- หน้าแรก
- สามก๊ก กุนซือเถื่อนสะเทือนค่ายโจโฉ
- บทที่ 18 - เตียนอุย ผู้บ้าคลั่งแห่งกี่โง้
บทที่ 18 - เตียนอุย ผู้บ้าคลั่งแห่งกี่โง้
บทที่ 18 - เตียนอุย ผู้บ้าคลั่งแห่งกี่โง้
บทที่ 18 - เตียนอุย ผู้บ้าคลั่งแห่งกี่โง้
การทำนาทหารของชาวเชียงจิ๋วและชีจิ๋ว ดำเนินมาได้สิบสองวัน บุกเบิกที่ดินได้นับไม่ถ้วน ตำบลต่างๆ ในอำเภอกี่โง้ล้วนมีนาดีให้เพาะปลูก แม้จะมีคนเจ็บป่วยล้มตายไปไม่น้อย แต่บรรยากาศนอกเมืองกลับเขียวขจี ดูมีชีวิตชีวา
หลังจากงานเลี้ยงในวันนั้น ชื่อเสียงของโจโฉก็แพร่สะพัดไปทั่วตันลิวดั่งกระแสน้ำ ถึงขั้นมีคนขุดเรื่องที่โจโฉเคยไล่ล่าตั๋งโต๊ะเพียงลำพัง ไม่ยอมหยุดอยู่ที่ลกเอี๋ยงเหมือนขุนศึกคนอื่นๆ ขึ้นมาพูด
จู่ๆ ก็มีนักเดินทางพ่อค้าแปลกหน้าโผล่มามากมาย เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวป้ายประกาศ พอชาวบ้านมารุมดู ก็จะฉวยโอกาสเข้าไปอ่านประกาศให้ฟัง
นอกจากนโยบายนาทหารแล้ว ยังแสดง "ความคิดเห็น" ของตัวเอง พูดเชียร์นโยบายนาทหารเสียงดังฟังชัด
"พี่น้องชาวบ้านอาจจะไม่รู้ นโยบายนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ท่านโจโฉจะคัดเลือกคนที่ทำงานหนักมีความดีความชอบทุกปี! มอบที่ดินให้ตั้งรกราก มอบเงินเดือนมอบที่นา นี่ไม่ใช่วิธีสร้างความมั่นคงหรือ? ต่อให้เป็นผู้ลี้ภัย ก็ควรต้องแบมือขอทาน ขอข้าวขอน้ำคนอื่นกินไปวันๆ หรือ?"
"ถ้าเข้ามาเป็นแรงงานนาทหาร ทำงานดีหนึ่งปี ก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกให้ตั้งรกราก ชายฉกรรจ์ในบ้านสามารถสมัครเป็นทหารได้ ไม่ใช่ถูกเกณฑ์! นี่ล้วนแต่เป็นวิถีแห่งความเมตตา!"
"ช่วงนี้ท่านโจโฉ เร่งรัดเรื่องการเพาะปลูกทั้งวันทั้งคืน แถมยังลงมือทำเองด้วย! ได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ ชาวตันลิวจะปฏิเสธนโยบายดีๆ แบบนี้ทำไม?!"
"ข้าว่าเขาพูดมีเหตุผล นโยบายนี้ดีจริงๆ ดีกว่าที่ท่านเจ้าเมืองทำให้เราอีก"
"ข้าก็ว่างั้น"
"ความจริงข้าเคยได้ยินมานานแล้ว ท่านโจโฉกับท่านเจ้าเมืองเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ใครมาเป็นเจ้าแคว้นก็เหมือนกันแหละ"
"แถมท่านโจโฉยังตีโจรเชียงจิ๋วแตกที่ซิ่วจาง มีฝีมือปกป้องบ้านเมือง เขามีทหารตั้งหกเจ็ดหมื่นคนแน่ะ!"
"ที่อำเภอกี่โง้ ผู้กล้าหลายคนเตรียมไปสวามิภักดิ์แล้ว ในเมื่อท่านเจ้าเมืองกับท่านโจโฉเป็นพวกเดียวกัน ติดตามใครปราบกบฏก็เหมือนกัน! ตามท่านโจโฉนั่นคือกองทัพไร้พ่าย!"
บทสนทนาแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
คนที่รู้หนังสือพวกนั้น คือคนที่จางหานจงใจคัดเลือกมาให้ประจำอยู่ที่ป้ายประกาศ เพื่ออ่านนโยบายให้ชาวบ้านฟัง
การโฆษณา ต้องมีคนคอยป่าวประกาศ แต่ด้วยข้อจำกัดในยุคปัจจุบัน การจะให้ข่าวแพร่กระจายไปดั่งระลอกน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย
ครอบคลุมได้แค่อำเภอกี่โง้อำเภอเดียว ก็ถือว่าสุดความสามารถแล้ว
ชั่วพริบตา ตระกูลขุนนางมาสวามิภักดิ์ ชาวบ้านรู้จัก ชื่อเสียงขจรขจาย หน้าค่ายโจโฉมีแขกมาขอพบมากมาย เรียกได้ว่าแย่งกันหัวแตก
ปราชญ์ในท้องถิ่นจากทั่วสารทิศต่างมุ่งหน้ามา แม้แต่คนในกองทัพของเตียวเมาจำนวนมากก็ย้ายมาสังกัดโจโฉ
เพราะตอนปล่อยข่าว จางหานจงใจเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของโจโฉกับเตียวเมาให้คนรู้
ให้คนเข้าใจว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ต่างฝ่ายต่างนับถือกัน เหมือนกับท่านเปาซิ่นแห่งเจปัก เคยร่วมเป็นร่วมตาย ฝากผีฝากไข้กันมา เล่าเสียจนคนฟังเลือดเดือดพล่าน
อาศัยจังหวะที่เตียวเมาไม่อยู่ ตีเหล็กตอนร้อนในค่ายทหารตันลิวอีกรอบ ทหารเลือดร้อน ทหารใหม่ ตัดสินใจย้ายค่ายทันที
ฝั่งโจโฉให้เยอะกว่า กินอิ่มกว่า แถมมีโอกาสสร้างผลงาน!
……
เดือนหก แดดร้อนเปรี้ยงช่วงว่างเว้นจากการทำนา หน้าค่ายนาทหารของโจโฉใกล้กี่โง้
ตรงหน้าจางหาน มีชายร่างยักษ์ดั่งหอคอยเหล็กยืนตระหง่าน แขนสองข้างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ท่าทางองอาจผึ่งผาย ผมรวบไว้กลางหัวมัดเป็นจุกแบบลวกๆ หนวดเคราสั้นรุงรังเหมือนไม่ได้ดูแลมาหลายวัน แผ่กลิ่นอายดิบเถื่อนห้าวหาญ กำลังประสานมือพูดเสียงดังดั่งระฆังทอง บอกจุดประสงค์ที่มา
"ข้าได้ยินในค่ายทหารตันลิวว่า มีคนไต่เต้าจากทหารเลวสร้างผลงาน จนได้เลื่อนขั้นเป็นสมุห์บัญชี! รู้ว่าท่านโจโฉรักคนเก่ง เลยตั้งใจมาสวามิภักดิ์"
"อืม มีเรื่องนี้จริง" จางหานพยักหน้าหน้าตาย "ข้ายืนยันได้ว่าเรื่องจริง"
"งั้นก็ดีแล้ว" ชายร่างยักษ์ยิ้มอย่างมั่นใจ "ข้ามีชีวิตหนึ่งพร้อมแลก ข้ามีแรงช้างสารแต่กำเนิด ยอมตายถวายชีวิต! ขอท่านกุนซือรับข้าเข้าค่ายด้วย!"
จางหานเอามือกุมเป้า... เอ้ย กุมมือไว้ด้านหน้า (ในจีนใช้ท่าประสานมือระดับหน้าท้อง) พิจารณาอยู่นาน ยิ่งมองเจ้าบ้าพลังนี่ รูปลักษณ์ภายนอกดูน่าเกรงขาม ยิ่งดูยิ่งชอบ
โดยเฉพาะรอบดวงตาที่หนาแน่น เบ้าตาตื้น ทำให้ดวงตาดูดุร้ายเหมือนมีเส้นเลือดฝอยขึ้นตลอดเวลา นี่คือดวงตาแห่งความโกรธเกรี้ยว (นุยมู่)
"เจ้าชื่ออะไร"
"ข้าชื่อ เตียนอุย นี่คือพี่น้องที่ตามข้ามาเข้าค่ายด้วยกัน" เตียนอุยผายมือไปด้านหลัง แต่สายตาจางหานไม่ได้ละไปจากเขาเลย จ้องเขม็งอยู่ที่ตัวเขาตลอด
"บอกตามตรง" เตียนอุยประสานมืออีกครั้ง จ้องตาจางหานอย่างจริงใจ "เตียนคนนี้เมื่อก่อนมีเรื่องทะเลาะวิวาทในค่ายทหารตันลิว เลยผูกใจเจ็บ รู้ว่าท่านเจ้าเมืองเตียวไม่ใช่เจ้านายที่น่าติดตาม ตอนนั้นก็คิดจะถอนตัวแล้ว"
"ในเมื่อท่านโจโฉมาตันลิว ข้าก็เลยมาสวามิภักดิ์ ตำแหน่งอะไรก็ได้ ขอแค่ให้เตียนคนนี้และพี่น้องได้แสดงฝีมือก็พอ"
จางหานทำท่า "เชิญ" เดินหลีกทางให้เปิดประตูค่ายกว้าง รอให้เตียนอุยเดินมาเคียงข้างแล้วถามว่า "พี่เตียนทะเลาะวิวาทเรื่องอะไรหรือ"
เตียนอุยคนนี้หน้าตาดุดันเสียงดัง นิสัยย่อมไม่ธรรมดา และคนมีเหตุผลอาจจะไม่ใช่คนใจเย็นเสมอไป
จางหานตอนนี้แค่อยากรู้ว่า เขาโดนรังแกเลยสู้กลับ หรือแค่บ้าคลั่งเฉยๆ
"เรียนท่านกุนซือ ข้าอยู่ในกองทัพไม่เคยหาเรื่องใครก่อนหรอก เป็นเพราะพี่น้องข้าพวกนี้กินจุ ทางพลาธิการไม่ชอบหน้า เลยโดนกลั่นแกล้ง แถมช่วงนี้ทัพตันลิวไม่มีศึก สร้างผลงานไม่ได้ ก็เลยโดนหักเสบียง"
"เตียนคนนี้เลยไปทวงถาม นึกไม่ถึงว่าจะโดนไล่ออกมา ก็เลยลงไม้ลงมือกัน พี่น้องพวกนี้ตามข้ามาหลายปี นิสัยเหมือนข้า กินดุเหมือนเสือ คนหนึ่งกินเท่าสี่ห้าคน แต่ก็ทำงานได้เท่าห้าหกคนเหมือนกัน"
เขาฉีกยิ้มกว้าง "ถ้าท่านกุนซือรังเกียจ ข้าพาพวกเขาไปก็ได้ แต่เสบียงนี่ขาดไม่ได้จริงๆ"
จางหานคิดสักพัก พยักหน้าเบาๆ หันไปมองคนด้านหลังเตียนอุย ล้วนเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างเหมือนลูกวัว แต่หน้าตาซีดเซียว ปากซีด แก้มตอบ นี่คือลักษณะของคนหิวโซ
นับคร่าวๆ มีหลายสิบคน ที่ยืนอยู่นอกค่ายอาจจะไม่ใช่ "พี่น้อง" แต่คงเป็นคนที่ตามเตียนอุยออกมา เพราะเตียนอุยหนีออกมา พวกเขาก็อยู่ต่อไม่ได้ น่าจะมีหลายร้อยคน
เห็นดังนั้น จางหานจึงกระซิบสั่งทหารองครักษ์ข้างกายว่า "ไปบอกโรงครัวทำอาหารมามื้อหนึ่ง ส่งไปที่กระโจมข้า"
"เนื้ออาจจะไม่พอกิน เตรียมเหล้ากับแป้งย่างไปเยอะๆ"
"ครับ" ทหารองครักษ์มองเตียนอุยด้วยความหวาดหวั่น แล้วรีบวิ่งไปจัดการ
ตอนนั้นเอง จางหานหันมาหาเตียนอุย ยิ้มว่า "พี่เตียน มาเป็นองครักษ์ส่วนตัวให้ข้าได้ไหม? ส่วนพี่น้องของเจ้า หลังจากผ่านการทดสอบยุทธวิธีแล้ว ข้าจะพยายามส่งพวกเขาไปอยู่ค่ายกองหน้าที่เก่งกาจ"
เตียนอุยชะงัก พี่น้องด้านหลังต่างพากันดีใจ แต่ลูกพี่พวกเขายังไม่พยักหน้า เลยไม่กล้าแสดงออกมากนัก
เตียนอุยรู้ดีว่าโอกาสนี้ดีมาก ถ้าพลาดไปพี่น้องต้องลำบากแน่ เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ถามอย่างจริงใจว่า "ท่านครับ ท่านกับเตียนคนนี้เพิ่งเจอกันครั้งแรก กล้ารับข้าเป็นองครักษ์เลยหรือ"
ตำแหน่งนี้ไม่ง่ายเลย พูดไปแล้วตำแหน่งก็ไม่ต่ำ แต่ต้องเลือกคนที่คุ้นเคย ปกติมักจะเป็นคนเก่าแก่ที่ไว้ใจได้ หรือลูกหลานในตระกูล
เพราะไม่เพียงต้องรู้งานประจำวัน นิสัยการกินอยู่ แต่ยังต้องมีความภักดี ไม่ทอดทิ้งกันยามลำบาก
จางหานคิดแล้วพยักหน้า "เจ้ามีคนติดตามเยอะขนาดนี้ แสดงว่าเป็นผู้กล้าที่มีความจงรักภักดี ข้าย่อมไว้ใจ"
"อีกอย่าง ถ้าแนะนำเจ้าไปเป็นองครักษ์ให้นายท่าน คงยังใช้งานไม่ได้ทันที ถ้าไปอยู่ค่ายปกติ เจ้าก็กินไม่อิ่ม มาเป็นองครักษ์ให้ข้าดีกว่า ข้าจะใช้เงินส่วนตัวเลี้ยงดูเจ้าเอง"
"ส่วนพี่น้องของเจ้า ขอแค่ได้เข้าค่ายกองหน้า ก็ต้องได้กินอิ่มแน่ คนเก่งย่อมต้องกินเยอะเป็นธรรมดา"
จางหานยิ้มตาหยี
เตียนอุย: "ขอบคุณครับท่าน"
……
ตันลิว อำเภอฟงชิว เตียวเมาอ่านรายงานข่าวกรองใต้ร่มบังแดดจบ ก็ปาม้วนหนังสือลงพื้นอย่างแรง
"เจ้าเล่ห์นัก!"
เตียวเมาด่าลั่น หัวหน้าทหารม้าที่มารายงานยิ่งก้มหัวต่ำ "ท่านโจโฉใช้นามท่านเจ้าเมืองบริหารงานด้วยความเมตตาธรรม พวกตระกูลขุนนางรู้เรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของท่านโจโฉกับท่านเจ้าเมือง ก็เลยสนับสนุน..."
ฟังจบ สีหน้าเตียวเมายิ่งดูไม่ได้
โจโฉปราบโจรเชียงจิ๋วมีความชอบ ก่อนหน้านี้ก็ตีโจรเฮ็กซานฆ่ายูตั้ว ชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมาทำตัวติดดิน จนชื่อเสียงพุ่งกระฉูดเสียดฟ้า!
"กลับทัพไปกี่โง้ แล้วก็ไปเช็คดูซิว่าช่วงนี้มีใครหนีไปหาโจโฉบ้าง" เตียวเมากระซิบสั่งกุนซือด้านหลัง รอจนคนเดินไปแล้ว ก็หันมาหัวเราะกับคนรอบข้าง "ทางข้าเสร็จธุระแล้ว เชิญข้าราชการทุกฝ่ายในตันลิว ไปคารวะท่านโจโฉพร้อมกับข้า"
[จบแล้ว]