- หน้าแรก
- เรือประมงสุดโกง อัปเกรดได้ไม่รู้จบ
- บทที่ 3 การทะลวงผ่าน ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 3
บทที่ 3 การทะลวงผ่าน ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 3
บทที่ 3 การทะลวงผ่าน ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 3
บทที่ 3 การทะลวงผ่าน ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 3
พี่เจียง กลับมาเร็วจัง วันนี้คว้าน้ำเหลวกลับมาอีกแล้วเหรอ
เจียงหมิงยังเดินไปไม่ถึงหน้าประตูบ้าน จางหู่ เพื่อนบ้านของเขาก็เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม ความปิติยินดีแทบจะปิดไม่มิด
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เจียงหมิงจึงถามกลับด้วยความสงสัย
หูจื่อ อย่าบอกนะว่าวันนี้เจ้าจับปลากึ่งวิญญาณได้
จางหู่ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน
ยังจับไม่ได้หรอก แต่ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจว่าพรุ่งนี้ต้องสำเร็จแน่
เจียงหมิงถึงได้เข้าใจว่า อีกฝ่ายคงคิดว่าเขาเองก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเหมือนกัน ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน จางหู่เลยรู้สึกดีใจขึ้นมา
หากเป็นนิสัยปกติของเขา เจียงหมิงคงไม่เที่ยวป่าวประกาศเรื่องที่จับปลากึ่งวิญญาณได้ 2 ตัว แต่ทว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นคนขี้อวด
แถมคนรู้จักในตลาดปลาหลายคนก็รู้เรื่องนี้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงเลียนแบบเจ้าของร่างเดิม แสร้งทำสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องแล้วตอบกลับไป
งั้นเจ้ามีลางสังหรณ์บ้างไหมว่า วันนี้ข้าจับปลากึ่งวิญญาณได้ถึง 2 ตัว
รอยยิ้มของจางหู่แข็งค้างไปในทันที เขาถามย้ำด้วยความตกตะลึง
สะ... สองตัว ปลากึ่งวิญญาณสองตัวเลยรึ เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ใช่ปลาธรรมดา
คราวนี้เป็นทีของเจียงหมิงที่ยิ้มออกมาบ้าง
แน่นอนสิ ข้าขายพวกมันไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อได้รับคำยืนยันที่ชัดเจน จางหู่ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาในใจ ความรู้สึกนี้มันช่างอึดอัดทรมานยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองกลับมามือเปล่าเสียอีก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา
พี่เจียง ท่านหาเงินได้ตั้งเยอะขนาดนี้ จะไม่เลี้ยงเหล้าน้องชายสักหน่อยเหรอ
ข้าต้องเก็บเงินไว้ซ่อมเรือประมง เอาไว้ข้าคล่องตัวกว่านี้เมื่อไหร่จะเลี้ยงเจ้าแน่นอน
คำพูดนี้ไม่ได้เป็นการโกหกจางหู่เสียทีเดียว
เจียงหมิงจำเป็นต้องให้คนภายนอกรับรู้ว่า เงินทั้งหมดถูกนำไปใช้ซ่อมเรือ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตา
เจ้าของร่างเดิมต้องจบชีวิตลง ก็เพราะเงินเก็บที่ตั้งใจจะเอาไว้ใช้แต่งภรรยาคู่บำเพ็ญเพียรถูกคนอื่นเพ่งเล็ง
จางหู่เองก็รู้ดีว่าเรือประมงของเจียงหมิงนั้นผุพังจนแทบจะแยกเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ หลังจากได้ยินเหตุผลนี้ ความอิจฉาในใจจึงลดทอนลงไป
เมื่อกลับเข้ามาในลานบ้านเล็กๆ เฒ่าซุนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยก อาบแสงแดดอย่างสบายอารมณ์
ชายชราผู้นี้คืออาจารย์ของเจ้าของร่างเดิม ทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกันมาตลอด
แม้ว่าในอดีตเฒ่าซุนจะดีต่อเจ้าของร่างเดิมมากเพียงใด แต่เจียงหมิงก็ยังคงระแวดระวังตัวอยู่เสมอตั้งแต่วันที่เขาข้ามภพมาที่นี่
ในโลกใบนี้ไม่มีความรักที่ปราศจากเหตุผล โดยเฉพาะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เฒ่าซุนมักจะพร่ำบอกเสมอว่า การรับเลี้ยงและถ่ายทอดวิชาประมงให้เจ้าของร่างเดิม ก็เพื่อหวังจะมีที่พึ่งพิงในยามแก่เฒ่า
แต่เจียงหมิงไม่ค่อยเชื่อคำพูดนั้นเท่าไหร่นัก
รากฐานพรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมนั้นย่ำแย่อย่างยิ่ง หากปราศจากวาสนาครั้งใหญ่ ชาตินี้อย่างมากที่สุดก็คงไปได้แค่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลาย แล้วจะมีคุณค่าอันใดให้แก่การบำเพ็ญเพียร
ยิ่งเมื่อนึกถึงวีรกรรมของ หานเผ่าเผ่า และจอมวางแผนอย่าง หมอโม่ ในนิยายที่เคยอ่าน เจียงหมิงก็ยิ่งรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเฒ่าซุนอาจจะซุกซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
ท่านอาจารย์ แดดข้างนอกหมดแล้ว เข้าข้างในเถอะขอรับ
เจียงหมิงเอ่ยเตือนเบาๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะทำตัวให้เหมือนเจ้าของร่างเดิม
เฒ่าซุนค่อยๆ ลืมตาที่ฝ้าฟางขึ้นช้าๆ แล้วยิ้มอย่างใจดี
เสี่ยวหมิงกลับมาแล้วรึ มีโจ๊กอยู่ในครัว ไปกินรองท้องเสียหน่อยสิ
เจียงหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ข้าวสารที่บ้านหมดแล้วไม่ใช่หรือขอรับ
ผืนดินในทะเลไร้สิ้นสุดนั้นมีน้อยนิด ธัญพืชจึงเป็นของล้ำค่า ชาวประมงชนชั้นล่างส่วนใหญ่มักจะกินแต่อาหารทะเลเพื่อประทังชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินเก็บของครอบครัวเพิ่งถูกหลอกเอาไปจนหมด เขาจึงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเฒ่าซุนถึงยอมควักเนื้อซื้อข้าวสารมาในเวลานี้
เฒ่าซุนอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ข้าเห็นเจ้ากินแต่ปลามาหลายวัน กลัวว่าจะเบื่อเสียก่อน ข้าเลยซื้อข้าวมาติดบ้านไว้
ไม่ต้องห่วง อาจารย์ยังมีเงินเก็บเก่าๆ หลงเหลืออยู่บ้าง แม้จะซื้อเรือใหม่ไม่ไหว แต่ก็ยังพอซื้อข้าวสารมากินได้
ในชาติภพก่อน เจียงหมิงเป็นคนทางใต้และคุ้นเคยกับการกินข้าวสวยเป็นหลัก
หลังจากข้ามภพมาที่นี่ ต้องกินแต่อาหารทะเลทุกมื้อ เขาจึงไม่ค่อยชินและทำให้เจริญอาหารน้อยลง
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้จะอยู่ในสายตาของเฒ่าซุน ถึงขนาดลงทุนซื้อข้าวมาให้เขาเป็นพิเศษ
เจ้าของร่างเดิมเองก็ชอบกินข้าวสวย ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับได้ แต่ในใจกลับอดถอนหายใจไม่ได้
เฒ่าซุนผู้นี้ช่างห่วงใยเจ้าของร่างเดิมจริงๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่
ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์ ช่วงนี้ข้าอยากเปลี่ยนรสชาติอยู่พอดี
ใบหน้าของเจียงหมิงฉายแววดีใจทันที เขารีบเดินตรงเข้าไปในครัว
ส่วนเรื่องวางยาพิษในโจ๊กน่ะเหรอ เขาไม่กังวลเรื่องนั้นเลย
เฒ่าซุนอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้าของร่างเดิมมาอย่างยากลำบาก ไม่มีเหตุผลที่จะมาฆ่าทิ้งโดยไร้สาเหตุ
ระหว่างมื้อเย็น เจียงหมิงเล่าให้เฒ่าซุนฟังเรื่องที่เขาจับปลากึ่งวิญญาณได้ 2 ตัวในวันนี้
ผิดคาด อีกฝ่ายไม่เพียงไม่แสดงความยินดี แต่กลับตกใจจนสะดุ้ง
เสี่ยวหมิง เจ้าไม่ได้แอบหนีไปแถบทะเลลึกใช่ไหม
ยิ่งห่างไกจากเกาะทรายเหล็ก โอกาสที่จะจับปลาวิญญาณได้ก็ยิ่งมีมาก แต่ความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับ 1 หรือแม้กระทั่งระดับ 2 ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
แม้แต่สัตว์อสูรระดับ 1 ที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังต้องใช้ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นกลางในการรับมือ
ทะเลลึกจึงเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นอย่างสิ้นเชิง
เจียงหมิงรีบอธิบาย
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ไปทะเลลึก มันเป็นแค่โชคดีล้วนๆ เลยขอรับ
เมื่อได้ยินดังนั้น เฒ่าซุนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังอดบ่นพึมพำไม่ได้
เฮ้อ ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิที่ออกหาปลา มักจะมีคนทนแรงยั่วยวนไม่ไหวแอบหนีไปทะเลลึกเสมอ
คนที่โชคดีก็รวยเละ แต่ส่วนใหญ่... มักจะไม่ได้กลับมาอีกเลย
อย่างเจ้าของบ้านคนก่อนที่อยู่ข้างบ้านหูจื่อ เมื่อสิบปีก่อนก็เพราะความโลภ บังอาจไปที่ทะเลลึก จนป่านนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราว...
แม้ว่าเจียงหมิงจะยังไม่มีความคิดที่จะไปที่นั่นในระยะสั้น แต่เขาก็ยังคงรับฟังด้วยความสนใจ
ตอนที่เพิ่งมาถึงโลกใบนี้ใหม่ๆ เขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนเกาะทรายเหล็ก เพราะโลกภายนอกนั้นอันตรายเกินไป
แต่เมื่อมี เรือนิรันดร์ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
เมื่อไหร่ที่เขาสามารถอัปเกรด เรือนิรันดร์ ให้กลายเป็นของวิเศษ หรือถ้าให้ดีคือเป็นถึงสมบัติวิญญาณ เขาจะต้องออกไปท่องโลกกว้างใบนี้อย่างแน่นอน
...
หนึ่งเดือนต่อมา
ทันทีที่เจียงหมิงนำเรือนิรันดร์เข้าเทียบท่า จางหู่ก็เดินเข้ามาหา
พี่เจียง วันนี้ได้ของดีมาบ้างไหม
การนำเรือกลับเข้าฝั่งยามพลบค่ำและสอบถามถึงผลประกอบการของกันและกัน คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพียงไม่กี่อย่างของเหล่าชาวประมง
เจียงหมิงลูบท้องที่ค่อนข้างอิ่มของตนพลางตีหน้าเศร้า
เฮ้อ วันนี้ข้าจับอะไรไม่ได้เลย
ความจริงแล้ว วันนี้เขาจับปลากึ่งวิญญาณได้ 1 ตัว แต่มันลงไปอยู่ในท้องของเขาเรียบร้อยแล้ว
เนื้อของปลากึ่งวิญญาณนั้นรสชาติโอชะและไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้กินมันแทบจะวันเว้นวัน
เมื่อได้ยินคำตอบ จางหู่ก็ยิ้มร่าทันที
ฮ่าๆ ข้าก็เหมือนกัน แต่ข้าได้ข่าวว่าเจ้าเด็กหานเถี่ย วันนี้โชคดีเป็นบ้า จับปลาวิญญาณได้ตั้ง 3 ตัว
3 ตัวเลยรึ
เจียงหมิงเริ่มสนใจขึ้นมา
ใครบอกเจ้า ข่าวมั่วหรือเปล่า
หานเถี่ยเองก็เป็นชาวประมงในขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นเช่นกัน
หากข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าพรุ่งนี้เขาจับได้อีก 2 ตัว เขาก็สามารถแอบขายพวกมันที่ตลาดปลาได้อย่างเนียนๆ ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจไปที่หานเถี่ย
ตอนนี้เขาเก็บสะสมผลึกวิญญาณได้ 50 ก้อนแล้ว ขอแค่ขายปลากึ่งวิญญาณได้อีก 2 ตัว เขาก็จะสามารถอัปเกรดเรือนิรันดร์ต่อไปได้
ข้าเห็นกับตาตัวเองในข้องใส่ปลาของมัน ดูท่าทางอวดดีของมันสิ จงใจหิ้วข้องเดินโชว์ไปทั่วให้ทุกคนเห็น
คำพูดของจางหู่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
เจียงหมิงหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ดูท่า หานเถี่ยคงจะกลายเป็นหัวข้อสนทนายอดฮิตไปอีกหลายวันอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อกลับถึงบ้าน หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกับเฒ่าซุนไม่กี่คำ เจียงหมิงก็กลับเข้าห้องและนั่งขัดสมาธิเพื่อเดินลมปราณ
เจ้าของร่างเดิมติดอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 2 มาหลายปีแล้ว หลังจากกินปลาวิญญาณไปกว่าสิบตัว เขารู้สึกได้ว่าขอบเขตขั้นที่ 3 อยู่แค่เอื้อม
ในขณะที่ฤทธิ์ของปลากึ่งวิญญาณยังไม่สลายไปจนหมด หากคืนนี้เขาโคจรเคล็ดวารีครามอีกสักสองรอบ โอกาสที่จะทะลวงผ่านด่านก็มีสูงมาก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ขณะที่เจียงหมิงกำลังนั่งสมาธิ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงวิ้งใสกังวานดังขึ้นในห้วงความคิด
หัวใจของเขาบีบตัวแน่น ตระหนักได้ทันทีว่านี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าปราณวิญญาณในตันเถียนได้ถูกเติมเต็มจนถึงจุดวิกฤตแล้ว
เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย รีบรวบรวมสมาธิและโคจรเคล็ดวารีครามอย่างเต็มกำลังด้วยความสุขุม
ปราณวิญญาณโดยรอบถูกดึงดูดด้วยเคล็ดวิชา มันหลั่งไหลเข้าสู่ตันเถียนราวกับสายน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร
เพียงไม่กี่อึดใจ ปราณวิญญาณดูเหมือนจะทะลวงผ่านเยื่อบางๆ ที่มองไม่เห็น และพื้นที่ภายในตันเถียนก็ขยายตัวขึ้นอีกหนึ่งวงในทันที
กลิ่นอายพลังของเขาพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย มันหนาแน่นกว่าเดิมถึงสามส่วน
ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 3 สำเร็จเสร็จสิ้น