารวะ "ข่าวดีอะไรครับ"
"ชาวบ้านครึ่งหนึ่งไม่ยอมอพยพ ขออยู่ในเมืองต่อ ส่วนพวกที่หนีไป ก็แค่แจกเสบียงแห้งให้กินกลางทาง
ในหมู่ชาวบ้าน ชื่อเสียงกองทัพโจเราดีอย่างเหลือเชื่อ"
"นายท่านเผยแพร่ชื่อเสียงเรื่องความเมตตาธรรม ได้ผลจริงๆ ด้วย" ซีจีไฉหัวเราะอย่างปลื้มใจ เขาเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การไม่ปล้นชิง การให้ความสงบ แค่ตั้งใจทำจริงๆ สำหรับชาวบ้านแล้วก็เหมือนฝนทิพย์ชโลมใจยามแล้ง
ชาวบ้านช่างมักน้อย เพียงน้ำใจเล็กน้อยก็รักใคร่เทิดทูน สำหรับนายท่านย่อมเป็นเรื่องดี
แต่สำหรับราชวงศ์นี้ มันช่างน่าเศร้าใจนัก
[จบแล้ว]