- หน้าแรก
- ข้ามภพมาเป็นเมียชาวนา สินสอดนี้คือหมูหนึ่งตัว
- บทที่ 23 พรานเฒ่า
บทที่ 23 พรานเฒ่า
บทที่ 23 พรานเฒ่า
หลินชิงหว่านมองเขาด้วยความประหลาดใจ "ทำไมล่ะ?"
"เจ้าสาวหมาดๆ ห้ามทำงานในช่วงสามวันแรก โดยเฉพาะงานเย็บปักถักร้อย"
โบราณว่าไว้ หากเจ้าสาวจับงานเย็บปักถักร้อยตั้งแต่วันแรกๆ นางจะต้องตรากตรำทำงานหนักไปตลอดชีวิต เขาไม่ยอมให้ภรรยาของเขาต้องลำบากไปชั่วชีวิตหรอก!
หลินชิงหว่านนึกทบทวนดู เหมือนเคยได้ยินคำกล่าวนี้จริงๆ! ในที่สุดนางก็ถอนหายใจและเก็บตะกร้าเย็บปักถักร้อยเข้าตู้ข้างเตียงเตา
นางนั่งเหม่ออยู่บนเตียงเตาสักพัก จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้
นางลงจากเตียงเตา เดินไปที่หีบเก็บของ เปิดหีบแล้วค้นเอากล่องใบเล็กออกมา
พอกลับมานั่งที่เดิม นางก็เปิดกล่องวางไว้บนโต๊ะเตียงเตา แล้วพูดกับหยางเถี่ยจู้ว่า "คราวก่อนท่านให้เงินข้ามาทั้งหมด 58 ตำลึง ท่านเอาไปใช้จัดงานแต่ง 30 ตำลึง ส่วนข้าเอาไปซื้อของออกเรือน 12 ตำลึง ตอนนี้ยังเหลือ..." นางเริ่มนับเงิน "เหลืออยู่ 16 ตำลึง กับอีก 235 อีแปะ"
หยางเถี่ยจู้ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเศษเงินออกมาสองก้อนยื่นให้นาง "ข้ายังมีอยู่อีกสามตำลึง..."
พูดจบเขาก็ลุกขึ้น เลิกเสื่อปูเตียงเตาขึ้นครึ่งหนึ่ง พลิกแผ่นไม้บางๆ ที่มุมเตียงออก แล้วดึงอิฐก้อนหนึ่งออกมา จากนั้นก็ล้วงเอาถุงผ้าเก่าๆ ขาดๆ ออกมายื่นให้นางอีก
"ในนี้มีอีกสองตำลึง"
หลินชิงหว่านมองการกระทำของเขาด้วยความอึ้ง ทึ่งในความสามารถในการซ่อนเงินก้นถุงของเขาจริงๆ
แต่ก็นะ... นางชอบแบบนี้แหละ
หลินชิงหว่านชะโงกหน้าไปดูหลุมนั้น ขนาดประมาณอิฐก้อนหนึ่งพอดี นางลองเอากล่องใบเล็กมาวัดดู ปรากฏว่าใส่ลงไปได้พอดีเป๊ะ
นางแอบตัดสินใจเงียบๆ ว่า ต่อไปนี้จะเอาเงินของตัวเองมาซ่อนไว้ตรงนี้บ้าง
ไม่ได้จะงกหรือกระต่ายตื่นตูมอะไร แต่หลินชิงหว่านสังเกตเห็นมาสักพักแล้วว่า ในชนบทแถบนี้ แทบทุกบ้านเวลาออกไปไหนมาไหนมักไม่ล็อกประตูบ้าน ไม่ใช่แค่ไม่ล็อกประตูรั้ว แม้แต่ประตูห้องนอนก็ยังเปิดอ้าซ่า
ถ้ามีขโมขโจรผ่านมาคงกวาดทรัพย์สินไปได้ง่ายๆ แน่? สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะทุกบ้านยากจนข้นแค้น ไม่มีอะไรให้ขโมย
แต่หลินชิงหว่านไม่ได้คิดแบบนั้น กันไว้ดีกว่าแก้ เป็นคติที่คนยุคปัจจุบันทุกคนเข้าใจดี และนางก็ไม่มีข้อยกเว้น ชาติก่อนนางเติบโตมาในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยประตูนิรภัยและลูกกรงเหล็ก นางเคยชินกับการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกรูปแบบ
หลังจากสำรวจหลุมลับจนพอใจ นางก็หันกลับมานับเงินและทำบัญชีต่อ
"รวมกับห้าตำลึงของท่าน ก็เป็นยี่สิบเอ็ดตำลึงกับอีกสองร้อยสามสิบห้าอีแปะ" นางหยิบถุงเงินใบเล็กออกจากกล่อง "บวกกับเงินสินสอด... แปดตำลึงแปดที่ท่านให้ ตอนนี้เรารวมเงินกันได้สามสิบตำลึงแล้วนะ"
นับเสร็จ หลินชิงหว่านก็สรุปยอด
หยางเถี่ยจู้มองดูท่าทางงกเงินน้อยๆ ของภรรยาด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ แล้วโบกมืออย่างใจป้ำ
"เมียจ๋า เงินพวกนี้ฝากเจ้าเก็บรักษาไว้เถอะ ต่อไปหาเงินมาได้เท่าไหร่ ข้าก็จะยกให้เจ้าหมดเลย"
ได้ยินดังนั้น หลินชิงหว่านก็ค้อนขวับใส่เขาอย่างหยอกล้อ หัวใจพองโตด้วยความหวานชื่น
ใครบอกว่าผู้ชายคนนี้ซื่อบื้อ? นางว่าเขาช่างฉอเลาะเอาใจเก่งเหลือเกิน
นางเก็บเงินทั้งหมดใส่กลับลงไปในกล่องแล้วปิดให้แน่น คิดสักพักก็หยิบเศษเงินก้อนหนึ่งกับเศษเหรียญออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ล็อกกล่อง สั่งให้หยางเถี่ยจู้เอากล่องไปใส่ไว้ในหลุม ปิดด้วยก้อนอิฐ วางแผ่นไม้ทับ แล้วปูเสื่อกลับคืนตามเดิม
นางใส่เศษเหรียญลงในถุงผ้าขาดๆ ของหยางเถี่ยจู้ พลางขมวดคิ้วด้วยความขัดใจที่ถุงผ้านั้นดูเก่าคร่ำคร่าแถมยังมีรอยปะชุน จึงหมายมั่นปั้นมือว่ามีเวลาว่างเมื่อไหร่จะเย็บถุงเงินใบใหม่ให้เขา
ส่วนเศษเหรียญที่เหลือกับเศษเงินก้อนนั้น นางใส่ลงในถุงเงินของตัวเอง แล้วเอาไปซ่อนไว้ใต้กองเสื้อผ้าในหีบใบใหญ่
นางยื่นถุงผ้าเก่าๆ ให้หยางเถี่ยจู้ "เป็นผู้ชายต้องมีเงินติดตัวไว้บ้าง"
หยางเถี่ยจู้รับ 'เงินค่าขนม' ที่ภรรยามอบให้ ยิ้มแก้มแทบปริ
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ "พรุ่งนี้เป็นวันกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม เราไปบ้านท่านป้าใหญ่กันเถอะ" เขาคิดเรื่องนี้มานานแล้ว บ้านท่านป้าใหญ่ก็นับเป็นบ้านเดิมของหว่านหว่านได้เหมือนกัน ในเมื่อนางตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร
หลินชิงหว่านขมวดคิ้ว
"ท่านแม่... จะไม่ว่าอะไรหรือ?" น้ำเสียงของนางลังเลและกังวล นางรู้ดีถึงความขัดแย้งระหว่างนางเฮ่อกับท่านป้าใหญ่
ท่านป้าใหญ่เล่าทุกอย่างให้นางฟังโดยไม่ปิดบัง และสองวันที่ผ่านมานางสังเกตเห็นว่านางเฮ่อดูจะไม่ชอบขี้หน้านาง แต่ก็พยายามอดทนไม่หาเรื่อง เพราะเห็นว่าเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามันสามวันแรก
หยางเถี่ยจู้คิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ถ้าไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมมันจะดูไม่งาม ไม่ต้องห่วงเรื่องท่านแม่หรอก"
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองตื่นแต่เช้าตรู่ หลินชิงหว่านแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ นางยังคงสวมชุดสีแดงท้อ
หลังมื้อเช้า ทั้งสองก็หอบหิ้วข้าวของเดินออกจากบ้าน ท่ามกลางสายตาถมึงทึงของนางเฮ่อ
ธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อเจ้าสาวกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ลูกเขยต้องเตรียมของขวัญไปฝากครอบครัวฝ่ายหญิง
ของขวัญก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าของกิน เช่น เนื้อหมูสักชิ้น ผลไม้สองห่อ ข้าวสารและแป้งอีกนิดหน่อย
ของเหล่านี้หยางเถี่ยจู้เตรียมไว้ล่วงหน้าและเก็บไว้ในห้อง พอจะไปก็หยิบติดมือไปได้เลย
โดยปกติ ของเยี่ยมบ้านสำหรับลูกสะใภ้บ้านสกุลหยางจะเบิกจากกองกลาง ถึงเวลาก็ไปขอจากนางเฮ่อได้เลย
แต่หยางเถี่ยจู้ไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรจากนางเฮ่อสำหรับให้ภรรยากลับไปเยี่ยมบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาจะไปบ้านท่านป้าใหญ่
ทั้งสองเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันตก บ้านของท่านป้าใหญ่อยู่ไม่ไกลจากบ้านสกุลหยาง เดินเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง
ท่านป้าใหญ่ดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเห็นพวกเขามา ยิ่งเห็นของที่หอบหิ้วมาด้วย ซึ่งเป็นของตามธรรมเนียมเวลาลูกสะใภ้กลับบ้านเดิม นางก็ยิ่งปลื้มปริ่มจนน้ำตาซึม
ทั้งสามคนเข้าไปนั่งคุยกันในห้องโถงบนเตียงเตา
ท่านป้าใหญ่เห็นท่าทีออเซาะฉอเลาะของทั้งคู่ และสีหน้าสดใสเปล่งปลั่งของหลินชิงหว่านที่ดูไม่เหมือนคนถูกโขกสับ ก็เดาได้ว่าสองวันนี้ทั้งคู่คงมีความสุขดีที่บ้านสกุลหยาง นางจึงยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ
"ดี ดี ดีจริงๆ ถ้าพวกเจ้าอยู่กินกันอย่างมีความสุข ป้าก็หมดห่วง..." ท่านป้าใหญ่พึมพำ "ถ้ามีเหลนให้ป้าอุ้มไวๆ ป้าคงยิ่งมีความสุข..."
หลินชิงหว่านก้มหน้าเขินอาย "ท่านป้า..."
ส่วนหยางเถี่ยจู้ได้แต่หัวเราะร่าอย่างคนโง่งมอีกครั้ง
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระ ท่านป้าใหญ่ก็รีบออกไปเตรียมอาหารกลางวัน
หลินชิงหว่านจะตามไปช่วย แต่ท่านป้าใหญ่ดันนางกลับไปนั่งที่เตียงเตา ยืนกรานไม่ให้ทำ พร่ำบอกแต่เรื่องเจ้าสาวห้ามทำงานสามวันแรก หลินชิงหว่านจึงจำต้องยอมแพ้
ท่านป้าใหญ่ถึงกับเชือดแม่ไก่แก่ตัวหนึ่งมาทำกับข้าวเพิ่มด้วยความยินดี
มื้อกลางวันจัดเต็มอย่างหรูหรา มีทั้งไก่ ปลา และเนื้อ จานเล็กจานใหญ่วางเต็มโต๊ะ
หยางเถี่ยจู้และหลินชิงหว่านบ่นอุบว่าท่านป้าเกรงใจเกินไป คนกันเองไม่ต้องทำมากมายขนาดนี้ กินกันสามคนจะหมดได้อย่างไร
ท่านป้าใหญ่ยิ้มแล้วหยอกกลับว่า นี่คือมื้อเลี้ยงต้อนรับลูกหลานกลับบ้าน ในเมื่อถือว่าที่นี่เป็นบ้านเดิมของหว่านหว่าน กลับมาทั้งทีก็อย่าได้เกรงใจ
ทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างอิ่มหนำสำราญ บรรยากาศชื่นมื่นผิดกับความอึมครึมที่บ้านสกุลหยางลิบลับ หลินชิงหว่านกับหยางเถี่ยจู้จึงเจริญอาหารจนพุงกาง
หลังมื้ออาหาร หยางเถี่ยจู้รู้สึกอิ่มจนอึดอัด อีกทั้งต้องอยู่ต่อทั้งวัน เขาจึงบอกท่านป้าใหญ่ว่าจะพาเจ้าต้าเฮยกับเอ้อร์เฮยออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร
หลินชิงหว่านเองก็อิ่มจนแน่นท้อง จึงขอตามไปด้วย
ท่านป้าใหญ่มองทั้งคู่ด้วยสายตาเอ็นดู เห็นรักกันปานจะกลืนกินก็มีความสุข บอกให้ทั้งสองไม่ต้องห่วงนาง ออกไปเที่ยวเล่นเถอะ แค่อย่าลืมกลับมากินข้าวเย็นก็พอ และกำชับนักหนาว่าอย่ากลับดึก เพราะเจ้าสาวกลับบ้านเดิมไม่ควรอยู่เลยตะวันตกดิน
หยางเถี่ยจู้ผิวปากส่งสัญญาณ เจ้าดำทั้งสองรู้ทันทีว่าเจ้านายจะพาไปเที่ยว ก็กระโดดโลดเต้นพุ่งตัวออกจากประตูรั้วไป
พ้นประตูรั้ว หยางเถี่ยจู้จูงมือหลินชิงหว่านเดินไปทางท้ายหมู่บ้าน
ยามบ่ายผู้คนบางตา นานๆ จะเจอคนรู้จักสักคนสองคน ก็ทักทายแสดงความยินดีแล้วรีบแยกย้าย
เดินไปเรื่อยๆ จนพ้นเขตหมู่บ้าน
เจ้าดำทั้งสองวิ่งนำลิ่วไปข้างหน้า โดยมีหยางเถี่ยจู้กับหลินชิงหว่านเดินตามหลัง
แดดอุ่นๆ ลมพัดเอื่อยๆ อากาศบริสุทธิ์ ต้นไม้ร่มรื่น... หลินชิงหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างสดชื่น มองดูหมาสองตัวกับคนหนึ่งคนตรงหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด
ช่างดีเหลือเกิน... ชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยกล้าฝันถึงเมื่อตอนทะลุมิติมา... ผู้ชายคนนี้ก็ดีกับนางเหลือเกิน...
หยางเถี่ยจู้มองสีหน้าเปี่ยมสุขของภรรยา แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่
ชายชาวนาจากป่าเขาผู้นี้ไม่มีถ้อยคำสวยหรูมาพรรณนาความรู้สึก เขารู้เพียงแค่ว่าภรรยาของเขาดีเหลือเกิน... นิสัยดี พูดจาดี แต่งตัวดี ยิ้มก็สวย... ดีไปหมดทุกอย่าง...
เดินมาได้ไกลพอสมควรจนถึงตีนเขาลั่วเสีย
หยางเถี่ยจู้มองดูสถานที่แล้วคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะจูงมือหลินชิงหว่านเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ สายหนึ่ง
ต้าเฮยกับเอ้อร์เฮยดูเหมือนจะคุ้นเคยกับที่นี่ดี วิ่งนำหน้าไปก่อนแล้ว
ไม่นานนัก หลินชิงหว่านก็เห็นลานบ้านที่มีรั้วกั้นเล็กๆ และกระท่อมไม้ผุพังปรากฏขึ้นตรงหน้า
กระท่อมไม้ดูเก่าคร่ำคร่า ข้าวของในลานบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะ ราวกับร้างผู้คนมานาน สวนผักในลานบ้านก็รกชัฏไปด้วยวัชพืช
หลินชิงหว่านมองหยางเถี่ยจู้ด้วยความสงสัย
หยางเถี่ยจู้ยิ้มแล้วพานางเดินเข้าไป เขาหยิบตั่งไม้ตัวเล็กสองตัวออกมาจากในกระท่อม เช็ดฝุ่นออก แล้วให้หลินชิงหว่านนั่งลง ส่วนเขานั่งลงข้างๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆ เริ่มเล่าเรื่องราวของสถานที่แห่งนี้
ที่แท้ลานบ้านร้างแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของพรานเฒ่าคนหนึ่ง ผู้ซึ่งถ่ายทอดวิชาล่าสัตว์ให้หยางเถี่ยจู้ ก่อนที่แกจะเสียชีวิตไป
เพราะหน้าตาที่อัปลักษณ์ พรานเฒ่าจึงไม่มีลูกเมีย แกเร่ร่อนมาที่นี่เมื่อสมัยหนุ่มๆ เดิมทีตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านลั่วเสีย แต่ชาวบ้านต่างหวาดกลัวและรังเกียจแก แกจึงปลีกตัวมาสร้างกระท่อมอยู่คนเดียวที่นี่
พรานเฒ่ายังชีพด้วยการล่าสัตว์ นำไปแลกข้าวปลาอาหาร แม้ไม่มีที่นาทำกิน แต่ชีวิตก็พออยู่ได้
สมัยหยางเถี่ยจู้ยังเด็ก เพราะเรื่องของป้าหยาง ทำให้นางเฮ่อมักจะหมางเมินเขา ของกินอร่อยๆ หรือของเล่นดีๆ มักตกไปถึงมือพี่ใหญ่ ไม่เคยมาถึงมือเขา
เด็กน้อยยังไร้เดียงสา ทนรับสภาพเช่นนั้นไม่ไหว จึงมักหนีออกจากบ้านไปหาป้าหยาง หรือไม่ก็แอบไปนั่งร้องไห้คนเดียว
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาหนีออกมาทั้งน้ำตานองหน้า เดินเตลิดมาไกลจนหลงมาถึงที่พักของพรานเฒ่าเข้า