- หน้าแรก
- เมื่อทาสรักตื่นรู้ ถึงคราวนางเอกต้องหลั่งน้ำตา
- บทที่ 17 คู่หมั้นของนางเอก 2
บทที่ 17 คู่หมั้นของนางเอก 2
บทที่ 17 คู่หมั้นของนางเอก 2
บทที่ 17 คู่หมั้นของนางเอก 2
โชคดีที่ตอนหมั้นหมายทั้งสองฝ่ายยังเด็ก จึงเพียงแค่แลกเปลี่ยนของหมั้นกัน บัดนี้เมื่อถอนหมั้น เพียงนำของหมั้นมาแลกคืนก็เป็นอันจบสิ้น
ผ่านไปไม่กี่วัน ข่าวการถอนหมั้นของสองตระกูลก็แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูง ผู้คนต่างตกตะลึง สกุลเวินและสกุลฟ่านถอนหมั้นกัน?
มีฮูหยินช่างซุบซิบแอบสืบข่าว แต่ทั้งสองตระกูลต่างปิดปากเงียบ บอกเพียงว่าเด็กทั้งสองไร้ซึ่งความรักฉันหนุ่มสาว บัดนี้เพียงแค่หยุดความเสียหายให้ทันท่วงทีเท่านั้น
แม้เรื่องนี้สกุลฟ่านจะทำไม่ถูก แต่ทั้งสองตระกูลก็ไม่อยากแตกหักกันด้วยเรื่องนี้ จึงให้ข่าวตรงกัน ไม่ได้แพร่งพรายข้อมูลใดๆ ออกไป
เวินเส้าไม่ได้มีความเห็นอะไรกับเรื่องนี้ สำหรับฟ่านอี๋แล้ว ขอแค่เวินเส้ามีชีวิตที่ดีกว่าอี้ไคจี้ในวันข้างหน้า นางก็จะเสียใจเอง ดังนั้นตอนนี้เวินเส้าจึงไม่รีบร้อนจัดการนาง
อีกอย่าง ตอนนี้นางก็คงมีความเป็นอยู่ที่แย่แน่นอน
เวลานี้ฟ่านอี๋กำลังคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชน หลังจากโดนกฎตระกูลเล่นงานไปหนึ่งยก นางทั้งเจ็บทั้งง่วง รวมสองชาติแล้วนางไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างเข้มงวดเช่นนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกที่นางสงสัยว่าการตัดสินใจของตนถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่นานนางก็นึกอะไรขึ้นได้ แววตากลับมาแน่วแน่อีกครั้ง
นางทำถูกแล้ว!
รอนางได้เป็นฮูหยินแม่ทัพใหญ่ ท่านพ่อ ท่านแม่ และสกุลเวิน จะต้องเสียใจ!
นางจะต้องรอจนกว่าอี้ไคจี้จะได้รับชัยชนะกลับมาให้ได้!
แน่นอน!
"เฮ้อ"
"ฮูหยิน ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน ถอนหายใจทำไมหรือ?" เวินโหวถูกปลุกขึ้นมาอย่างงัวเงีย เอ่ยถาม
แม้จะรู้ว่าเขามองไม่เห็น เวินฮูหยินก็ยังค้อนใส่เขา
"ท่านว่าข้าถอนหายใจเรื่องอะไรเล่า ตั้งแต่ถอนหมั้นกับแม่นางสกุลฟ่านคนนั้น เส้าเอ๋อร์ก็เอาแต่ขังตัวเองอ่านตำราอยู่ในห้อง ข้าจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร?"
เวินโหวง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น พูดไปตามสัญชาตญาณ "ห่วง? มีอะไรน่าห่วง?"
เวินฮูหยินตีเขาอย่างนึกโมโห "ห่วงว่าเส้าเอ๋อร์จะทำใจไม่ได้น่ะสิ นอนๆๆ รู้จักแต่นอน ทำไมไม่นอนให้ตายไปเลยเล่า!"
เวินโหวขอยอมแพ้ ลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนโอบกอดเวินฮูหยินไว้ ปลอบโยนว่า
"เอาล่ะๆ ล้วนเป็นความผิดของข้า ข้าดูแล้วอาการของเส้าเอ๋อร์ปกติดี ฤดูใบไม้ผลิปีมะรืนก็จะมีการสอบฮุ่ยซื่อ ตอนนี้เขาขยันหน่อยก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว"
"อื้ม ขอให้เป็นอย่างนั้นเถิด" เวินฮูหยินสงสารสามีที่อีกหนึ่งชั่วยามก็ต้องตื่นไปประชุมเช้า จึงไม่เซ้าซี้ต่อ เพียงแต่ในใจยังกังวล ก่อนหน้านี้เส้าเอ๋อร์เอาอกเอาใจฟ่านอี๋เพียงใดนางล้วนเห็นอยู่ในสายตา จะบอกว่าวางลงก็วางลงได้ทันทีเลยเชียวหรือ?
ความจริงแล้ว เวินเส้าในยามนี้เรียนจนมืดฟ้ามัวดิน หากท่านถามเขาว่าฟ่านอี๋คือใคร เขาคงต้องนิ่งคิดสักพักถึงจะตอบได้
โลกสมมติ แต่ละโลกก็สมมติไม่เหมือนกัน แม้เวินเส้าจะมีพื้นฐานทางวรรณกรรมอยู่บ้าง แต่เวลาเขียนบทความแล้วอ้างอิงคัมภีร์ หากอ้างอิงถึงคัมภีร์ที่ไม่มีในโลกนี้ก็คงจะน่าอับอายขายหน้า
ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
ตามหลักแล้ว ภารกิจคือ "กดข่มพระเอก" เวินเส้ายิ่งควรจะเข้ากองทัพ แต่ร่างกายนี้เป็นบัณฑิตอ่อนแอตามมาตรฐาน หากเวินเส้าขอเข้ากองทัพ เกรงว่าเวินโหวและฮูหยินคงคิดว่าเขาช้ำรัก เลยวิ่งไปหาที่ตายในสนามรบ
ดังนั้น เวินเส้าจึงตัดสินใจสอบขุนนางตามเส้นทางของเจ้าของร่างเดิม และจะต้องคว้าตำแหน่งจ้วงหยวนมาให้ได้ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่การแก่งแย่งชิงดีในที่ลับนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เวินเส้าสามารถใช้วิธีอ้อมค้อมเพื่อกู้ชาติและทำภารกิจให้สำเร็จได้เช่นกัน
ชาติที่แล้ว เจ้าของร่างเดิมได้เป็นเพียงจิ้นซื่ออันดับสอง (เอ้อร์เจี่ย) อาศัยเส้นสายและการจัดการของเวินโหวจึงมีที่ยืนในราชสำนัก เริ่มจากจุดนี้เองที่ฟ่านอี๋เกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจต่อเขา
ฟ่านอี๋สายตาสูงส่ง คิดว่าตนเองคู่ควรกับบุรุษที่ดีที่สุดในใต้หล้า เมื่อว่าที่สามีของตนสอบได้เพียงอันดับสอง ในใจจึงเกิดความรู้สึกตกต่ำ
ไม่เป็นไร ชาตินี้ เวินเส้าจะทำให้ความรู้สึกตกต่ำของนางยิ่งถ่างกว้างขึ้นไปอีก
[เห็นแฟนเก่าได้ดี ฉันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าตาย]
กระทู้หนึ่งที่เคยเห็น ช่างตรงกับฟ่านอี๋เสียจริง
เวินเส้าก็ไม่ได้เอาแต่เรียนอย่างเดียว คนที่เคยเป็นฮ่องเต้มาก่อนย่อมรู้ดีว่า คนที่ความรู้ดีอาจจะได้เป็นจ้วงหยวน แต่ไม่อาจเป็นขุนนางใหญ่ได้ การปฏิบัติจริงต่างหากคือมาตรฐานเดียวในการตรวจสอบสัจธรรม ไม่ใช่การวางแผนบนกระดาษ
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ องค์ชายใหญ่ที่สุดอายุเพียงสิบขวบ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ฮ่องเต้ใส่ใจราชกิจที่สุด การจะเป็นขุนนางคนสนิทของโอรสสวรรค์ จำเป็นต้องแสดงความสามารถออกมา
เวินโหวและฮูหยินเห็นลูกชายราวกับบรรลุแจ้งหลังจากถอนหมั้น บทความนโยบายที่เขียนออกมามักทำให้ผู้คนตาสว่าง เมื่อถกเถียงกับเหล่าบัณฑิตก็มักจะพูดจนพวกเขาจนมุม ยอมก้มหัวให้ด้วยความเลื่อมใส ช่วงเวลาหนึ่งจึงรู้สึกปลื้มปีติยิ่งนัก
เพียงไม่ถึงครึ่งปี ชื่อเสียงของเวินเส้าก็แทรกซึมไปทั่วทุกมุมของเมืองหลวง และอดีตคู่หมั้นของเขาก็ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในที่ลับ——ไม่รู้ว่าท่านนั้นหลังจากถอนหมั้นแล้ว ได้เห็นท่วงท่าสง่างามเช่นนี้ของซื่อจื่อเวิน เคยเสียใจบ้างหรือไม่?
เวินเส้าตอนนี้รุ่งโรจน์ดุจตะวันเที่ยง ฟ่านอี๋ไม่ใช่คนหูหนวกตาบอด ย่อมได้ยินคำครหาภายนอก นางแอบกัดฟัน ปิดประตูไม่ออกไปไหน ทำเป็นมองไม่เห็น
กระทั่งในใจนางยังรู้สึกกระหยิ่มใจ หากไม่ใช่เพราะแรงกระตุ้นจากนางฟ่านอี๋ เวินเส้าตอนนี้ก็คงเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งเท่านั้น
เวินเส้าด้านหนึ่งสร้างชื่อเสียง อีกด้านหนึ่งก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา ในที่สุดก็มาถึงการสอบฮุ่ยซื่อรอบใหม่
เวินโหวและฮูหยินดูตื่นเต้นยิ่งกว่าผู้เข้าสอบอย่างเวินเส้าเสียอีก ความพยายามของลูกชายพวกเขาล้วนเห็นในสายตา พวกเขากลัวแค่ว่าหากลูกชายสอบได้ไม่ดีแล้วเสียกำลังใจจะทำอย่างไร? เดิมทีความรักก็ไม่ราบรื่นอยู่แล้ว หากต้องมาเจ็บช้ำอีกไม่รู้จะเป็นอย่างไร
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกเข้าไปก่อนนะขอรับ" เวินเส้าแบกสัมภาระ เดินเข้าสนามสอบด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่าความตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสการสอบใหญ่เช่นนี้หลังจากผ่านโลกมาตั้งมากมายเชียวนะ!
การสอบสามวิชา ได้แก่ สี่ตำราห้าคัมภีร์ นโยบาย และกวีนิพนธ์ แต่ละรอบใช้เวลาสามวัน กว่าจะสอบเสร็จ เวินเส้าก็เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัว ฝืนปลุกวิญญาณกลับจวน แล้วก็นอนหลับเป็นตาย
เวินโหวและฮูหยินรู้ใจไม่ไปรบกวนเขา ผู้เข้าสอบที่สามารถเดินออกมาได้อย่างเวินเส้านั้นมีน้อยนัก ส่วนใหญ่ล้วนถูกหามออกมากันทั้งนั้น
เวินเส้าพักผ่อนเต็มๆ หนึ่งวัน ถึงได้ออกมาทานข้าว กัดกินเสบียงแห้งมาหลายวัน ร่างกายที่เคยอยู่อย่างสุขสบายประท้วงมานานแล้ว
เวินโหวและฮูหยินเห็นเขาเอาแต่ก้มหน้ากินข้าว ไม่มีอะไรผิดปกติ ก็ถอนหายใจโล่งอก
เวินเส้าก็ไม่ได้อธิบาย ตอนนี้คำพูดใดๆ ล้วนดูจืดจาง รอให้ประกาศผลสอบออกมาเดี๋ยวก็รู้เอง
เมื่อถึงวันประกาศผลสอบปลายเดือนสอง เวินฮูหยินรีบสั่งคนไปดูแต่เช้าตรู่ เวินโหวที่มีงานรัดตัวก็นั่งไม่ติด เดินกลับไปกลับมาในห้องไม่หยุด
"ท่านพี่ ท่านอย่าเดินได้ไหม ข้าเวียนหัว" เวินฮูหยินพูดอย่างหงุดหงิด
เวินโหวถึงได้นั่งลงอย่างเก้อเขิน มองเห็นเจ้าลูกหมาของตนเองนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ก็ให้โมโหขึ้นมา ท่าทางไม่แยแสของเขา กลับทำให้พ่อแม่ที่กังวลจนเกินเหตุกลายเป็นพวกกินปูนร้อนท้องไปเสียได้
กำลังจะอ้าปากสั่งสอนสักสองสามประโยค เวินฮูหยินก็ปรายตามองเขา
อย่าคิดว่านางไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร เวลานี้กล้าด่าลูกชายนาง คืนนี้รอไปนอนห้องหนังสือเถอะ!
เวินโหว: ......
"ฮูหยิน! เรื่องมงคล! เรื่องมงคลขอรับ!" บ่าวรับใช้วิ่งมากระหืดกระหอบ แววตาเต็มไปด้วยความยินดี
"ซื่อจื่อสอบได้อันดับหนึ่ง! เป็นฮุ่ยหยวนขอรับ!"
เวินโหวดีใจใหญ่ "ดี! ดีๆๆ ฮ่าๆๆ เด็กๆ ตบรางวัล!"
เดิมคิดว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถธรรมดา เขาได้เตรียมเส้นทางในราชสำนักไว้ให้แล้ว คิดไม่ถึงว่าลูกชายจะผงาดขึ้นมาอย่างเหนือความคาดหมาย เป็นบุญกุศลของจวนจริงๆ!
เวินฮูหยินเองก็กล่าวว่า "ถ่ายทอดคำสั่งลงไป เดือนนี้เบี้ยหวัดทั้งจวนเพิ่มสามเท่า"
"ขอบคุณท่านโหว! ขอบคุณฮูหยิน!"
เวินเส้าห้ามปรามเวินโหวที่กำลังยิ้มหน้าบานและเตรียมจะจัดงานเลี้ยงใหญ่โต "ท่านพ่อ อย่าเพิ่งรีบร้อน รอผลสอบหน้าพระที่นั่งออกมาก่อนค่อยว่ากัน"
"นั่นสิ อย่าทำท่าทางตื่นตูมไปหน่อยเลย ลูกชายข้าฉลาดอยู่แล้ว" เวินฮูหยินกล่าวอย่างภูมิใจ
เวินโหว: ......ฮูหยิน เมื่อกี้ตอนข้าเสนอจัดงานเลี้ยง เจ้าดูเหมือนจะเป็นคนแรกที่พยักหน้านะ