เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 แต่งงาน กราบไหว้ฟ้าดิน

บทที่ 9 แต่งงาน กราบไหว้ฟ้าดิน

บทที่ 9 แต่งงาน กราบไหว้ฟ้าดิน


บทที่ 9 แต่งงาน กราบไหว้ฟ้าดิน

รัชศกหยวนผิงปีที่ 3

เดือนสิบสอง วันที่ยี่สิบห้า ปีชวด

วันติงเว่ย

ฤกษ์ดีสำหรับการหมั้นหมาย แต่งงาน และย้ายเข้าบ้านใหม่

วันนี้เป็นวันมงคลสมรสระหว่างคุณชายสามแห่งจวนเฉิงกั๋วเมืองมั่ว กับคุณหนูตระกูลฉิน

ตระกูลลั่วและตระกูลฉินต่างเป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่มีใครในเมืองมั่วไม่รู้จัก

ตามธรรมเนียมแล้ว การเกี่ยวดองของสองตระกูลใหญ่เช่นนี้ แม้จะไม่จัดอย่างหรูหราอลังการ ก็ควรจะจัดอย่างครึกครื้นเอิกเกริกให้รับรู้กันทั่วทั้งเมือง

ทว่าในวันนี้ ภายในจวนของทั้งสองตระกูลกลับเงียบสงบผิดปกติ

บนท้องถนนหน้าจวน แม้แต่ของประดับตกแต่งสีสันสดใสก็ยังไม่มีให้เห็น

ไร้เสียงประทัด ไร้เสียงฆ้องกลอง ไร้ความอึกทึกครึกโครม

แขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีก็นับนิ้วได้

สองตระกูลใหญ่ราวกับนัดแนะกันจัดงานมงคลครั้งนี้อย่างเงียบเชียบและเรียบง่ายที่สุด

เมื่อมีคนไปสืบข่าวมาได้ ผู้คนจึงถึงบางอ้อ

ที่แท้คุณชายสามผู้สูงศักดิ์แห่งจวนเฉิงกั๋ว ต้องแต่งเข้าตระกูลฉิน ไปเป็นเขยแต่งเข้าให้คุณหนูใหญ่ตระกูลฉินนั่นเอง

"ได้ยินว่าคุณชายสามตระกูลลั่วนั้นชาติกำเนิดคลุมเครือ ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของนายท่านตระกูลลั่ว แม้แต่ลูกอนุยังนับไม่ได้ด้วยซ้ำ"

"ได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลฉินป่วยหนัก สติฟั่นเฟือน การแต่งงานครั้งนี้ก็แค่เพื่อแก้เคล็ด..."

"มิน่าล่ะ"

"สำหรับตระกูลผู้ดีทั้งสอง การแต่งงานครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าขายหน้า มิน่าถึงไม่กล้าป่าวประกาศ..."

ทั่วทุกตรอกซอกซอย ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

ส่วนลั่วชิงโจวผู้เป็นเจ้าบ่าว ได้แต่งกายเรียบร้อยและออกเดินทางจากจวนเฉิงกั๋วตั้งแต่ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.)

ไม่มีม้าทรงสูงใหญ่ ไม่มีดอกไม้ประดับตระการตา

ไม่มีเสียงฆ้องกลอง ไม่มีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ครึกครื้น

มีเพียงเกี้ยวเล็กๆ หนึ่งหลัง บ่าวรับใช้ไม่กี่คน สาวใช้ไม่กี่นาง และของขวัญไม่กี่หาบ

ขบวนเจ้าบ่าวออกจากจวนอย่างเงียบเชียบ เร่งฝีเท้า

ราวกับกลัวว่าจะมีคนมามุงดู จนต้องอับอายขายขี้หน้า

ลั่วเหยียนเหนียนประมุขจวนเฉิงกั๋วและคนอื่นๆ ได้เดินทางล่วงหน้าไปถึงจวนตระกูลฉินก่อนแล้ว

ดูเหมือนจะละอายใจที่จะร่วมเดินทางไปกับขบวนเจ้าบ่าวนี้

ส่วนทางฝั่งจวนตระกูลฉิน บรรยากาศดูเป็นพิธีการและครึกครื้นกว่าเล็กน้อย

ผู้มาร่วมงานนอกจากคนตระกูลฉินและตระกูลลั่วแล้ว ยังเชิญผู้อาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิในเมืองมั่วมาเป็นสักขีพยานไม่กี่ท่าน

แขกคนอื่นนอกเหนือจากนี้ ไม่มีการเชิญแต่อย่างใด

เกี้ยวถูกหามเข้าไปในจวนโดยตรง ไม่ได้หยุดพักที่หน้าประตู

ผ่านลานบ้านกว้างขวางลึกเข้าไป จนกระทั่งหยุดลงหน้าห้องโถงใหญ่

ม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น

ลั่วชิงโจวในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดก้าวออกมาจากเกี้ยว ราวกับเจ้าสาวตัวน้อยที่ถูกรับตัวมาจากบ้านเดิม

ท่ามกลางสายตาหลากอารมณ์ของผู้คนทั้งในและนอกห้องโถง จะบอกว่าไม่ประหม่าก็คงโกหก

แต่ความประหม่าจะนำมาซึ่งความผิดพลาด และกลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะเยาะ

ดังนั้น ต้องนิ่งเข้าไว้!

ลั่วชิงโจวตั้งสติ สงบจิตใจ เผชิญหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย

หน้าประตูห้องโถงใหญ่วางอ่างไฟไว้ใบหนึ่ง

ถ่านในอ่างลุกโชนแดงฉาน

แม่สื่อที่ตระกูลฉินจ้างมา แต่งตัวฉูดฉาดเสื้อแดงกางเกงเขียว ส่งเสียงแหลมสูงคอยกำกับอยู่ข้างๆ "เจ้าบ่าว ก้มหน้ามองทาง ก้าวข้ามอ่างไฟ เผาผลาญความอัปมงคล ชีวิตรุ่งโรจน์โชติช่วง!"

นางเว้นจังหวะแล้วยิ้มเย้า "ระวังด้วยเล่า อย่าให้ไฟลวกเป้ากางเกงเสียล่ะ"

สิ้นเสียง บรรดาบ่าวไพร่และลูกหลานรุ่นเยาว์ของทั้งสองตระกูลที่ยืนมุงดูอยู่ต่างพากันหัวเราะครืน

หากเป็นคุณชายรองตระกูลลั่วมาแต่งงาน ยายแก่คนนี้คงไม่กล้าเล่นมุกตลกโปกฮาเช่นนี้แน่

เสี่ยวเตี๋ยยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกโกรธและน้อยใจแทนคุณชายของนางยิ่งนัก

คุณชายเพิ่งก้าวเท้าเข้าจวน ก็ต้องมาโดนหยามเกียรติเช่นนี้หรือ?

ลั่วชิงโจวสีหน้าไม่เปลี่ยน ก้มหน้าเดินตรงไป ยกเท้าก้าวข้ามอ่างไฟ

เมื่อเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู

ภายในห้องโถง ลั่วเหยียนเหนียนบิดาในนามของเขา และเหล่าผู้อาวุโสตระกูลลั่วนั่งอยู่ในตำแหน่งแขก ต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีการทักทายใดๆ

ส่วนฮูหยินใหญ่ ไม่ได้มางานนี้ด้วยซ้ำ

"เจ้าบ่าว รอสักครู่ เจ้าสาวกำลังจะมาแล้วจ้า"

แม่สื่อเดินตามเข้ามา เอ่ยเตือน

ลั่วชิงโจวใจเต้นระรัว สายตามองออกไปข้างนอก

มีความคาดหวังเล็กๆ

เจ้าสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนปัญญาอ่อน จะหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ

คงจะมีผ้าคลุมหน้าสีแดงปิดอยู่ ประเดี๋ยวคงมองไม่เห็นหน้า

แต่อย่างน้อยขอดูรูปร่างและกิริยาท่าทางไว้ก่อน จะได้เตรียมใจถูก

ด้านหลังลั่วเหยียนเหนียน มีลั่วอวี้ คุณชายรองยืนอยู่

วันนี้เขาไม่ควรจะมาที่นี่

ตระกูลฉินไม่ต้อนรับเขา

อีกอย่างเขากำลังยุ่งอยู่กับการฝึกวิชาเตรียมสอบ ไม่มีเวลาว่าง

แต่เขาก็ยังมา

เขาแค่อยากจะมาเห็นเจ้าสาวที่เขาปฏิเสธการแต่งงานกับตาตัวเองสักครั้ง

แน่นอน แค่ดูเฉยๆ

ไม่ว่านางจะสวยหรือขี้เหร่ ไม่ว่านางจะปัญญาอ่อนจริงหรือไม่ เขาก็ไม่เสียใจ

เป้าหมายเดียวของเขาตอนนี้ คือสอบเข้าสำนักมังกรพยัคฆ์ที่เมืองหลวงอวี้จิงให้ได้

พอได้เข้าสำนักมังกรพยัคฆ์แล้ว จะหาสาวงามเลิศเลอเพอร์เฟกต์แค่ไหนก็ย่อมได้

ที่นั่นคือเมืองหลวง คือแหล่งรวมอัจฉริยะ!

พี่ชายใหญ่เคยบอกเขาไว้ว่า ให้มองการณ์ไกล อย่ามัวแต่จดจ่ออยู่แค่เมืองมั่วเล็กๆ แห่งนี้ และอย่าหลงใหลยึดติดกับสิ่งของบางอย่างในที่เล็กๆ นี้

เขาเข้าใจความหมายของพี่ชายใหญ่ดี

ดังนั้นตอนที่ท่านแม่เอ่ยถึงเรื่องแต่งงานนี้ เขาจึงปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเล

น้องชายลูกเมียน้อยที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้คนนี้ จึงกลายเป็นตัวตายตัวแทนรับเคราะห์แทนเขา

ในห้องโถงเงียบกริบ

ทั่วทั้งจวนตระกูลฉินก็เงียบสงัดเช่นกัน

คำว่า "รอสักครู่" ของแม่สื่อ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้หมายถึงครู่เดียวจริงๆ แต่อาจจะเป็นการรอฤกษ์ยาม หรือไม่ก็เป็นการทดสอบความอดทนของเจ้าบ่าวผู้นี้

จนกระทั่งถึงยามอู่ (11.00 - 12.59 น.)

แม่สื่อจึงตะโกนบอกข้างนอกว่า "เชิญเจ้าสาวเข้าสู่พิธี!"

สายตาของลั่วชิงโจวมองออกไปข้างนอก

สายตาของลั่วอวี้ก็มองออกไปเช่นกัน

อ่างไฟถูกยกออกไป

พรมแดงถูกปูลาด สาวใช้โปรยกลีบดอกไม้

กลุ่มคนห้อมล้อมประคองเจ้าสาวในชุดวิวาห์สีแดงสด สวมผ้าคลุมหน้าสีแดงมิดชิด ค่อยๆ เดินเข้ามาอย่างช้าๆ

ลั่วชิงโจวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

ผ้าคลุมหน้าผืนใหญ่เกินไป ปิดมิดชิดจนมองไม่เห็นเค้าโครงหน้าเจ้าสาวแม้แต่น้อย ไม่เห็นแม้กระทั่งผิวพรรณ

แม้แต่มือและรูปร่างของเจ้าสาว ก็ถูกชุดวิวาห์ตัวโคร่งบดบังจนหมดสิ้น

แต่พอมองออกคร่าวๆ ได้ว่า นางไม่อ้วน และรูปร่างสูงโปร่ง

สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจกลับเป็นเด็กสาวชุดชมพูที่ประคองเจ้าสาวอยู่ นางรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น หน้าตาสะสวยจิ้มลิ้ม ดวงตาและคิ้วแฝงรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ดูน่ารักมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าสาวมาหยุดยืนข้างลั่วชิงโจว

แม่สื่อส่งเสียงแหลม "เจ้าบ่าว ยืนบื้ออยู่ทำไม? จูงมือเจ้าสาวสิ ได้เวลากราบไหว้ฟ้าดินแล้ว!"

ลั่วชิงโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อกว้างของเจ้าสาว ควานหาอยู่พักหนึ่ง จนสัมผัสถูกมือน้อยๆ ที่เย็นเฉียบ

เขากุมมือนั้นไว้อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนิ่มไร้กระดูก เนียนลื่นดุจแพรไหม จนใจเขาสั่นไหว

มือสวยขนาดนี้ จะเป็นคนขี้เหร่ได้หรือ?

เขาเริ่มคาดหวังถึงคืนเข้าหอคืนนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ เสียแล้ว

"จูงเจ้าสาว เดินไปข้างหน้า"

แม่สื่อคอยกำกับอยู่ข้างๆ

ลั่วชิงโจวจูงมือเจ้าสาวของตน ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว

เย็นเฉียบ!

มือเจ้าสาวเย็นมากจริงๆ

ฝ่ามือของลั่วชิงโจวราวกับกำลังกำก้อนน้ำแข็ง ความเย็นยะเยือกบาดลึกจนเจ็บผิว

หรือว่าเจ้าสาวเพิ่งจะไปเล่นหิมะข้างนอกมา?

คนปัญญาอ่อนนี่นะ ก็พอเข้าใจได้

แต่มีมือสวยขนาดนี้ ต่อให้เป็นคนปัญญาอ่อน ก็พอจะทำใจยอมรับได้บ้างแหละ

อย่างน้อยก็ได้เกาะผู้หญิงกินล่ะน่า

"หยุด หนึ่ง คำนับฟ้าดิน!"

แม่สื่อตะโกนบอกให้หยุด แล้วผายมือไปทางด้านนอก

ลั่วชิงโจวรู้ดีว่า การคำนับครั้งนี้ ไม่ว่าในใจเขาจะคิดอย่างไร ในโลกใบนี้ เขาถือว่าได้แต่งงานแล้ว มีภรรยาเป็นตัวเป็นตนแล้ว

แม้จะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ที่แม้แต่หน้าตาเจ้าสาวก็ยังไม่เห็น แต่ในยามนี้ไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้ว

กราบไหว้ไปเถอะ

การมีชีวิตอยู่รอดสำคัญกว่า

ลั่วชิงโจวจูงมือเจ้าสาว ก้มลงกราบไหว้

ในขณะเดียวกัน

ณ หัวมุมถนนไม่ไกลจากหน้าประตูจวนตระกูลฉิน ชายหนุ่มชุดขาวบุคลิกสง่างามไม่ธรรมดา กำลังจ้องมองประตูจวนตระกูลฉินที่ประดับประดาด้วยโคมไฟและผ้าแดงด้วยแววตาซับซ้อน

ข้างกายเขามีชายชราหลังค่อมยืนอยู่ ชายชรามองเขาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม "คุณชาย ตอนนี้ยังทันนะขอรับ"

ชายหนุ่มชุดขาวได้ยินดังนั้น กลับหัวเราะร่าอย่างไม่ยี่หระ "ถ้าข้าจะแย่ง ข้าแย่งมานานแล้ว นางนิสัยยอมหักไม่ยอมงอ ข้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม ในเมื่อนางยอมลดตัวเกลือกกลั้วกับโลกีย์วิสัย ดีกว่าจะยอมติดตามข้า ก็ปล่อยนางไปเถิด"

จากนั้นเขาก็ถามต่อ "สืบมาแน่ชัดแล้วหรือ?"

ชายชราหลังค่อมก้มหน้าตอบ "เป็นบัณฑิตอ่อนแอ ไร้พื้นฐานวรยุทธ์ ข้างกายไม่มีผู้ฝึกยุทธ์แม้แต่คนเดียว แถมชาติกำเนิดต่ำต้อย มารดาเป็นสาวชาวบ้านที่ถูกลั่วเหยียนเหนียนข่มขืนระหว่างเดินทางจนตั้งครรภ์คลอดเขาออกมา..."

"ก็นับเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง"

ชายหนุ่มชุดขาวถอนหายใจแผ่วเบา สีหน้าเรียบเฉย "นางแต่งงานกับคนเช่นนี้ ก็ดีแล้ว"

ชายชราหลังค่อมรีบเสริม "นางรนหาที่เอง คุณชายวางใจเถิด แต่งงานกับคนพรรค์นี้ นางจะไม่มีวันได้ผงาดขึ้นมาอีกเลย"

ดอกไม้ที่งดงามสูงส่งเพียงใด หากตกลงสู่โคลนตม ย่อมต้องแปดเปื้อนและร่วงโรยไปในที่สุด

"ไปกันเถอะ จบเรื่องเสียที..."

ร่างของชายหนุ่มชุดขาวเริ่มเลือนราง

ชั่วพริบตาเดียว

ทั้งสองก็หายวับไปจากที่ตรงนั้น ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง

และในขณะนี้

ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลฉิน แม่สื่อกำลังตะโกนประโยคสุดท้ายด้วยเสียงแหลมสูง:

"ส่งตัวเข้าหอ..."

จบบทที่ บทที่ 9 แต่งงาน กราบไหว้ฟ้าดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว