- หน้าแรก
- เล่ห์ลับฮูหยินยอดรัก
- บทที่ 6 ความรันทดของสตรี
บทที่ 6 ความรันทดของสตรี
บทที่ 6 ความรันทดของสตรี
บทที่ 6 ความรันทดของสตรี
"เป็นอะไรไปเสี่ยวเตี๋ย?"
ลั่วชิงโจวเดินเข้าไปหาพลางขมวดคิ้ว "มีใครรังแกเจ้าอีกแล้วหรือ?"
เสี่ยวเตี๋ยส่ายหน้า ปาดน้ำตาแล้วเอ่ยว่า "คุณชาย เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสี่ยวชุ่ยพวกนั้นคุยกันว่า นายท่านกับฮูหยินใหญ่ไม่ได้จะให้ท่านแต่งงาน แต่จะให้ท่านไปเป็นเขยแต่งเข้าจวนตระกูลฉิน เรื่องจริงหรือเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก
ที่แท้ก็เรื่องนี้
เขายื่นมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของสาวน้อยอย่างเบามือ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า "เรื่องจริง แต่ข้าว่ามันก็ดีออก ร้องไห้ทำไมกัน?"
เสี่ยวเตี๋ยได้ยินดังนั้น ก็ปล่อยโฮออกมาทันที "แง... ไม่ดี ไม่ดีเลยสักนิด พวกเขาให้คุณชายไปเป็นเขยแต่งเข้าได้ยังไงกัน? คุณชายเป็นถึงซิ่วไฉ ต่อไปอาจสอบได้เป็นจวี่เหรินสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลแท้ๆ จะไล่ออกไปได้ยังไง? ผู้ชายแต่งเข้าบ้านเมีย เสียศักดิ์ศรีจะตายไป จะถูกคนเขาดูถูกเอาได้ ลูกที่เกิดมาก็ไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับคุณชาย แม้แต่พวกบ่าวไพร่มันยังแอบหัวเราะเยาะคุณชายเลย ฮือๆ..."
ลั่วชิงโจวยิ้มบางๆ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ "ไม่เห็นเป็นไร ถูกคนดูถูกหัวเราะเยาะก็ไม่ใช่เพิ่งจะวันสองวันเสียเมื่อไหร่ ไม่ได้เสียเลือดเสียเนื้ออะไรสักหน่อย ขอแค่ได้ออกไปจากที่นี่เร็วๆ จะแต่งเข้าบ้านเมียก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ เสี่ยวเตี๋ย เจ้าเองก็อยากออกไปจากที่นี่เร็วๆ ไม่ใช่หรือ? ครั้งนี้แหละเป็นโอกาสดี"
"ฮือๆ แต่ว่าคุณชาย ท่านจะไปเป็นเขยแต่งเข้าไม่ได้นะเจ้าคะ ไปอยู่ที่นั่น ท่านก็จะต้อยต่ำกว่าคนอื่น แม้แต่บ่าวไพร่ที่นั่นยังรังแกท่านได้ เสี่ยวชุ่ยบอกว่า ผู้ชายที่แต่งเข้าบ้านเมียมีค่าน้อยกว่าบ่าวไพร่เสียอีก ต่อให้จะร่วมหลับนอนกับภรรยาตัวเอง ก็ยังต้องขออนุญาตภรรยาก่อนด้วยซ้ำ"
เสี่ยวเตี๋ยร้องไห้จนหน้าตาเลอะเทอะ ราวกับตัวเองเป็นคนที่จะต้องแต่งเข้าบ้านคนอื่นเสียเอง
ลั่วชิงโจวเช็ดน้ำตาให้นางพลางยิ้มหยอกเย้า "เรื่องแค่นั้นเอง ถ้านางไม่ยอมร่วมเตียง ก็ยังมีเจ้าอยู่ทั้งคนนี่ คุณชายคนนี้ใช่ว่าจะหาผู้หญิงนอนด้วยไม่ได้เสียเมื่อไหร่ เสี่ยวเตี๋ยของพวกเราออกจะสวยปานนี้ ข้าไม่ง้อนางหรอก จริงไหม?"
ใบหน้าของเสี่ยวเตี๋ยแดงซ่านขึ้นมาทันควัน ทั้งอายทั้งร้อนใจ "คุณชาย ถึงขั้นนี้แล้ว ท่านยังมีอารมณ์มาล้อเล่นอีก ท่านไม่เสียใจบ้างหรือเจ้าคะ? ท่านเป็นถึงคุณชายสามตระกูลลั่ว พวกเขาดันให้ท่านไปเป็นเขยแต่งเข้า ไปปรนนิบัติคุณหนูบ้านอื่น ทั้งที่จริงควรจะมีคนมาปรนนิบัติคุณชายแท้ๆ ฮือๆ นายท่านกับฮูหยินทำกับท่านแบบนี้ได้ยังไง"
ดวงตาของลั่วชิงโจววูบไหวเล็กน้อย แต่ใบหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์มากนัก เขาเช็ดน้ำตาให้นางแล้วเอ่ยว่า "เอาล่ะ เสี่ยวเตี๋ย หยุดร้องได้แล้ว บางทีไปอยู่ที่นั่น เราอาจจะมีความสุขกว่าอยู่ที่นี่ก็ได้นะ อยู่ที่นั่นข้าก็ยังอ่านหนังสือเรียนรู้ได้เหมือนกัน ถึงเวลาก็ไปสอบ"
เสี่ยวเตี๋ยสะอื้นไห้ "คุณชาย บ่าวได้ยินเสี่ยวชุ่ยพูดกันว่า จริงๆ แล้วคนที่หมั้นหมายกับคุณหนูตระกูลฉินคือคุณชายรองใช่ไหมเจ้าคะ? แต่คุณหนูตระกูลฉินนาง... นางมีปัญหา นายท่านกับฮูหยิน แล้วก็คุณชายรองเลยไม่เอา แต่ตระกูลฉินก็ไม่ใช่จะไปแหยมได้ง่ายๆ เลยต้องโยนเรื่องนี้มาให้คุณชายรับเคราะห์แทน แต่งเข้าบ้านโน้นไป เป็นแบบนี้ใช่ไหมเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวสายตาเป็นประกายวูบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "คงงั้นมั้ง"
"แต่คุณชาย คุณหนูตระกูลฉินนาง... นาง..."
"อย่าไปฟังคนอื่นพูดเหลวไหล เจ้ายังไม่เคยเห็นกับตา จะไปรู้ได้ยังไง? ไม่แน่ว่าคุณชายผู้นี้อาจโชคร้ายกลายเป็นดี ได้เมียสวยอันดับหนึ่งในใต้หล้า ถึงตอนนั้นคนที่เสียใจก็คือพวกเขานั่นแหละ"
"คุณชาย..."
"เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ อย่าลืมหยิบหมั่นโถวมาเผื่อด้วยนะ พอกินเสร็จเราจะไปเดินตลาดกัน ข้าจะซื้อถังหูหลู้ให้กิน"
"คุณชาย บ่าวไม่รู้จะว่าท่านซื่อบื้อ หรือจะว่าท่านใจดีกันแน่ ถึงป่านนี้แล้ว ท่านยังจะไปห่วงขอทานน้อยสองคนหลังตรอกนั่นอีก แถมยังมีอารมณ์ไปเดินตลาดอีกต่างหาก"
"ตกลงจะกินไหมถังหูหลู้? ไม่กินก็ช่างเถอะ"
"กินเจ้าค่ะ บ่าวจะกิน..."
"ยายตะกละเอ๊ย"
"ฮิๆ"
เสี่ยวเตี๋ยยิ้มทั้งน้ำตา
ทั้งสองกินข้าวเสร็จ ก็แวะไปที่ตรอกด้านหลัง เอาหมั่นโถวไปให้ขอทานน้อยสองคน แล้วจึงออกจากบ้าน
เมืองมั่วกว้างใหญ่มาก แบ่งเป็นเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก
เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เทือกเขาชายแดน และนอกเมืองมักมีสัตว์อสูรเพ่นพ่าน กำแพงเมืองชั้นนอกจึงถูกสร้างไว้อย่างสูงใหญ่แข็งแกร่ง
นอกจากทหารรักษาการณ์ที่ประจำการอยู่ที่นั่นแล้ว ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองชั้นนอกส่วนใหญ่จะเป็นคนยากจนและชนชั้นแรงงาน
แม้ตระกูลลั่วจะสืบทอดบรรดาศักดิ์มาถึงสามรุ่นจนเสียที่ดินศักดินาไปหมดแล้ว
แต่ในเมืองมั่วอันเป็นเมืองชายแดนแห่งนี้ พวกเขาก็ยังคงมีอิทธิพลมหาศาล จัดอยู่ในชนชั้นขุนนาง ย่อมต้องอาศัยอยู่ในเมืองชั้นใน
เมืองชั้นในเจริญรุ่งเรืองมาก
พ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศมารวมตัวกันที่นี่ แม้กระทั่งพ่อค้าต่างถิ่นที่เดินทางไกลข้ามชายแดนมาทำการค้าขายก็ยังมี
ร้านรวงเรียงรายตลอดสองข้างทาง
สินค้าหลากหลายละลานตาจนลายตาไปหมด
ลั่วชิงโจวพาเสี่ยวเตี๋ยเดินชมพลางสังเกตสินค้าและทิวทัศน์บ้านเรือนโบราณที่น่าสนใจเหล่านี้ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่
เมื่อเดินผ่านถนนสายใต้ที่ผู้คนพลุกพล่าน ข้างหน้าก็ปรากฏสะพานโค้ง
ใต้สะพานมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน
น้ำใสสะอาด ริมตลิ่งจับตัวเป็นน้ำแข็งบางๆ
ไม่ไกลนักตรงบันไดริมน้ำ มีหญิงชาวบ้านกำลังซักผ้าในตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้า นางยกไม้ทุบผ้าขึ้นสูงแล้วฟาดลงบนเสื้อผ้าในน้ำเย็นเฉียบเสียงดัง "ปัง ปัง" น้ำแตกกระจาย
ใต้สะพาน ฝูงห่านขาวว่ายผ่านไป
บังเอิญบนสะพานมีบัณฑิตสี่คนสวมชุดยาวบางเบาถือพัดจีบยืนสนทนากันเสียงดัง
ลั่วชิงโจวเห็นฉากนี้ ก็กลัวเหลือเกินว่าคนพวกนี้จะเริ่มร่ายกวี: "ห่านฝูงหนึ่งริมเขา โดนไล่เป่าลงน้ำ..."
คงจะบันเทิงพิลึก
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จึงได้ยินชัดเจนว่าพวกเขากำลังวิจารณ์เรื่องบ้านเมือง
"สามวันก่อนผลแพ้ชนะตัดสินแล้ว องค์หญิงใหญ่ฉวยโอกาสตอนที่กองทัพทั้งสองฝ่ายกำลังตะลุมบอนกัน นำทหารม้าหนึ่งหมื่นนายบุกโจมตีจากด้านข้าง สังหารข้าศึกจนล้มตายระเนระนาด เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ได้ยินว่าแม่น้ำดำนอกเมืองมั่วของเรายังถูกย้อมจนเป็นสีแดงฉาน..."
"พี่หยวนเจิงยังประเมินองค์หญิงใหญ่ของเราต่ำไป องค์หญิงใหญ่ไม่ได้นำทหารมาหนึ่งหมื่น แต่แค่สามพันนายต่างหาก ข้าได้ยินทหารยามเฝ้าเมืองเล่ามา ตอนนั้นองค์หญิงใหญ่สวมชุดสีแดงขี่ม้าเพลิง ถือหอกจันทร์โลหิต ราวกับเทพลงมาจุติ บุกตะลุยนำหน้าฆ่าฟันจนถึงตัวแม่ทัพข้าศึก..."
"ไม่น่าใช่นะ องค์หญิงใหญ่ไม่สวมเกราะหรือ? ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่มักสวมเกราะเพลิงสีแดงออกศึกเสมอนี่?"
"นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือพอองค์หญิงใหญ่ปรากฏตัว ข้าศึกก็พ่ายแพ้ กองทัพเราฮึกเหิม สังหารข้าศึกนับไม่ถ้วน..."
ขณะที่ลั่วชิงโจวพาเสี่ยวเตี๋ยเดินผ่านด้านข้าง บทสนทนาของคนกลุ่มนั้นก็ชะงักลงชั่วครู่ พวกเขาหันมามองลั่วชิงโจวแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปที่เสี่ยวเตี๋ยด้านหลังเขา
"สาวใช้นางนี้หน้าตาจิ้มลิ้มใช้ได้เลย เสียดายผอมไปหน่อย ก้นเล็กไปนิด"
"รูปร่างบอบบาง อ่อนช้อยดั่งไร้กระดูก มือไม้เรียวเล็ก เท้าดอกบัวในรองเท้านั่นคงจะเล็กกะทัดรัด ขาวเนียนนุ่มนิ่ม ถ้าได้กุมไว้ในมือลูบไล้เล่น คงจะเพลิดเพลินไม่น้อย..."
"ไม่รู้ว่าสาวใช้คนนี้ซื้อมาเท่าไหร่ ถ้าเก็บไว้เลี้ยงดูในบ้านสักปีสองปี อบรมบ่มนิสัยให้ดี รับรองว่าต้องเป็นสาวงามยั่วยวนกระชากวิญญาณแน่ๆ..."
ลั่วชิงโจวมองตาพวกเขา และได้ยินความคิดในใจของคนเหล่านั้นอย่างชัดเจน
เขาขมวดคิ้ว ดึงเสี่ยวเตี๋ยมาหลบข้างกาย ใช้ตัวเองบังสายตาโลมเลียของคนกลุ่มนั้น แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวผ่านสะพานไปโดยไม่หยุดพัก
คนกลุ่มนั้นเห็นดังนั้น ก็จำต้องละสายตา นึกเสียดายอยู่ในใจ
เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็กลับไปคุยเรื่องเดิมต่อ
บัณฑิตมักเจ้าชู้ ลั่วชิงโจวรู้ดี
แต่คิดไม่ถึงว่าไอ้พวกแต่งตัวดีมีชาติตระกูลพวกนี้ พอเห็นผู้หญิงเดินผ่านบนถนนเข้าหน่อย จะมีความคิดสกปรกโสมมได้ขนาดนี้
แน่นอนว่า นี่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความน่ารันทดของสตรีในยุคนี้ด้วย
ไม่ใช่ทุกคนจะเกิดมาสูงส่งเหมือนองค์หญิงใหญ่ผู้นั้น
ผู้หญิงส่วนใหญ่มีค่าเป็นเพียงเครื่องมือบำเรอความสุขของผู้ชายเท่านั้น
ลั่วชิงโจวถอนหายใจในใจ ยิ่งมุ่งมั่นที่จะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะปกป้องตัวเอง และปกป้องคนข้างกายได้
เสี่ยวเตี๋ยคือญาติเพียงคนเดียวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามา
เขาจะต้องปกป้องนางให้ดีที่สุด!