- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 19 หอยหมวกเจ๊ก
บทที่ 19 หอยหมวกเจ๊ก
บทที่ 19 หอยหมวกเจ๊ก
“ดูสิ ตัวเล็กๆ ร่วงออกจากรูไปหมดแล้ว”
เจียงหานรู้สึกคอแห้งผาก พาผู้หญิงมาหาของทะเลด้วยนี่กระทบสปีดการหาเงินของเขาจริงๆ
“หอยมะระจิ๋วตัวเล็กมากๆ มันกินไม่ได้ การกรองตัวเล็กๆ ทิ้งไปตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ช่วยลดภาระตอนคัดแยกทีหลัง”
สองสาวคาดไม่ถึงว่าจะมีเหตุผลนี้ซ่อนอยู่ เป็นพวกเธอที่โลกแคบเองสินะ
“หอยเยอะขนาดนี้ พวกเราไม่รวยแย่เหรอคะ?”
เจียงหานชี้มือไปข้างหลัง ข้างหลังมีคนเดินกันขวักไขว่เต็มไปหมด
ทุกคนรู้กันดีว่าวันน้ำเกิดของจะเยอะ คนที่ปกติไม่ค่อยออกมาหาของก็แห่กันออกมาวันนี้
พวกป้าๆ มือไวกว่าพวกเขาเยอะ ถ้ามัวแต่งมเก็บแต่หอยมะระจิ๋ว พวกเขาคงได้แค่เศษเงิน
แถมราคาหอยมะระจิ๋วก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย
ป้าอาหลานยิ้มทักเจียงหาน “เจียงหาน ตอนอยู่หาดเลนดวงเธอดีจริงๆ แต่ที่นี่คือโขดหิน ของทุกอย่างวางแผ่หราอยู่บนหินเห็นกันโต้งๆ คราวนี้ดวงเธอคงจะเท่าๆ กับพวกเราแล้วล่ะมั้ง?”
เจียงหานยิ้มตอบป้าอาหลาน “ผมก็บอกแล้วไงครับ วันนั้นผมแค่ฟลุ๊กเหยียบขี้หมาดวงดีเฉยๆ”
พูดจบเขาก็กระโดดลงจากก้อนหิน ก้มลงเก็บปลาตาเดียวสองตัวที่เกยตื้นอยู่ใส่ลงถัง
ป้าอาหลาน: “...”
ป้าจินจวี๋: “เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งเดินผ่านตรงนั้น ทำไมฉันไม่เห็นปลาตาเดียวสักตัว?”
ลุงหลัว: “ปลาตาเดียวมันเปลี่ยนสีได้ เขาเรียกว่าสีพรางตัว มันปรับสีให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ ตาปลาตายอย่างเธอจะไปมองเห็นได้ยังไง”
ป้าจินจวี๋: “ตาแก่ปากเสีย ว่าใครตาปลาตายฮะ!”
ลุงหลัว: “โอ๊ยๆๆ พูดกันดีๆ สิ อย่าลงไม้ลงมือ!”
ลุงหลัวเลิกหาของทะเล หิ้วถังวิ่งหนีแน่บ
หม่าเสี่ยวเม่ยร้องอุทาน “เจียงหาน คุณทำได้ไงเนี่ย? แค่ก้มๆ เงยๆ ก็เก็บปลาได้แล้ว!”
เจียงหานผูกมัดกับระบบฟังก์ชันสแกน ตอนแรกเขาก็หวั่นใจว่าระบบจะใช้การได้ไม่ดีในเขตโขดหินแบบนี้
แต่พอมาถึงหน้างานถึงได้รู้ว่า ต่อให้เป็นโขดหิน ก็ไม่อาจขวางกั้นประสิทธิภาพของเขาได้
สายตาของเขาดีวันดีคืนจริงๆ
ในรัศมียี่สิบเมตร ต่อให้เป็นของที่วางอยู่บนพื้น เขาก็มองเห็นชัดแจ๋ว
แม้แต่ปลาตาเดียวที่มีสีพรางตัวเนียนสนิท ในสายตาของเขา มันกลับแบ่งแยกออกจากสภาพแวดล้อมอย่างชัดเจน
หม่าเสี่ยวเม่ยมองปลาตัวนั้นแล้วรู้สึกคุ้นตา “พี่ ดูปลาตัวนี้สิ ใช่ปลาที่แม่ชอบสั่งให้ส่งเครื่องบินมาหรือเปล่า?”
หม่าเสี่ยวเหม่ยพินิจดู “เหมือนจะใช่นะ แม่บอกว่าปลาชนิดนี้กินแล้วผิวสวย เลยสั่งมาส่งทางเครื่องบินบ่อยๆ”
จางไห่ไต้ปรายตามองสองสาวเรียบๆ สั่งส่งทางเครื่องบินเชียวเหรอ บ้านไม่ได้เปิดภัตตาคารสักหน่อย ใครเขาจะว่างจ้างเครื่องบินขนอาหารทะเลมากินเล่นบ่อยๆ กัน
เจียงหานเรียกจางไห่ไต้คำหนึ่ง จางไห่ไต้ก็ดึงสติกลับมา
“ไห่ไต้ เราไปดูตรงโน้นกัน”
จางไห่ไต้เชื่อใจเจียงหานเกินร้อย รีบหิ้วถังเดินตามไปทันที
ชาวบ้านบางคนมองตามไป ด้วยสายตาคนทั่วไป พวกเขาเห็นแค่ก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ไม่เห็นความแตกต่างอะไร
พวกเขาไม่คิดว่าเจียงหานจะมองเห็นอะไรได้ไกลขนาดนั้น คงแค่ชี้มั่วๆ ไปอย่างนั้นเอง
อีกอย่าง ผู้ชายสองคนพาผู้หญิงมาด้วยสองคน หินก้อนนั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แค่สี่คนนั้นไปยืนก็เต็มพื้นที่แล้ว คนอื่นจะเบียดเข้าไปแจมคงลำบาก
พอไปถึง หม่าเสี่ยวเหม่ยกับหม่าเสี่ยวเม่ยก็สังเกตเห็นความแตกต่าง
“หอยตรงนี้หน้าตาไม่เหมือนตรงโน้นเลยแฮะ”
จางไห่ไต้เองก็มองเห็นชัดแล้ว พวกนี้คือ ‘หอยหมวกเจ๊ก’
ต่อมความอยากรู้ของสองสาวทำงานอีกครั้ง “นี่ใช่เป๋าฮื้อหรือเปล่าคะ?”
เป๋าฮื้อพวกเธอกินบ่อย ก็เลยพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง
เจียงหานจิบน้ำ แล้วเริ่มบรรยาย “เจ้านี่หน้าตาคล้ายเป๋าฮื้อ บางที่ก็เรียกเป๋าฮื้อเล็ก แต่แถวบ้านเราเรียก ‘หอยหมวกเจ๊ก’ ถ้าเทียบกับเป๋าฮื้อแล้ว ตัวมันเล็กมากและโตยาก แต่ถ้าพูดถึงรสชาติหลังจากปรุงสุกแล้ว เนื้อสัมผัสดีกว่าเป๋าฮื้อเสียอีก”
“แพงไหมคะ?” หม่าเสี่ยวเหม่ยถาม
“ราคาเป๊ะๆ ผมไม่รู้ แต่แพงกว่าหอยมะระจิ๋วพวกนั้นแน่นอน”
หอยหมวกเจ๊กตามธรรมชาติ ราคาน่าจะเกินหนึ่งร้อยหยวนต่อชั่ง นี่คือเขาประเมินแบบต่ำๆ แล้วนะ ถ้าเป็นของป่าเกรดดี เผลอๆ อาจพุ่งไปถึงสองร้อยหยวนต่อชั่ง
แถมตรงนี้ยังมี ‘ลิ่นทะเล’ อีก ลิ่นทะเลราคาก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน
พอได้ยินว่าของพวกนี้ราคาแพง สองพี่น้องก็หูผึ่ง กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
เจียงหานกับจางไห่ไต้มีเสียมแบนแค่คนละอัน พวกเธอเลยไม่กล้าเอ่ยปากขอ
แต่พวกเธอก็ไม่ยอมแพ้ ใช้มือเปล่าๆ นี่แหละจับ
ใส่ถุงมือจับไม่ถนัด ก็ถอดถุงมือออก
หอยหมวกเจ๊กไม่มีพิษ ไม่มีหนาม
เจียงหานเห็นพวกเธอถอดถุงมือก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร
“จะจับหอยหมวกเจ๊กต้องมือไว ไม่งั้นถ้ามันดูดติดหินแน่นแล้วจะแกะยาก”
เป็นจริงอย่างที่เจียงหานว่า
ใต้ท้องหอยหมวกเจ๊กมีแรงดูดมหาศาล พอรู้ตัวว่ามีคนจะจับ มันก็ดูดติดกับก้อนหินแน่นหนึบ
แต่หม่าเสี่ยวเหม่ยกับหม่าเสี่ยวเม่ยก็มีวิธีของพวกเธอ
ที่บ้านเจียงหานมีคีมคีบปลาไหลเยอะ เขาเลยแบ่งให้พวกเธอคนละอัน
พวกเธอใช้คีมคีบปลาไหลเคาะหอยหมวกเจ๊กทีเผลอ จนหลุดออกมาได้
ลิ่นทะเลที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือพวกเธอเช่นกัน
“ลิ่นทะเลตากแห้ง คือไอ้ตัวนี้เอาไปตากแห้งใช่ไหมคะ? เวลาแม่ต้มโจ๊กชอบใส่เจ้านี่ลงไปกำมือหนึ่ง”
เจียงหานสะอึก ลิ่นทะเลตากแห้งตามท้องตลาดราคาปาเข้าไปพันกว่าหยวนต่อชั่งแล้วมั้ง ถ้าเกรดดีๆ อาจเหยียบสองพัน
ใส่ลงไปต้มโจ๊กกำมือหนึ่ง ต้นทุนหม้อนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ
จู่ๆ หม่าเสี่ยวเม่ยก็กรีดร้องเสียงหลง เจียงหานนึกว่าเกิดเรื่องใหญ่
ที่แท้เธอก็แค่เจอแมลงสาบทะเล
แถวโขดหินมีแมลงสาบทะเลเยอะแยะ ถ้าเจอแค่นี้แล้วตกใจ เจียงหานคงหัวใจวายตายไปนานแล้ว
เจียงหานเลิกสนใจผู้หญิงสองคนนี้
ปล่อยให้พวกเธอเล่นไป
เขาปล่อยให้สามคนนั้นจัดการหอยหมวกเจ๊กกับลิ่นทะเลตรงนี้ไป
ส่วนตัวเองปลีกตัวไปที่โขดหินอีกก้อน
เขาพบว่าดวงตาคู่นี้ ไม่เพียงมองทะลุพื้นโคลน แต่ยังมองทะลุซอกหินหรือใต้ก้อนหินได้ด้วย
หลังน้ำลด สัตว์ทะเลมากมายมักจะมุดเข้าไปหลบตามใต้หิน
คนที่แรงเยอะหน่อยก็จะไล่พลิกหินหาเอาดื้อๆ ส่วนคนที่แรงน้อย ก็จะใช้คีมคีบปลาไหลแยงเข้าไปสุ่มวัดดวงในซอกหิน
แต่เขาไม่ต้องทำแบบนั้น เขามองเห็นสถานการณ์ใต้หินได้ทะลุปรุโปร่ง
พอเห็นหมึกสายตัวหนึ่ง เขาใช้คีมคีบปลาไหลหนีบหนวดมันไว้เส้นหนึ่ง
เจ้าหมึกสายแรงเยอะใช่เล่น เขาเริ่มยื้อยุดฉุดกระชากกับมัน
ทันใดนั้น หม่าเสี่ยวเหม่ยก็กรีดร้องขึ้นมาอีก
เจียงหานนึกว่าเจอแมลงสาบทะเลอีกแล้ว เลยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นดู
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้อนรนของหม่าเสี่ยวเม่ย “พี่คะ! เลือดไหลแล้ว!”
เจียงหานจำต้องปล่อยหมึกสายตัวนั้น แล้ววิ่งไปดูอาการ
เห็นนิ้วของหม่าเสี่ยวเหม่ยมีเลือดหยด เขารีบบีบเลือดเสียออก แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่พกติดตัวมาจัดการแผลให้
จากนั้นโรยผงลิ้นทะเลห้ามเลือด แล้วแปะพลาสเตอร์ยาให้เรียบร้อย
“พี่หาน ขอโทษครับ ผมดูพวกเธอไม่ดีเอง”
จางไห่ไต้รู้สึกผิด พวกเธออยู่ข้างๆ เขาแท้ๆ แต่เขากลับดูแลไม่ดี