- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 63 ทำไมถึงซื้อของเยอะแยะขนาดนี้?
บทที่ 63 ทำไมถึงซื้อของเยอะแยะขนาดนี้?
บทที่ 63 ทำไมถึงซื้อของเยอะแยะขนาดนี้?
เครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้อาจจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของบ้านพี่สาวให้ดีขึ้นได้ก็จริง แต่มันก็จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของบ้านพี่สาวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รายได้ของบ้านพี่สาวตอนนี้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนของพี่เขยที่ทำงานโรงงานเพียงทางเดียว เงินจำนวนนั้นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของคนทั้งครอบครัว พี่สาวจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด เงินหนึ่งหยวนต้องคิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมควักออกมา
ถ้าเป็นไปได้ เขาควรหาวิธีช่วยให้รายได้ของครอบครัวพี่สาวเพิ่มขึ้นทีละนิดจะดีกว่า
ป้าหลี่กับป้าจินจวี๋มองเจียงหานด้วยความประหลาดใจ
“ทำไม บ้านพี่สาวเอ็งก็ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเหมือนกันเหรอ”
“ใช่ครับ” เจียงหานไม่ได้อธิบายอะไรมากความ เขาแค่อยากใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้คนอื่นเห็น
จางไห่ไต้เดินเข้ามาในบ้าน “พี่หาน ที่บ้านทำไมคึกคักจัง”
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเย่เถียนเถียน เขาไม่คิดว่าเย่เถียนเถียนจะมาอยู่ที่บ้านของพี่หานได้
เขาลอบสังเกตสีหน้าของเจียงหาน พอเห็นว่าเจียงหานไม่ได้มีท่าทีต้อนรับขับสู้เย่เถียนเถียน เขาจึงฉลาดพอที่จะไม่เอาหน้าไปแนบก้นเย็น ๆ ของเธอ
“พี่หาน เราไปหาของทะเลกันเถอะ”
จางไห่ไต้เดิมทีคิดว่าเจียงหานคงต้องพักผ่อนต่ออีกสักวันสองวัน
นึกไม่ถึงว่าเมื่อชั่วโมงก่อน เจียงหานจะส่งข้อความมาบอกเขาว่าร่างกายหายดีเป็นปกติแล้ว
วันนี้สามารถออกไปหาของทะเลได้
“ได้สิ เดี๋ยวเราเตรียมของกันหน่อย”
อุปกรณ์หาของทะเลทั้งหมดเก็บรวมกันไว้ในห้องเก็บของ พวกเขาใช้เวลาจัดเตรียมไม่นานก็เรียบร้อย
ป้าหลี่กับป้าจินจวี๋รู้สึกเกรงใจขึ้นมา “พวกเอ็งจะไปหาของทะเลกันเหรอ งั้นพวกเอ็งยุ่งกันไปเถอะ พวกป้ากลับก่อนนะ”
ใจจริงพวกป้าอยากจะเตือนเจียงหานว่าวันนี้เป็นช่วงน้ำตาย น้ำไม่ลงมากนัก คงไม่มีของอะไรให้หา
แต่พอนึกถึงผลงานการหาของในช่วงน้ำตายของเจียงหานครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งสองคนก็เลือกที่จะหุบปากเงียบ
ป้าทั้งสองกลับไปแล้ว แต่เย่เถียนเถียนยังคงยืนปักหลักอยู่ในห้องโถง
เจียงหานขมวดคิ้ว เขาปิดแอร์และสะพายเป้ขึ้นหลังเรียบร้อยแล้ว แต่เย่เถียนเถียนกลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวไปไหน
เย่เถียนเถียนจ้องหน้าเจียงหานเขม็ง “เดี๋ยวนี้เพื่อเงินแล้ว นายถึงกับยอมทำทุกอย่างไม่เลือกวิธีการเลยเหรอ”
“เย่เถียนเถียน เธอมีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ อ้อมค้อมอยู่ได้ ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่”
สายตาของเย่เถียนเถียนตวัดไปทางจางไห่ไต้ “เจียงหาน ถึงนายไม่ยอมรับ แต่ฉันก็รู้ไส้นายหมดแล้ว ที่ฉันพูดเพราะหวังดีนะ ฉันอยากให้นายกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดี”
ถ้าเจียงหานไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมาย แค่เวลาครึ่งเดือน เขาจะไปเอาเงินมาจากไหนมาซื้อข้าวของพวกนี้
เธอมั่นใจมากว่าก่อนที่พวกเขาจะเลิกกัน เธอสูบเลือดสูบเนื้อเจียงหานจนหมดตัวแล้ว
เจียงหานรู้สึกขบขัน ที่แท้เธอก็คิดว่าเขากับจางไห่ไต้ร่วมมือกันทำเรื่องไม่ดีนี่เอง
ต้องยอมรับว่าจินตนาการของเธอก็ล้ำเลิศใช้ได้
“เย่เถียนเถียน ถ้าเธอคิดว่าฉันทำผิดกฎหมาย ก็เชิญเธอไปแจ้งตำรวจจับฉันได้เลย แต่ตอนนี้กรุณาออกไปจากบ้านฉัน ไม่อย่างนั้นถ้าบ้านฉันมีของหายไป ฉันนี่แหละจะเป็นคนแจ้งจับเธอ”
“นาย...” เย่เถียนเถียนโกรธจนกระทืบเท้า “นายคิดว่าฉันอยากจะอยู่ที่บ้านนายนักหรือไง”
เธอหมุนตัวเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากบ้านเจียงหาน แต่เดินไปได้สองก้าว เธอก็หยุดแล้วหันกลับมามองเจียงหานอีกครั้ง
“เจียงหาน เห็นแก่ที่เราโตมาด้วยกัน ฉันจะไม่ไปแจ้งความหรอกนะ”
เธอจะคอยดูเขาถลำลึกลงสู่หุบเหวทีละก้าว จนสุดท้ายก็ตกลงไปในนรกที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
เพราะอาชีพที่ทำเงินได้เร็วและเยอะ ส่วนใหญ่มันก็เขียนอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งนั้นแหละ
เจียงหานยืนยันความคิดเดิมได้อีกครั้งว่าสมองของเย่เถียนเถียนคงมีปัญหาแน่ ๆ
นี่คงเรียนหนังสือจนเพี้ยนไปแล้วสินะ?
โทรศัพท์มือถือของเขาสั่นเตือน เป็นข้อความจากหม่าเสี่ยวเหม่ย
[หม่าเสี่ยวเหม่ย: ขอบคุณสำหรับของแห้งที่ส่งมาให้นะคะ ฉันกับพี่ยังเที่ยวอยู่เลย พ่อฉันเป็นคนรับของ พ่อเอาไปต้มซุปแล้วบอกว่ารสชาติดีมาก]
[เจียงหาน: พวกคุณชอบก็ดีแล้วครับ]
เห็นเย่เถียนเถียนยังยืนอยู่ที่เดิม เจียงหานกับจางไห่ไต้ก็ทำเป็นมองไม่เห็น เดินผ่านหน้าเธอไปดื้อ ๆ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
เย่เถียนเถียนยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น เมื่อกี้เธอรู้สึกคุ้น ๆ โทรศัพท์เครื่องนั้น
ตอนนี้เธอนึกออกแล้ว นั่นมันรุ่นใหม่ล่าสุดของฟางเหวยไม่ใช่เหรอ
จำได้ว่าราคาตั้งเจ็ดพันกว่าหยวน
ตอนนี้เจียงหานรวยขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ?
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามปลอบใจตัวเองสุดฤทธิ์ว่า นี่ต้องเป็นเงินที่เขาได้มาจากการทำเรื่องชั่ว ๆ กับจางไห่ไต้แน่ ๆ
ไม่แน่อีกวันสองวันเขาอาจจะโดนตำรวจจับไปแล้วก็ได้
ไม่ว่าจะคิดยังไง เธอก็ไม่มีทางเชื่อมโยงเรื่องพวกนี้เข้ากับการหาของทะเลได้เลย
เจียงหานไม่คิดจะไปไกลนัก ตั้งใจจะไปเดินเล่นแถวหาดโคลนเจ้าประจำ
ตอนเดินผ่านแนวคันกั้นน้ำทะเล เจียงหานกับจางไห่ไต้ก็เห็นลอบดักปูหกใบนั้น
จางไห่ไต้เอ่ยขึ้นว่า “ผมอยากดูหน่อยว่าในลอบมีของไหม”
พี่หานบอกว่าลอบพวกนี้เป็นของพี่หาน ของที่จับได้ในลอบก็ต้องเป็นของพี่หาน
เขาไม่อยากเอาเปรียบพี่หาน และในขณะเดียวกันก็กลัวว่าถ้าตัวเองได้ส่วนแบ่งมากเกินไป จะรู้สึกละอายใจ
เจียงหานตั้งใจจะบอกว่าไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ แต่พอเห็นท่าทางกระตือรือร้นของจางไห่ไต้ ก็เลยปล่อยเลยตามเลย
จางไห่ไต้ดึงลอบใบแรกขึ้นมา ข้างในว่างเปล่า
จางไห่ไต้ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะคราวที่แล้วตอนเขามาเก็บลอบให้เจียงหาน ลอบใบแรกก็ว่างเปล่าเหมือนกัน
แต่พอเขาดึงลอบขึ้นมาอีกสี่ใบติดต่อกัน ปรากฏว่าทุกใบว่างเปล่าหมด
ชั่วขณะนั้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปดึงลอบใบที่หก
“พี่หาน หรือว่าลอบใบที่หกพี่มาดึงเองดีกว่า”
เจียงหานลองดมกลิ่นลอบดักปูดู
มีคำกล่าวว่า อวนหรือลอบที่ใช้ไปนาน ๆ จะมีกลิ่นเฉพาะตัวบางอย่างติดอยู่
สัตว์ทะเลพอได้กลิ่นนี้ก็จะเกิดความกลัวและหนีไป
ดังนั้นพวกอวนและลอบจึงต้องหมั่นทำความสะอาดและตากแดดฆ่าเชื้อบ่อย ๆ
แต่ลอบของเขาเพิ่งใช้ไปไม่กี่ครั้ง ยังไม่มีกลิ่นอะไรติด
คงไม่ใช่สาเหตุที่เขาคิดหรอกมั้ง
เขาเดินไปข้าง ๆ จางไห่ไต้ “ก็ได้ งั้นฉันดึงเอง”
ตำแหน่งที่วางลอบ ก็เป็นไปตามที่จางไห่ไต้บอกคราวที่แล้ว คือขยับจากตำแหน่งเดิมไปประมาณ 20 เมตร
การทำแบบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เจียงหานมองทะลุผิวน้ำลงไปถึงก้นทะเล ในลอบว่างเปล่าโล่งโจ้ง ไม่มีอะไรจริง ๆ ถ้าเขาดึงลอบขึ้นมาดื้อ ๆ รอบนี้คงได้คว้าน้ำเหลวกลับไปแน่
จางไห่ไต้ไม่เข้าใจว่าทำไมเจียงหานถึงยืนนิ่งไม่ขยับ แต่ก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร
เจียงหานรออยู่สักพัก ถึงได้เห็นปลาจาระเม็ดขาวเล็กขนาดประมาณหนึ่งชั่งว่ายผ่านมา
เขาทำเหมือนครั้งก่อนเปี๊ยบ คือเขย่าลอบดักปูให้ปลาจาระเม็ดขาวเล็กตัวนั้นว่ายหลงเข้าไปข้างใน
ปลาจาระเม็ดขาวเล็กราคาน่าจะประมาณยี่สิบสามสิบหยวนต่อชั่ง
รอบนี้ได้กำไรมาแค่ยี่สิบสามสิบหยวน
แต่อย่างน้อยมีของติดมือมาตัวหนึ่ง ก็ไม่ถือว่าคว้าน้ำเหลว
จะว่าไปก็แปลก คราวที่แล้วตอนเขามา แถวนี้ยังมีของทะเลชุกชุมอยู่เลย มารอบนี้ แถวแนวคันกั้นน้ำทะเลกลับแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว
ตอนนี้ระยะสแกนของเจียงหานคือ 210 เมตร เจียงหานมองออกไปไกล ๆ เห็นว่าในระยะ 50 เมตรห่างออกไปจากแนวคันกั้นน้ำทะเล ของทะเลเริ่มหนาตาขึ้น
ไม่ใช่ว่าไม่มีของ แต่ของมันไม่ยอมว่ายเข้ามาใกล้ฝั่งต่างหาก
ตอนนั้นเอง ป้าอาหลานกับลุงเหล่าไล่ก็หอบลอบมาเป็นกองพะเนิน หลายใบเป็นลอบสี่เหลี่ยมแบบพับได้
พวกเขาทักทายเจียงหานกับจางไห่ไต้ แล้วก็เริ่มหย่อนลอบลงน้ำ
ต่อมาป้ากุ้ยฮวาก็จูงหลานชายตัวน้อยมาร่วมวงด้วย “เจียงหาน มาเก็บลอบเหรอ วันนี้ได้อะไรบ้างล่ะ”
“วันนี้ไม่มีของเลยครับ” เจียงหานเตือนพวกเขาด้วยความหวังดี
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ลอบที่พวกเขาวางไว้คงเสียแรงเปล่า