- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่เทพเจ้าความเร็ว
- บทที่ 7 – เรื่องกล้วยๆ
บทที่ 7 – เรื่องกล้วยๆ
บทที่ 7 – เรื่องกล้วยๆ
ความเงียบเข้าครอบงำทุกสรรพสิ่ง
เสียงกรีดร้อง เสียงเชียร์ คำสรรเสริญ บทสนทนา—ทุกอย่างมลายหายไป ผู้คนต่างกลั้นหายใจและระงับจังหวะหัวใจ เงี่ยหูฟังเสียงเล็กๆ น้อยๆ จากปลายทางวิทยุสื่อสาร พวกเขายังไม่กล้าปักใจเชื่อว่า มินิคูเปอร์เพิ่งจะผ่านจัตุรัสประชาชนมาได้อย่างง่ายดายและลื่นไหลปานนั้น
เพียงแค่หลับตา ก็แทบจะจินตนาการถึงสายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านไป
จนกระทั่งเสียงคำรามอันสิ้นหวังและเกรี้ยวกราดที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V8 ของมัสแตงเชลบี้ แผดดังทำลายความเงียบ กระโจนผ่านอากาศและคลื่นวิทยุ พยายามจะตะโกนใส่หน้าทุกคนผ่านโทรศัพท์และวอล์คกี้ทอล์คกี้ นั่นแหละ ผู้คนที่จัตุรัสคาวูร์ถึงได้สติกลับคืนมา—
อ้อ ยังมีรถอีกคันนี่นา
ช่องว่างมันห่างขนาดนี้เชียวหรือ!
สามวินาที? ห้าวินาที? หรือมากกว่านั้น!
ความแตกต่างของเวลาระหว่างมินิคูเปอร์และมัสแตงเชลบี้ที่มาถึงจัตุรัสประชาชนทีละคันนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่จำเป็นต้องมีคำบรรยายสด ผลลัพธ์มันฟ้องตัวมันเองอยู่แล้ว
เดิมที หลังจากผ่านจัตุรัสประชาชน จะมีทางตรงอีกสองช่วง—ช่วงข้ามสะพานกลับมายังฝั่งนี้ และถนนยาวอีกเส้นที่เกิดจากถนนสองสายเชื่อมต่อกันมุ่งสู่เส้นชัย นี่ควรจะเป็นพื้นที่สังหารที่มัสแตงเชลบี้ใช้พลิกสถานการณ์ แต่ตอนนี้ มัสแตงเชลบี้ยังไม่ทันได้ขึ้นเวทีเฉิดฉาย ทุกอย่างก็จบลงเสียแล้ว
ไม่มีใครคาดคิดว่ามินิคูเปอร์จะโค่นมัสแตงเชลบี้ได้ และยิ่งไม่มีใครคาดคิดว่านี่จะเป็นการสังหารโหดเพียงฝ่ายเดียวที่ไร้ซึ่งความลุ้นระทึกใดๆ... แค่นี้เองเหรอ?
พวกเขาหันมองหน้ากัน ความงุนงงและความตกตะลึงในแววตามลายหายไป พวกเขาอ้าปากพยายามจะเปล่งเสียง แต่กลับพบว่าสมองว่างเปล่า
เสียงจากโทรศัพท์และวอล์คกี้ทอล์คกี้ยังคงดังจอแจ ฟังดูรู้เลยว่ามัสแตงเชลบี้ของมัตเตโอกำลังดิ้นรนอย่างหนักบนวงเวียนปูหิน ช่วงล่างเสียสมดุล หน้ารถดื้อโค้ง และผลจากการเบิร์นยางจนไหม้คือการสูญเสียแรงยึดเกาะโดยสิ้นเชิง เหมือนขับรถบนลานน้ำแข็ง
แม้มัตเตโอจะพยายามเร่งความเร็วเพื่อผ่านจัตุรัสประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าสู่ช่วงทางตรงสุดท้ายและคว้าชัยชนะ แต่ยิ่งรีบก็ยิ่งลนลาน ดิ้นรนอย่างน่าเวทนาระหว่างการลื่นไถลและการลื่นไถลยิ่งกว่า
ทางโน้น มัตเตโอยังคงต่อสู้ดิ้นรนแบบเอาเป็นเอาตายที่จัตุรัสประชาชน
ทางนี้ เสียงเริ่มกลับมาที่จัตุรัสคาวูร์ เพราะที่ปลายทางตรง มินิคูเปอร์สีน้ำเงินเข้มคันนั้นกำลังแหวกความมืดมิดยามราตรีและพุ่งเข้ามาให้เห็นเต็มตา
วูบ!
ในชั่วพริบตา ฝูงชนก็ระเบิดอารมณ์ ฮอร์โมนแห่งความเร็วและความเร่าร้อนที่ปะทะกันลุกโชนจนถึงขีดสุด ผู้คนไม่อาจเก็บอาการได้อีกต่อไป ต่างโห่ร้องยินดีด้วยความตื่นเต้น
"เหลือเชื่อ!"
"โอ้โห แม่เจ้าโว้ย (Mamma Mia)"
"สุดยอด สุดยอด! มันสุดยอดเกินไปแล้ว อ๊ากกก!"
ในฝูงชน ลอเรนโซโบกขวดเบียร์ หัวเราะจนตัวงอ ประกายความซุกซนวาบขึ้นในดวงตาขณะที่เขาแอบสุมไฟเงียบๆ—
"มินิ!"
"มินิ!"
ขณะที่ลอเรนโซตะโกนเชียร์อยู่นั้น ฝูงชนที่พลุกพล่านก็กรูเข้าไปหารถมินิคูเปอร์ที่มาถึงจัตุรัสคาวูร์และจอดเทียบท่าอย่างสง่างาม ณ จุดเดิมเป๊ะ ทีละคน ทีละคน พวกเขาเข้าร่วมขบวนการชูมือโห่ร้อง
"มินิ!"
ทว่าลู่จือโจวยังคงนั่งอยู่ในที่นั่งคนขับ ไม่ยอมลงจากรถ แม้แต่กระจกก็ยังไม่ลดลง
ไม่ได้การ ลอเรนโซเตรียมตัวมาดูสีหน้าของลู่จือโจวในเวลานี้โดยเฉพาะ เขาแหวกฝูงชนและเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา กลับเห็นลู่จือโจวเท้าแขนกับขอบหน้าต่าง มือหนึ่งจับพวงมาลัย สีหน้าเกียจคร้านและผ่อนคลายราวกับคนยังตื่นไม่เต็มตา
ลอเรนโซหัวเราะหึๆ "เฮ้ เพื่อน นายชนะนะ ทำไมไม่ยิ้มให้พวกเราดูหน่อยล่ะ?"
ลู่จือโจวยักไหล่นิดๆ "เรื่องแค่นี้คุ้มค่าให้ฉลองด้วยเหรอ? ลอเรนโซ อย่าลดตัวลงไปเกลือกกลั้วระดับนั้นสิ นายควรมั่นใจในตัวเองให้มากกว่านี้นะ"
ในเมื่อลู่จือโจวเอาชนะลอเรนโซได้ การจัดการกับมัตเตโอก็แค่เรื่องกล้วยๆ
ลอเรนโซสำลัก "ครับๆๆ ขอบคุณที่เตือนด้วยความหวังดีนะครับ พ่อเทพเจ้ามินิเรซซิ่ง"
เขาเหน็บแนมลู่จือโจวทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ลู่จือโจวไม่สะเทือนเลยสักนิด เขาผลักประตูรถและก้าวออกมา ตบไหล่ลอเรนโซด้วยสีหน้าเรียบเฉย ภายใต้สายตางุนงงของลอเรนโซ เขาวางกุญแจรถใส่มือลอเรนโซ
ลอเรนโซ: ...ลืมไปได้ไงเนี่ย? นี่มันรถตูเองนี่หว่า! ให้ตายเถอะ!
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ของมัสแตงเชลบี้ก็ดังกระท่อนกระแท่นเข้ามา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เสียงเครื่องยนต์นั้นสิ้นไร้ความน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง ราวกับหมาแพ้ศึก แต่มันกลับเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เสียงผิวปากและโห่ฮาอย่างไร้ความปรานีระเบิดขึ้นทันทีจากฝูงชนที่ยืนดูอยู่แถวหน้า สุมไฟและซ้ำเติมคนที่ล้มให้จมดิน
ปัง!
มัตเตโอกระแทกประตูรถปิดโดยไม่ดับเครื่อง เขาวิ่งพุ่งเข้าใส่ลู่จือโจว เหงื่อท่วมตัว หน้าแดงก่ำ ในดวงตาแดงฉานสะท้อนภาพเพียงคนเดียว เขามุทะลุเข้ามาอย่างขาดสติ นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่จะกอบกู้หน้าตาและชื่อเสียงกลับคืนมา เขาต้องคว้ามันไว้ให้ได้
ลอเรนโซสังเกตเห็นทันที เขาก้าวถอยหลังเพื่อหลบพายุอารมณ์ แต่ยังตะโกนเตือน "ระวัง!"
ลู่จือโจวก็สังเกตเห็นเช่นกัน
เขาไม่ถอย ไม่เพียงแต่ไม่ถอย เขายังเป็นฝ่ายบุกด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวยิ่งกว่า เขากำหมัด ก้าวเท้ายาวๆ สองก้าว แล้วพุ่งเข้าหามัตเตโอราวกับเสือตะปบเหยื่อ ชิงจังหวะง้างหมัดสวนกลับอย่างดุดัน
หมัดนั้นแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว
"อ๊าก!"
มัตเตโอร้องเสียงหลง เบรกตัวโก่ง ถอยหลังกรูด เอามือปิดแก้มอย่างทุลักทุเล ภาวนาให้ขาที่พันกันยุ่งเหยิงช่วยพาเขาหนีรอดไปได้
ฮ่าๆ!
เสียงหัวเราะระเบิดขึ้นรอบทิศ ผู้คนหัวเราะจนตัวงอกุมท้อง
มัตเตโอไม่รู้สึกถึงแรงหมัดกระทบหน้าอยู่นาน ถึงเพิ่งตระหนักถึงความขี้ขลาดของตัวเอง แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำทันที เขาเผลอเหลือบมองมาร์เลนา และอยากจะมุดดินหนีด้วยความอับอาย ตะโกนน้ำลายแตกฟอง
"รถกระป๋องของแก—มันแค่ฟลุ๊คโว้ย!"
มัตเตโอมองไปทางมาร์เลนาและคำรามลอดไรฟัน
"ตระกูลวิทาเลไม่มีวันแพ้คนนอก มาแข่งกันใหม่!"
ลู่จือโจวคลายหมัด ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนฝ่ามือ "ไอ้แก่ ฉันบอกแล้วไง ค่าตัวฉันแพง แกจ่ายไม่ไหวหรอก"
ฮ่าๆ! ฮ่าๆๆ!
เสียงหัวเราะดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนโห่ฮากันระงม หน้ามัตเตโอเปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นม่วงคล้ำ เขาถลกแขนเสื้อเตรียมจะบวกกับทุกคน
ลอเรนโซเตือนบอดี้การ์ดสองคนนั้นเป็นภาษาอิตาลีไว้ล่วงหน้าแล้ว
บอดี้การ์ดสองคนนั้นเพิ่งสำนึกได้ว่าถ้ามัตเตโอไปมีเรื่องและเกิดอะไรขึ้น พวกเขานั่นแหละที่จะซวย กฎของถนนในโรมนั้นเข้มงวด หากตระกูลวิทาเลรู้เรื่องคืนนี้ พวกเขาจะไม่โทษลู่จือโจว แต่จะโทษมัตเตโอที่โมโหร้ายไร้สติ และบอดี้การ์ดที่ไม่ยอมห้ามเจ้านายไม่ให้ขายหน้าไปมากกว่านี้ ทั้งสองรีบพุ่งเข้าไปล็อกตัวมัตเตโอ ลากเขาไปทางมัสแตงเชลบี้ที่เป็นดั่งตราบาปแห่งความอัปยศ
บอดี้การ์ดคนหนึ่งล็อกตัวมัตเตโอ ส่วนอีกคนกระโดดขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับแล้วขับออกไป
โฮ่ โฮ่ โฮ่!
ฝูงชนระเบิดเสียงเชียร์
ฝูงชนที่พลุกพล่านแหวกออก ชุดเดรสสีแดงของมาร์เลนาปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาอีกครั้ง แววตาของเธอมีความเขินอายเล็กน้อย แต่ก็แฝงความเด็ดเดี่ยว
ไทยมุงรอบข้างเริ่มโห่แซว เรียกชื่อมาร์เลนากันระงม
มาร์เลนาก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ชุดสีแดงพลิ้วไหว ปลายนิ้วแตะกระโปรงเบาๆ แววตาเจ้าเล่ห์วาบขึ้นแวบหนึ่ง ขณะเตรียมทำตามสัญญาเดิมพัน
แต่แล้วจู่ๆ ลู่จือโจวก็ขยับตัวเล็กน้อย แก้มแนบแก้ม ไออุ่นจากร่างกายเขาพัดผ่านแก้มเธอราวกับสายลมแผ่วเบา ขนลุกซู่ไปทั้งตัว มาร์เลนาแทบจะลืมหายใจ ลู่จือโจวโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูมาร์เลนา ด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยินท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงโห่แซว
"ผมบอกแล้วไง คุณไม่ใช่ของรางวัล ไม่มีใครมีสิทธิ์มองคุณเป็นสิ่งของ"
พูดจบ เขาก็ผละออกทันที
ลมยามค่ำคืนที่เย็นยะเยือกพัดกรูเข้ามา เติมเต็มช่องว่างระหว่างลู่จือโจวกับมาร์เลนาอย่างรวดเร็ว
มาร์เลนายืนตะลึงงันอยู่กับที่ ขนบนแขนลุกชันไปทั้งตัว เธอจ้องมองลู่จือโจวตาไม่กระพริบ ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวกระแทกแก้วหู
ไม่ไกลนัก ซามูเอลที่เฝ้าดูฉากนี้เงียบๆ ถอนหายใจยาว แล้วหันไปมองเพื่อน "ไปกันเถอะ การแข่งจบแล้ว เดี๋ยวฉันไปส่งที่โรงแรม"
ทว่าท็อดด์ยังคงยืนนิ่ง มองลู่จือโจว แววตาเหม่อลอยเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง