- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 64 ไม่ยอมเข้าฝั่ง
บทที่ 64 ไม่ยอมเข้าฝั่ง
บทที่ 64 ไม่ยอมเข้าฝั่ง
แต่ป้ากุ้ยฮวากลับมองโลกในแง่ดี “วันนี้ไม่มีของ ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะมีก็ได้ พรุ่งนี้ไม่มี มะรืนก็อาจจะมี พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ ก็ต้องพึ่งพาฟ้าฝนทำมาหากิน ต้องรู้จักอดทน”
ป้ากุ้ยฮวาหย่อนลอบลงไปต่อ
ป้าอาหลานกับลุงเหล่าไล่ก็วางลอบจนเสร็จเรียบร้อย
เจียงหานจึงไม่ได้พูดอะไรมากความอีก
เสี่ยวเป้า หลานชายของป้ากุ้ยฮวาเดินเข้ามาหาเจียงหาน “พี่เจียงหาน มีลูกอมไหม”
ป้ากุ้ยฮวารีบดึงตัวหลานชายกลับไปทันที “ไอ้เด็กคนนี้นี่ ทำไมไปขอลูกอมพี่เจียงหานเขากินแบบนั้นล่ะ ย่าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปเอาของคนอื่น”
เสี่ยวเป้ามองป้ากุ้ยฮวาตาละห้อย “ย่าครับ พี่เจียงหานไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย เขาเป็นพี่ชายข้างบ้านของพวกเรานี่นา”
ป้ากุ้ยฮวาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ดูสิ ว่าเขาไปนั่น ยังจะมาปากดีอีก”
“เสี่ยวเป้าพูดถูกแล้ว ฉันก็คือพี่ชายข้างบ้านของเขาไง”
เจียงหานย่อตัวลงนั่งให้ระดับสายตาเสมอกับเสี่ยวเป้า “วันนี้พี่ไม่ได้พกลูกอมมาด้วย เอาไว้คราวหน้าพี่พกมาแล้วจะเอาให้กินนะ ตกลงไหม”
เสี่ยวเป้าส่งเสียงร้องดีใจทันที
จังหวะที่เจียงหานลุกขึ้น เขาเหลือบไปเห็นหอยหวานตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่
หอยหวานเป็นหอยลายชนิดหนึ่ง ราคาถูกกว่าปลาจาระเม็ดขาวเล็กเสียอีก
แต่ด้วยคติที่ว่าขายุงก็ถือเป็นเนื้อ เจียงหานจึงขยับลอบดักปูไปครอบหอยหวานตัวนั้นไว้
จางไห่ไต้เป็นคนมักน้อย แค่เห็นปลาจาระเม็ดขาวเล็กกับหอยหวานก็ดีใจแล้ว เพราะยังไงนี่ก็เป็นลอบที่เขาเป็นคนวางเองกับมือ
“พี่หาน พี่นี่ดวงดีจริง ๆ”
“ดีอะไรกัน” ครั้งก่อนที่เขาทำแบบนี้ ของที่ครอบได้คือปลาเก๋าบั้งแฉกเชียวนะ
“จะไม่ดีได้ยังไง ก่อนหน้านี้ห้าใบที่ผมดึงขึ้นมาว่างเปล่าหมด มีแค่ใบที่พี่ดึงใบนี้แหละที่มีของ”
เจียงหานคิดดูแล้วก็จริง แต่ที่เขาพึ่งพาไม่ใช่ดวง แต่เป็นดวงตาคู่นี้ต่างหาก
“พี่หาน เราเอาปลากับหอยนี่ไปทำเหยื่อตกปลาไหม”
เจียงหานยิ้มถาม “นายตัดใจได้เหรอ”
“ทำไมจะตัดใจไม่ได้ล่ะ ถ้าไม่มีปลาจาระเม็ดขาวเล็กกับหอยหวานนี่ เราก็ไม่มีเหยื่อแล้วนะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปดูที่อื่นกันก่อน”
พื้นที่ตรงนี้ของเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ แถมยังมีคนมาวางลอบแย่งกันเยอะแยะ ต่อให้พวกเขาวางลอบไปก็คงไม่ได้ผลอะไรมากนัก
เจียงหานบอกให้จางไห่ไต้เก็บลอบขึ้นมา
ป้ากุ้ยฮวามองด้วยความแปลกใจ “ไม่วางลอบแล้วเหรอ เผื่อจะมีของนะ เมื่อวานพวกตาหลัวยังงมของดีจากตรงนี้ได้ตั้งเยอะ”
เดิมทีตาหลัวค่อนข้างดูแคลนเรื่องที่เจียงหานมาวางลอบดักปู นึกไม่ถึงว่าตอนนี้กลับวางเสียดิบดี
สงสัยคงเห็นเจียงหานได้ของดีจากแถวแนวคันกั้นน้ำทะเล ก็เลยแห่มาวางบ้าง
ตอนเจียงหานวางลอบ เขาเลือกวางในจุดที่มีของชุกชุม ถ้าพวกตาหลัววางลอบใกล้ ๆ กับลอบของเขา ก็น่าจะได้ส่วนแบ่งไปบ้าง
แต่สัตว์ทะเลพวกนี้พอโดนจับไปเยอะเข้า ก็เริ่มฉลาด ไม่ยอมว่ายเข้ามาใกล้ฝั่งแถวแนวคันกั้นน้ำนี้แล้ว
“ตรงนี้คนวางเยอะแล้ว ผมไปดูที่อื่นดีกว่า” คำพูดของเจียงหานฟังดูมีเหตุผล
แต่หูของป้าอาหลานกลับผึ่งขึ้นมาทันที “เจียงหาน เอ็งจะไปวางลอบแถวไหนล่ะ”
นางได้ยินกิตติศัพท์มาว่า ตามเจียงหานไปวางลอบแล้วจะได้ของเยอะ
เรื่องหาของทะเลนางอาจจะเกาะกระแสโชคไม่ได้ แต่เรื่องวางลอบนี่น่าจะพอขอแบ่งดวงกันได้บ้าง
ถึงวันนี้จะไม่เห็นเจียงหานงมอะไรขึ้นมาได้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่โชคไม่ดีแค่วันเดียวไม่นับเป็นอะไร นางกับคนอื่นในหมู่บ้านยังคงเชื่อมั่นว่าตามเจียงหานไปไม่มีผิดหวัง
เจียงหานถอนหายใจเบา ๆ “ผมยังคิดไม่ออกเลย”
เดิมทีเจียงหานคิดว่าการวางลอบดักปูก็เข้าท่าดี แค่วางทิ้งไว้ สัตว์ทะเลก็เดินเข้าลอบมาเอง
แทบจะเป็นการนอนกินเปล่า ๆ
แต่ถ้ามีคนคอยมาวางลอบประกบเขาตลอดแบบนี้ เขาคงต้องคอยเปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ ผลประกอบการคงลดฮวบ
ดูท่าเรื่องวางลอบดักปู เขาคงต้องพักไปสักสองสามวัน
เขากับจางไห่ไต้เดินมุ่งหน้าไปทางหาดโคลน
เมื่อก่อนทุกครั้งที่เจียงหานมาที่หาดโคลน โชคของเขาจัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว ต่อให้น้ำลงไม่มาก ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการหาเงินของเขา
แต่วันนี้ พอกวาดสายตามองไป
พื้นที่ที่พอจะลงไปหาของได้ แทบไม่มีของมีค่าอะไรเลย
ที่พอจะเห็นก็มีแค่หอยหวานธรรมดา ๆ แบบเดียวกับที่เขาเพิ่งใช้ลอบจับได้เมื่อกี้
ราคาชั่งละสิบกว่าหยวน
ตัวเล็กแค่นี้ ไม่รู้ต้องจับกี่ตัวถึงจะได้สักชั่ง
ไม่รู้ว่าท่อนไม้จากที่ไหนลอยมาเกยตื้นอยู่ริมฝั่ง
จางไห่ไต้เห็นบนท่อนไม้มีหอยนางรมเกาะอยู่เต็มไปหมด ก็เลยเอาตะขอเกี่ยวไปแงะเนื้อหอยนางรมออกมา
จางไห่ไต้แงะไปกินไปพลาง หันมาถามเจียงหาน “พี่หาน กินไหม”
เมื่อก่อนเจียงหานก็เคยกินดิบ รสชาติมันก็สดหวานดีอยู่หรอก
แต่ตอนนี้เขาเริ่มทำใจกินดิบไม่ค่อยลงแล้ว
“ฉันเอาไปนึ่งกินกับไข่ตุ๋นดีกว่า”
หอยนางรมพวกนี้รสชาติใช้ได้ แต่ราคาไม่แพง
ถูกกว่าหอยหวานเยอะ
ของพวกนี้ก็เหมือนกับหอยแมลงภู่ ถ้าไม่มีอะไรจะกินจริง ๆ เดินวน ๆ แถวชายหาดหน่อยก็พอหาได้
จางไห่ไต้เองก็ไม่ได้กะจะเอาไปขาย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่แงะเอาแต่เนื้อออกมา
เขาเอาเนื้อหอยใส่รวมไว้ในกระป๋องเล็ก ๆ ที่ล้างสะอาดแล้ว
“พี่หาน เดี๋ยวผมไปหาของแถวไหนดี”
ตอนนี้จางไห่ไต้ชินกับการให้เจียงหานเป็นคนชี้เป้าให้แล้ว
เจียงหานถอนหายใจ วันนี้เป็นวันที่เขาหาของได้น้อยที่สุดตั้งแต่ออกมาหาของทะเลครั้งแรกเลย
เขาวิ่งวนรอบหาดโคลน ในระยะสายตา 210 เมตร ไม่มีของมีค่าอะไรเลยจริง ๆ
วิ่งวุ่นมาตั้งนาน ในมือมีแค่หอยเชลล์สองตัว
วันนี้พอเห็นหน้าเย่เถียนเถียนแต่เช้า เขาก็สังหรณ์ใจว่าจะดวงซวย
นึกไม่ถึงว่าจะซวยจริง ๆ
เจอผู้หญิงคนนั้น ไม่มีเรื่องดีเลยจริง ๆ ให้ตายสิ
เจียงหานโยนหอยเชลล์สองตัวลงในถังน้ำ “นายรู้วิธีแก้เคล็ดล้างซวยบ้างไหม”
จางไห่ไต้เกาหัวแกรก ๆ “ผมจะไปรู้ได้ยังไง ถ้าจะขอโชคขอลาภ คนในหมู่บ้านเขาก็ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ไหว้เจ้าสมุทร ไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย หรือไม่ก็ไหว้บรรพบุรุษตัวเอง”
เจียงหานตบหน้าผากฉาดใหญ่นึกขึ้นได้ คราวก่อนพี่สาวยังชวนเขาไปไหว้พ่อกับแม่อยู่เลย
ผ่านไปตั้งหลายวันแล้ว พวกเขายังไม่ได้ไปกันเลย
เจียงหานเหวี่ยงเป้ขึ้นหลัง “ไป กลับบ้านกัน เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปไหว้พ่อกับแม่ที่หลุมศพหน่อย”
สถานการณ์วันนี้ ขืนหาต่อก็คงไม่ได้อะไร
จางไห่ไต้แม้จะแปลกใจ แต่คำพูดของพี่หานถูกต้องเสมอ
เขาก็เลยเก็บข้าวของเดินตามหลังเจียงหานต้อย ๆ
“พี่หาน ผมยังไม่เข้าเมืองนะ มื้อเที่ยงขอฝากท้องบ้านพี่แล้วกัน เดี๋ยวผมเอาไข่มาตุ๋นหอยนางรม แล้วก็ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกันสักสองห่อ”
“ได้สิ ไข่ไก่นายไปเอาที่บ้านป้ากุ้ยฮวานะ เดี๋ยวอีกสองสามวันฉันค่อยไปเคลียร์บัญชีกับแกทีเดียว”
เจียงหานกลับถึงหมู่บ้าน โทรศัพท์หาเจียงเฟิ่งสองสาย แต่ไม่มีคนรับ เขาเลยส่งข้อความทิ้งไว้
[เจียงหาน: พี่ครับ ผมไปเยี่ยมพ่อกับแม่ก่อนนะ ไว้คราวหน้าค่อยไปพร้อมพี่]
ส่งข้อความเสร็จ เจียงหานก็ขึ้นเขาไปที่ศาลเจ้า ซื้อธูปเทียนน้ำมันตะเกียง และกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับเผาไปให้บรรพบุรุษ