- หน้าแรก
- มหาศึกโลกน้ำแข็ง : ค่ายของข้าอัปเกรดได้ไร้ที่สิ้นสุด
- บทที่ 24 หุ่นไม้ปีศาจ
บทที่ 24 หุ่นไม้ปีศาจ
บทที่ 24 หุ่นไม้ปีศาจ
บทที่ 24 หุ่นไม้ปีศาจ
เสียงนั้น เปรียบเสมือนท่วงทำนองแห่งสวรรค์สำหรับพวกสือชิงที่กำลังหนีตายอย่างบ้าคลั่ง
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น แสงกระบี่สายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า
แม้แสงกระบี่จะอยู่ห่างออกไปกว่าสิบเมตร แต่กลับพุ่งเข้ามาถึงในพริบตาเดียว ความเร็วถึงขีดสุด
กระบี่แหวกอากาศ เปล่งเสียงหวีดแหลมเฉียบคม นั่นแสดงถึงความคมกล้า
ทั้งเสียงและภาพ ปรากฏขึ้นพร้อมกันเพียงชั่วพริบตาเดียว
แสงกระบี่เปรียบดั่งสายฟ้าเงิน พุ่งฉับเข้าใส่ และหายไปในเสี้ยววินาที
มันเร็วเกินไป... เร็วจนสือชิงและคนอื่นๆ ยังไม่ทันมองให้ชัดเจน กระบี่ก็เฉือนศีรษะของคนสองคนจากกลุ่มสิบสามที่ไล่ล่าพวกเขาออกจากร่างไปแล้ว
แม้เป็นยามค่ำคืน แต่บริเวณรอบนอกของผืนป่าหงมู่นี้ ต้นไม้ไม่หนาแน่นเหมือนชั้นใน อีกทั้งแสงสะท้อนจากหิมะบนพื้นยังให้ความสว่าง ทำให้การมองเห็นของพวกเขายังไม่ถูกรบกวนมากนัก
เมื่อแสงกระบี่หยุดลง พวกเขาก็มองเห็นเจ้าของกระบี่ทันที
และเมื่อเห็นเขา สือชิงที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม รวมถึงอีกสี่คนด้านหลังก็พลันรู้สึก... ต่ำต้อย
เขาเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำตาล รอบคอพันด้วยผ้าขนสีขาวนุ่มนวล มองปราดเดียวก็รู้ว่าทำจากหางของอสูรน้ำแข็ง ส่วนรองเท้าก็เป็นบูทหนังสัตว์สีดำมันวาว
ความรู้สึกต่ำต้อยของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ
เพราะทั้งห้าคนใส่แค่กระโปรงหนังสัตว์เก่าๆ แถมยังขาดรุ่งริ่งไปทั่ว
แต่อย่างไรก็ดี กระโปรงหนังสัตว์แบบนั้น ภายในค่ายต้าสือที่มีคนกว่า 300 คน ยังมีไม่ถึง 50 คนที่ใส่ได้
ส่วนที่เหลือ ล้วนใส่เสื้อใบไม้แห้ง
เสื้อใบไม้แห้ง... ก็คือการนำใบไม้ขนาดใหญ่ที่เก็บมาได้ ไปตากให้แห้ง แล้วเย็บรวมกันเป็นเสื้อ
ไม่ใช่แค่ค่ายต้าสือเท่านั้น
ในแถบป่าหงหมู่ ยกเว้นค่ายหลัวเก๋อที่พอดูดีกว่าหน่อย ที่เหลือก็สภาพไม่ต่างกัน
เพราะผิวหนังสัตว์ที่สมบูรณ์แบบหนึ่งผืน ถือเป็นสัญลักษณ์ของ “พลัง”
แม้แต่ค่ายหลัวเก๋อ ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะสามารถล่าสัตว์โดยไม่ทำลายหนังได้ แล้วค่ายเล็กๆ แบบพวกเขาจะเหลืออะไร?
เพียงเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ ก็มากพอจะทำให้พวกเขารู้สึกอับอาย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระบี่เงินเล่มนั้น ที่ฟาดฟันจนฆ่า อสูรกาย ได้สองตัวในพริบตา
ขณะที่พวกสือชิงยังยืนอึ้ง หนุ่มน้อยผู้นั้นก็ขยับอีกครั้ง
เขาแกว่งกระบี่ราวกับร่ายรำ แสงกระบี่เฉียบคมวาดลวดลายในความมืด เพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็ฟาดฟันเหล่าอสูรร้ายที่เหลืออีกสิบตัวของ "เซี่ยติ่ง" จนขาดกระเด็น
ย้อนนึกถึงภาพที่พวกเขาหนีหัวซุกหัวซุนจากพวกอสูรร้าย แล้วมามองภาพหนุ่มน้อยคนนั้นที่สังหารอสูรด้วยท่วงท่าราวเดินเล่นในสวน ความรู้สึกต่ำต้อยในใจของทั้งห้าคนยิ่งทวีความรุนแรง
หลังสังหารอสูรร้ายสิบตัว หนุ่มน้อยก็ยังไม่รีบร้อนจัดการกับเซี่ยติ่ง เพียงยืนสงบ มองอีกฝ่ายแล้วกล่าวเสียงเรียบ
"ไอ้พวกสิ่งที่เจ้านี่สร้างขึ้นมา..."
ฟึ่บ!
ยังไม่ทันเขาพูดจบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
สือชิงหน้าเปลี่ยนสี รีบตะโกนเตือน
"ท่านระวัง!"
แต่เสียงของเขานั้นช้าเกินไป
หนุ่มน้อยคนนั้นหันไปมองด้านหลังเสียก่อนที่เขาจะตะโกนเสียอีก เพียงหูสะบัดเล็กน้อย สายตาก็หันไปจ้องจุดหนึ่งบนยอดไม้ด้านซ้ายของป่าทึบ
"อยู่บนต้นไม้! หลี่หู! หลัวหมิง! ไป!"
เขาตะโกนดังลั่น ขณะเดียวกัน ทางขวาก็มีสองเงาร่างพุ่งออกมา มุ่งตรงไปยังต้นไม้ที่เป้าสายตา
ขณะที่หนุ่มน้อยเอง ก็พุ่งตามไปด้วยแรงระเบิดจากปลายเท้า
ทั้งสามเคลื่อนไหวเร็วจัด จนสือชิงมองตามไม่ทัน ต้นไม้ต้นนั้นก็ถูกฟันขาดกลางลำ
เสียงโครมครามดังขึ้น ขณะที่ครึ่งบนของต้นไม้โค่นล้มลงกับพื้น
ภาพนั้น ทำให้ใบหน้าทั้งห้าคนชะงักค้าง
โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเห็นภายในลำต้นที่ถูกฟันออก เผยให้เห็นแก่นสีทองระยับ
แววตาทั้งห้าคนพลันเบิกโพลง รีบกลืนน้ำลายพร้อมกัน
"ต้นไม้ทองเกล็ดแข็ง... โดนฟันขาดในทีเดียว?"
ปกติ พวกเขาจะเลือกฟันต้นไม้จำพวกจูซวงเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะตัดต้นไม้ทองเกล็ดแข็งไม่ไหว ตัดได้... แต่ต้องใช้เวลากว่า สิบชั่วโมง
แต่เมื่อครู่นี้ พวกเขาเห็นอะไร? ฟันเพียงครั้งเดียว ก็ขาดครึ่ง?
จากนั้น สายตาของทั้งห้าก็เต็มไปด้วยความเคารพ
เมื่อครึ่งบนของต้นไม้โค่นล้ม เงาดำเงาหนึ่งก็ทะยานออกมาราวปีศาจ มุ่งหน้าเข้าสู่ชั้นในของป่าหงมู่
แต่หนุ่มน้อยและอีกสองคนก็ไม่ปล่อยให้หนี
ทั้งสามกระจายตำแหน่งกันล้อม เงาดำกลางวงไว้แน่นหนา
"จะหนีไปไหน? เจอตัวหุ่นไม้ระดับต้นแบบนี้ง่ายๆ คิดจะหนีง่ายๆ เหรอ?"
"ระวังด้วย นั่นคือ หุ่นไม้ปิศาจ พวกที่ข้าสังหารไปเมื่อครู่นี้ น่าจะเป็นศพที่มันเอามาประกอบเข้ากับไม้ ยังไม่รู้ว่ามีลูกเล่นอะไรอีก อย่าประมาท!"
สือชิงฟังคำพูดของพวกเขาอีกครั้ง แล้วหันไปมองเซี่ยติ่งที่ยังยืนนิ่ง ก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ปิศาจ... หุ่นไม้... น่าจะหมายถึงเจ้าเงาดำนั่น
ส่วนเซี่ยติ่งและพวกคนตัดไม้ ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของมัน
ที่สำคัญ ในชื่อที่หนุ่มน้อยตะโกนเรียกเมื่อครู่ มีหนึ่งคนที่สือชิงรู้จักดี
หลัวหมิง—หัวหน้าคนปัจจุบันของค่ายหลัวเก๋อ บุตรของหัวหน้าคนเก่าลั่วเฟิง
และเมื่อเขามองอีกครั้ง...
หนึ่งในสามคนที่ล้อมศัตรูอยู่ทางขวา รูปร่างผอมสูง ดวงตาหรี่ มือถือหอกยาว ก็คือ หลัวหมิง ที่เขาเคยเห็นหลายครั้ง
ส่วนอีกคน "หลี่หู" ทางซ้าย รูปร่างใหญ่โต สวมชุดคล้ายหนุ่มน้อยคนนั้น มือถือมีดเล่มใหญ่ทรงหยดน้ำตา จ้องเงาดำกลางวงเขม็ง
สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า หุ่นไม้ปีศาจ สือชิงก็มองเห็นได้ชัดแล้ว
มันเป็นชายชราในชุดดำ ใบหน้าซีดเน่า แผ่นหลังค่อม มือซ้ายถือมีดเล็กสามนิ้ว มือขวาถือเส้นด้ายสีขาวขดหนึ่ง ดวงตาสีแดงฉานฉายแววอาฆาต มองพวกที่ล้อมมันไว้ราวอยากกัดกิน
"อ๊าาาาา!"
หุ่นไม้ปีศาจคำรามขึ้นกะทันหัน มือขวาสะบัดเส้นด้ายออกมานับสิบ เส้นใสเหล่านั้นซึมเข้าสู่ความมืด พริบตาก็หายไป
แต่คนทั้งสามที่ล้อมมันกลับเริ่มหลบหลีกอย่างคลั่ง
สือชิงเข้าใจทันที ว่าเส้นด้ายโปร่งใสนั่นแหละ คือสิ่งที่ฆ่าเพื่อนพ้องของเขา แต่พวกเขาอ่อนแอเกินกว่าจะมองเห็น
ทว่าทั้งสามกลับมองออก จึงหลบหลีกกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง
และไม่ใช่แค่หลบ...
เพียงไม่กี่อึดใจ หนุ่มน้อยผู้ถือกระบี่ก็เหมือนจะมองเห็นช่องว่าง เขาบิดเอว กระโจนเข้าใส่ฟาดกระบี่ในมือปะทะกับเส้นด้าย เกิดประกายไฟสะท้อนกลางอากาศ
กระบี่ของเขา สามารถตัดเส้นด้ายได้
หุ่นไม้ปีศาจเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนทันที จ้องกระบี่เงินในมือนั้นแน่นิ่งราวเพิ่งตระหนักถึงอันตราย
อาวุธของหลัวหมิงกับหลี่หู เทียบไม่ติดแม้แต่น้อย ทั้งสองยังคงหลบหลีกอยู่ แม้จะค่อยๆ เข้าใกล้ แต่ก็ยังห่างจากเป้าหมายหลายก้าว
ในขณะที่หนุ่มน้อยพุ่งเข้าใส่แล้ว กระบี่ฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งราวพายุ ชนิดที่แม้หุ่นไม้ปีศาจจะถอยหลบเร็วแค่ไหน ก็ไม่ทัน
เขาฟาดฟันเป็นระลอก แรงกดดันกระแทกจนหุ่นปีศาจต้องถอยไปจนหลังชนต้นไม้ต้นหนึ่ง
ขณะนั้นเอง หลี่หูและหลัวหมิงก็ฝ่าดงเส้นด้ายเข้ามาได้ทันเวลา
ทั้งสามเลือกจังหวะ เหนือ กลาง ล่าง ปิดทางถอยทุกทิศ
กระบี่ตวัดจากเบื้องบน หอกแทงเข้าตรงกลาง มีดฟาดล่างสุด
สามทิศโจมตีพร้อมกัน
หุ่นไม้ปีศาจ... ไม่มีทางหนีอีกแล้ว