- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่เทพเจ้าความเร็ว
- บทที่ 5 – มึนงงจนเสียศูนย์
บทที่ 5 – มึนงงจนเสียศูนย์
บทที่ 5 – มึนงงจนเสียศูนย์
สมาธิของลู่จือโจวเพ่งจุดรวมศูนย์อยู่ที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สายตาจับจ้องสลับระหว่างถนนและสะพาน เก็บทุกรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวแทร็กโดยไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว
มินิคูเปอร์และมัสแตงเชลบี้พุ่งทะยานตีคู่กันมาแบบเบียดเสียด แต่ลู่จือโจวยึดไลน์ในไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และเขาไม่มีเจตนาจะปล่อยความได้เปรียบนี้ให้หลุดลอยไปเมื่อเข้าสู่โค้งแรก
เขาชิงแตะเบรกก่อนถึงระยะครึ่งวินาที มือซ้ายตบเกียร์ลงต่ำ เท้าขวาเลี้ยงคันเร่งแผ่วเบา ประสาทสัมผัสตั้งแต่สะโพก ต้นขา ไปจนถึงปลายนิ้ว รับรู้ได้ถึงหน้ายางทุกตารางนิ้วที่บดขยี้ไปกับพื้นถนน ตัวรถเกาะหนึบราวกับทากาวติดพื้นยางมะตอย เฉียดฉิวแบริเออร์ทางซ้ายขณะพุ่งเข้าตัดยอดโค้ง
แรงสั่นสะเทือนจากถนนปูหินก้อนใหญ่ส่งผ่านมาถึงพวงมาลัยจนมือชาหนึบ แต่ลู่จือโจวไม่สะทกสะท้าน เขารักษาไลน์วิ่ง ผ่อนคันเร่ง ลดความเร็วลงเหลือแปดสิบห้า ตัวถังรถเฉียดแบริเออร์จนเกือบสัมผัส เสียงยางบดร่องหินดังหวีดหวิว ยึดเกาะถนนแน่นหนึบ พาตัวรถลื่นไหลผ่านโค้งไปอย่างนุ่มนวลราวกับเส้นไหม
เขาใช้ปลายเท้าปรับแต่งน้ำหนักคันเร่ง ผ่อนแรงเบรกทันทีที่ผ้าเบรกเริ่มจับตัวเพื่อป้องกันล้อล็อก เทคนิคการเบรกแบบเลี้ยงน้ำหนักที่ขีดจำกัดช่วยให้มินิเกาะโค้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยางหน้ากรีดร้องหมิ่นเหม่ที่ขอบเหวของการยึดเกาะ แรงสะท้านจากแป้นเบรกตอบกลับมาที่เท้าขณะที่โค้งเริ่มคลายตัว
มินิยังคงเกาะติดกับราวกั้น เลือกใช้วงเลี้ยวที่แคบที่สุด ช่วงล่างยุบตัวจนสุดระยะกระแทก ตัวถังสั่นสะท้านแต่ไม่ยอมหลุดการควบคุม
ทันทีที่แรงเบรกหมดลง ลู่จือโจวถอนเท้าแล้วกระแทกคันเร่งจนมิด มินิคูเปอร์พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกธนูหลุดจากคัน ท้ายรถสะบัดเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทเชื่องมือราวกับแมว ไม่มีสูญเสียความเร็ว ไม่เสียเวลาเปล่า เขาหักพวงมาลัยพารถเข้าสู่ถนนกอร์โซ วิตตอริโอ เอมานูเอเลที่สอง
เพียงชั่วพริบตา มินิคูเปอร์ก็พุ่งขึ้นมาขวางหน้ามัสแตงเชลบี้ได้อย่างเต็มตัว
ฝูงชนทะลักเข้ามาที่หัวสะพานซานตั้นเจโล แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ชูขึ้นระยิบระยับราวกับคบเพลิง เสียงอุทานด้วยความเหลือเชื่อและเสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วราตรี
เหลือเชื่อ!
ตั้งแต่ออกสตาร์ท มินิคูเปอร์ไล่ต้อนมัสแตงเชลบี้จนอยู่หมัด มัตเตโอมองเห็นแต่ไฟท้ายรถคู่แข่งอยู่ไหวๆ
มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?
มัตเตโอแทบคลั่ง เขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด สติสัมปชัญญะขาดผึง เท้าขวากระทืบคันเร่งจนจมมิดติดพื้นรถ
เมื่อเข้าสู่ทางตรง พละกำลังเครื่องยนต์อันมหาศาลของเชลบี้ก็สำแดงเดช ชั่วพริบตาเข็มไมล์ก็กวาดผ่านร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นสองเท่าของความเร็วที่กฎหมายกำหนดในกรุงโรม รถมัสเซิลคาร์พุ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นเส้นแสง มัตเตโอไล่กวดมินิอย่างบ้าคลั่ง ช่องว่างหดสั้นลงทุกระยะเมตร
แต่มัตเตโอไม่คิดจะรอ กันชนหน้าของมัสแตงจ่อติดกันชนหลังของมินิ วินาทีนั้นเขากระชากพวงมาลัยหักซ้าย หวังใช้ตัวถังที่ใหญ่โตดุดันราวกับยักษ์เขียว เบียดกระแทกด้วยพละกำลังอันป่าเถื่อน
ปัง!
ลู่จือโจวหรี่ตาลง หัวใจเต้นแรงแต่ลมหายใจสงบนิ่ง อันตรายทำให้เขามีสมาธิ ความตื่นเต้นทำให้เขามั่นคง
ลูกไม้สกปรกพรรค์นี้เป็นเรื่องปกติในสนามแข่งใต้ดิน
ด้านซ้ายของรถมินิครูดไปกับแบริเออร์จนประกายไฟแตกกระจาย ลู่จือโจวนึกถึงใบหน้าเศร้าสร้อยของลอเรนโซแล้วอดอมยิ้มไม่ได้
เขาตบเกียร์ลง กระทืบคันเร่งสวน แล้วหักพวงมาลัยแก้ทางเต็มเหนี่ยว รอบเครื่องยนต์คำรามก้องแตะขีดแดง ก่อนที่เชลบี้จะทันได้กลืนกินท้ายรถมินิ แรงเหวี่ยงแบบลูกตุ้มก็ดีดเจ้ารถเล็กจนหลุดพ้นพันธนาการ ประกายไฟสาดกระเซ็น ล้อหลังซ้ายลอยเคว้งกลางอากาศชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงสูดปากด้วยความหวาดเสียวของผู้ชมสองฝั่งถนน
ชั่วอึดใจต่อมา ลู่จือโจวหักพวงมาลัยกลับขวา ท้ายรถมินิที่อวบอัดราวกับบั้นท้ายสุนัขคอร์กี้ เบียดกระแทกเข้าใส่กะโหลกหนาๆ ของเชลบี้ แย่งไลน์วิ่งกลับคืนมา
ไม่ใช่แค่รักษาตำแหน่ง... แต่เขาคุมเกมในโค้งนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
มัตเตโออ้าปากค้าง รถของเขาส่ายไปมาหน้าหลัง เสียการควบคุมไปชั่วขณะ
ฉันเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน? ฉันกำลังทำอะไรอยู่?
รถส่ายไปมาเหมือนรถบั๊ม ความมึนงงถาโถมเข้ามาจนมัตเตโอรู้สึกอยากจะอาเจียน
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่สมองว่างเปล่า เขาเห็นมินิคูเปอร์เร่งเครื่องและพุ่งห่างออกไปอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่เห็นไฟท้าย... แต่ช่องว่างกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ฮ่า!
เสียงสูดหายใจด้วยความตื่นเต้นดังไปทั่วจัตุรัสคาวูร์ ใครจะคาดคิดว่ามินิคูเปอร์จะดุดันขนาดนี้ ไล่บี้มัสแตงเชลบี้ตลอดเส้นทาง?
ใครที่เคยบอกว่ามินิคูเปอร์เหมือนลูกแมว คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้ว!
ลอเรนโซยืนรับลมยามค่ำคืนอยู่ริมแม่น้ำด้วยอารมณ์เบิกบาน มุมปากยกยิ้มพลางถอนหายใจอย่างปลงตก "จบกัน ยังไม่ทันจะรอดโค้งแรกด้วยซ้ำ"
ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจ ท็อดด์และซามูเอลต่างยิ้มกว้างไม่แพ้กัน
ท็อดด์ลูบคาง แววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น "การใช้เบรกกับการเลือกไลน์วิ่งของเด็กนั่น... ทำให้นายคิดถึงเซนน่าที่โมนาโกบ้างไหม?"
ซามูเอลอ้าปากค้างเล็กน้อย เขาตะลึงงัน เขารู้ว่ามินิคูเปอร์ทำผลงานได้ดี แต่ถึงขั้นเปรียบกับเซนน่าเลยหรือ?
คงไม่มั้ง
ซามูเอลยังคงระมัดระวังคำพูด "รอวัดกันที่ทางคดเคี้ยวแถวบันไดสเปนเถอะ ตรงนั้นแหละของจริง"
ท็อดด์ไม่เถียง แต่กลับดูตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม มินิคูเปอร์และมัสแตงเชลบี้หายลับเข้าไปในตรอกซอกซอยของกรุงโรม แต่เหล่าผู้คนพร้อมโทรศัพท์มือถือและวิทยุสื่อสารเริ่มถ่ายทอดสด บรรยากาศยังคงตึงเครียดเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน
ทางตรงซ่อนทางโค้ง ทางโค้งซ่อนหลุมพราง
นี่แหละคือกรุงโรม จากสะพานซานตั้นเจโลถึงบันไดสเปน ระยะทางขจัดเพียงพันห้าร้อยเมตร แต่ตรอกซอกซอยแคบๆ และผังเมืองที่ยุ่งเหยิงนั้นเต็มไปด้วยอันตราย
ตรอกแคบที่รถแทบจะสวนกันไม่ได้ แค่พลาดเพียงนิ้วเดียว สีรถอาจต้องเปลี่ยนใหม่วันละสามรอบ แผ่นหินปูถนนโบราณที่ลื่นเพราะฝนสะท้อนแสงไฟนวลตาของกรุงโรม เผยให้เห็นเส้นสายความงามของสถาปัตยกรรมบารอก ผู้ชมที่มาก่อนล่วงหน้าด้วยสเก็ตบอร์ดหรือมอเตอร์ไซค์ต่างชูมือถือขึ้นเพื่อถ่ายทอดภาพไปยังบาร์ต่างๆ
ทางลาดลงสู่บันไดสเปนขึ้นชื่อเรื่องโค้งรูปตัวเอสที่คดเคี้ยวและรวดเร็ว ต้องใช้ปฏิกิริยาตอบสนองฉับไวและการควบคุมรถที่สมบูรณ์แบบ
มีเหตุผลดีๆ ที่กรุงโรมจำกัดความเร็วไว้ที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ตอนนี้ทั้งมินิคูเปอร์และมัสแตงเชลบี้กำลังสะสมใบสั่งมากพอจะเอาไปปิดฝาผนังบ้านได้
ลู่จือโจวพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับเรือดำน้ำแหวกว่ายเกลียวคลื่น ตัวถังสีน้ำเงินเข้มลัดเลาะผ่านตรอกแคบอย่างคล่องแคล่ว อ่านเกมขาดทุกตารางเมตรของถนน
เท้าขวาแตะเบรกเบาๆ เท้าซ้ายเชนจ์เกียร์ลง เสียงกุกกักของถนนหินถูกช่วงล่างดูดซับจนหายไป มินิคูเปอร์เลื้อยแนบพื้นราวกับงู ความเร็ว 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกลับให้ความรู้สึกเหมือนละมั่งกระโดดข้ามโขดหิน ในกระจกมองหลัง มัสแตงเชลบี้ยังคงไล่ล่าอย่างไม่ลดละ แต่ลู่จือโจวรู้ว่านี่คือโอกาสของเขา
โอกาสที่จะสลัดให้หลุดอย่างถาวร เพราะถ้าหลุดไปถึงทางตรง มัตเตโอก็จะใช้ความแรงของเครื่องยนต์มาข่มเขาได้อีก
ดังนั้น—
โค้งซ้ายแรก ลู่จือโจวเบรกก่อนเวลาครึ่งวินาที แนบรถชิดวงในจนถึงขีดสุด ตัวรถแทบจะจูบเสาหิน เสียงยางบดพื้นเปียกดังแสบแก้วหูราวกับชอล์กขูดกระดานดำ ทำให้ขนลุกชันไปทั้งตัว
มัตเตโอเห็นไลน์การวิ่งนั้น
แม้รถมัสแตงเชลบี้จะไถลไปบนพื้นหินลื่นๆ ยางแทบไม่เหลือแรงยึดเกาะ แต่มัตเตโอก็เรียกความบ้าระห่ำอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาออกมา กระทืบคันเร่งมิดและปฏิเสธที่จะยกเท้า ความเร็วพุ่งทะลุ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถดูเหมือนจะเหินทะยานไปในการไล่ล่าอันเกรี้ยวกราด
เพียงเหลือบมอง มัตเตโอเห็นมินิคูเปอร์ชะลอความเร็ว หัวใจเขาเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก
โอกาสมาแล้ว!
เขาเบรกช้ากว่าครึ่งวินาที รีดเร้นทุกขุมพลังอัตราเร่ง หวังจะแซงวงนอกอย่างกล้าหาญ
ที่ขีดจำกัดสูงสุด เขาพุ่งเข้าหาจุดเอเพ็กซ์ ไลน์แซงเปิดกว้าง เขาหักพวงมาลัยเพื่อจะพุ่งออก... แต่แล้วก็ต้องตัวแข็งทื่อเมื่อรถไม่ยอมเลี้ยวตามสั่ง มันไถลทื่อๆ มุ่งหน้าตรงเข้าหาแปลงดอกไม้ เตรียมจะพุ่งตกถนน
ชิบหาย
ชิบหาย ชิบหาย ชิบหาย!