- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 2 ระบบสแกนไร้ขีดจำกัด
บทที่ 2 ระบบสแกนไร้ขีดจำกัด
บทที่ 2 ระบบสแกนไร้ขีดจำกัด
หมวกสานใบกว้างที่สวมอยู่นี้ ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หมวกตงพัว’ หรือหมวกกุ้ยเล้ย นอกจากจะกันแดดได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังกันฝนได้อีกด้วย ถือเป็นไอเทมสามัญประจำตัวของชาวเกาะ
ถึงจะมีหมวกกันแดด แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ต้องตากลมตากแดด ผิวพรรณของชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเข้มกว่าคนบนฝั่งอยู่เฉดหนึ่ง ยกเว้นพวกที่โชคดีได้รับยีนเด่นมาแต่เกิด
ก็แน่ล่ะ ใครมันจะใส่หมวกตลอดเวลา แค่เดินไปเด็ดต้นหอมในสวนหลังบ้านก็คงไม่คว้าหมวกมาใส่หรอก
ผิวของเจียงหานเองก็ไม่ได้ขาวผ่อง แต่โชคดีที่เขาตัวสูงโปร่งและหน้าตาดี ผิวสีแทนเข้มหน่อยๆ เลยยิ่งขับให้เขาดูคมเข้มและมีเสน่ห์แบบลูกผู้ชาย ต่อให้จับไปยืนรวมกลุ่มกับหนุ่มหน้าขาวในเมือง เขาก็ยังดูโดดเด่นสะดุดตาอยู่ดี
เจียงหานเดินทอดน่องจนมาถึงชายทะเล
ภาพจำของคนบนฝั่งเวลานึกถึงทะเล มักจะเป็นหาดทรายสีทองตัดกับน้ำทะเลสีคราม แต่ความเป็นจริงแล้ว ชายฝั่งหลายแห่งไม่ได้มีหาดทรายสวยงามแบบนั้น
จุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้คือ ‘หาดเลน’ มองออกไปเห็นแต่โคลนตมดำทะมึนสุดลูกหูลูกตา
สมัยเด็กๆ เจียงหานชอบมาเกลือกกลิ้งเล่นบนหาดเลนนี้ประจำ กลับบ้านไปทีไรตัวมอมแมมเหมือนลูกหมาตกโคลน จนโดนพี่สาวฟาดก้นลายไปหลายที
มองดูน้ำทะเลที่กำลังลดระดับลงเรื่อยๆ เจียงหานแปลกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าวันนี้เวลานี้จะเป็นช่วงน้ำลง
“ไม่ต้องมองหรอก วันนี้เป็นวันน้ำตาย” ลุงหลัวถือแก้วชาเดินผ่านมาพอดี
ช่วงน้ำเกิด (น้ำลงใหญ่) น้ำทะเลจะลดต่ำลงมาก ทำให้หากุ้งหอยปูปลาได้เยอะ ส่วนช่วงน้ำตาย (น้ำลงเล็ก) ก็จะตรงกันข้าม น้ำลดน้อย ของที่หาได้ก็น้อยตาม
เจียงหานไม่ได้สนใจเรื่องน้ำเกิดน้ำตายอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาหาของทะเล
แต่สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กแสบสองคนกำลังง่วนอยู่กลางหาดเลน
คนหนึ่งถือพลั่วขุดดินแซะๆ อีกคนถือคราดเหล็กขูดๆ
อุปกรณ์ครบมือ แต่ดูเหมือนของในถังจะว่างเปล่า
เห็นแล้วเจียงหานก็เผลอหลุดขำออกมา
เด็กสองคนนั้นหยุดมือทันที ราวกับรู้ตัวว่าโดนหัวเราะเยาะ ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองเจียงหานเป็นตาเดียว
“เฮ้ย! หัวเราะอะไร?”
“ลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ยเรา?”
เกาะเจียววาห่างไกลความเจริญขนาดนี้ คงไม่มีคนนอกหลงเข้ามาแน่
“พ่อฉันชื่อหวังฟา”
“พ่อฉันชื่อหลี่โถว”
เจียงหานชะงักไป สองครอบครัวนี้บ้านอยู่ติดกัน เป็นเพื่อนบ้านกันนี่เอง
หวังฟากับหลี่โถวอายุมากกว่าเขาแค่สามสี่ปี นึกไม่ถึงว่าลูกจะโตขนาดนี้แล้ว
“อย่าคิดว่ารู้จักพ่อพวกเราแล้วพวกเราจะกลัวนะ พ่อเราไปทำงานในเมืองใหญ่ นายไม่เจอเขาหรอก”
ที่แท้ก็เด็กที่พ่อแม่ฝากเลี้ยงไว้กับปู่ย่าตายาย
เด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในสภาพนี้ พ่อแม่มองว่าพาไปทำงานด้วยไม่สะดวก เลยทิ้งไว้ให้คนแก่ดูแล
คิดดูแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน
พอเห็นเจียงหานชะเง้อมองไปที่ถังน้ำ เด็กแสบสองคนก็รีบเอามือป้องถังไว้ทันที
“โตป่านนี้แล้ว อย่าบอกนะว่าจะมาแย่งของเด็ก?”
เจียงหานถึงกับพูดไม่ออก หน้าตาเขาดูเหมือนโจรขนาดนั้นเลยรึไง?
อีกอย่าง ของในถังพวกเอ็งน่ะ... เขาไม่แลด้วยซ้ำ
จู่ๆ เจียงหานก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมา คลื่นไส้เหมือนจะอาเจียน
แต่พออาการพะอืดพะอมหายไป
เขากระพริบตาถี่ๆ รู้สึกเหมือนสายตาจะแจ่มชัดขึ้นผิดหูผิดตา
เรียนหนังสือมาจนจบปริญญา ถึงจะไม่ได้ใส่แว่น แต่สายตาก็ต้องสั้นลงบ้างตามประสาคนอ่านหนังสือเยอะ
แต่นี่... เขากลับมองเห็นทุกอย่างชัดแจ๋ว
ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ก็ดังขึ้นในหัว
[โฮสต์หันหน้าสู่ทะเล เงื่อนไขครบถ้วน ระบบสแกนไร้ขีดจำกัดตื่นขึ้นแล้ว ต้องการติดตั้งหรือไม่...]
ระบบสแกนไร้ขีดจำกัด?
เจียงหานตอบตกลงในใจโดยไม่ต้องคิด
ชั่วอึดใจต่อมา พอมองไปที่หาดเลนอีกครั้ง คุณพระช่วย! เขามองทะลุโคลนตมลงไปได้!
บนผิวดินอาจจะดูว่างเปล่า แต่ลึกลงไปในเลนโคลนกลับเต็มไปด้วยหอยนานาชนิด และที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือ...
กั้ง!
มีกั้งซ่อนตัวอยู่เพียบ!
เพียงแต่ระยะสแกนมันค่อนข้างสั้น
เจียงหานกะด้วยสายตา รัศมีการมองเห็นน่าจะอยู่แค่ประมาณสิบเมตร
เขาลองวิ่งเหยาะๆ ไปตามชายฝั่ง พบว่ารัศมีการมองเห็นเคลื่อนที่ไปตามตัวเขาด้วย
มองดูกั้งตัวอวบๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โคลน เจียงหานถึงกับกลืนน้ำลายเอือก... นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!
ในหัวเริ่มจินตนาการถึงเมนูกั้งสารพัดอย่าง
ตอนเรียนอยู่ในเมืองใหญ่ เขาแทบไม่แตะอาหารทะเลเลย ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เพราะมันแพงหูฉี่ต่างหาก
หวังเสี่ยวเป่ากับหลี่เสี่ยวหยาเห็นสีหน้าเจียงหานเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง แถมยังวิ่งไปวิ่งมาทำท่าทางแปลกๆ ก็เริ่มกลัว
หรือว่าคำพูดเมื่อกี้จะไปกระตุ้นต่อมบ้าของหมอนี่เข้า?
“น้า... น้าไม่เป็นไรใช่มั้ย?”
“น้าคงไม่ไปฟ้องเรียกค่าเสียหายกับปู่ย่าพวกเราใช่มั้ย?”
เจียงหานที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้นได้ยินคำเรียกขานจากปากเด็กแสบ ก็หุบยิ้มแทบไม่ทัน
เรียกซะแก่เลยนะไอ้หนู
“พูดจาให้มันดีๆ ใครจะไปเรียกค่าเสียหายพวกเอ็ง”
เขามองถังน้ำสองใบนั้นอีกครั้ง หอยขมกับปูเสฉวนแค่นั้น เทรวมถังเดียวกันก็ยังได้
ทีแรกเจียงหานกะว่าจะขอยืมถังเด็กมาใช้สักใบ แต่เห็นท่าทางหวงสมบัติของสองแสบแล้ว
ช่างเถอะ... เขาโตป่านนี้แล้ว จะให้มาแย่งของเด็กตั้งแต่วันแรกที่กลับมาก็กระไรอยู่
ถึงจะขี้เกียจเดิน แต่ก็คงต้องกลับไปเอาถังที่บ้าน
เขากลับไปค้นบ้านจนเจอคีมจับปลาไหลอันหนึ่ง ส่วนที่เป็นโลหะขึ้นสนิมเขรอะ น็อตก็ดูหลวมๆ
แต่ก็พอถูไถใช้ได้แหละน่า
เขาโยนคีมลงถังน้ำ แล้วหิ้วถังเดินออกจากบ้าน
พอกลับมาถึงหาดเลน เด็กสองคนนั้นยังอยู่ที่เดิม
ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน แล้วส่งสายตาหวาดระแวงมาที่เจียงหาน กลัวว่าเขาจะมาแย่งหอยขมกับปูเสฉวนในถัง
เจียงหานไม่อยากให้เด็กๆ เกร็ง เลยจงใจเดินเลี่ยงไปอีกทาง
เขาถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้น
ตอนย่ำลงโคลนต้องระวังเป็นพิเศษ กลัวเศษเปลือกหอยบาดเท้า
เด็กสองคนนั้นใส่รองเท้าบูทกันน้ำพร้อมลุย แต่เขามาตัวเปล่าเท้าเปล่า
เจอแอ่งน้ำขัง เขาก็ตักน้ำทะเลใส่ถังไว้หน่อย กั้งจะได้ไม่ตายเร็ว
หวังเสี่ยวเป่ากับหลี่เสี่ยวหยาไม่เข้าใจว่าเจียงหานจะทำอะไร
หวังเสี่ยวเป่าเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะตะโกนบอกด้วยความหวังดี
“ย่าฉันบอกว่าวันนี้น้ำตาย ไม่มีของหรอกน้า!”
ไม่เห็นเหรอว่าวันนี้ไม่มีผู้ใหญ่มาหาของเลย มีแต่เด็กมาวิ่งเล่นกันสองคน
พวกเขามองว่าเจียงหานดูท่าทางไม่ค่อยฉลาด ขยันไปก็ไลฟ์บอย เปลืองแรงเปล่าๆ
เจียงหานย่ำโคลนไปยิ้มไป “ใครบอกว่าน้ำตายหาของไม่ได้ เดี๋ยวพี่ชายจะโชว์ให้ดูเป็นขวัญตา”
เด็กแสบทั้งสองพร้อมใจกันกลอกตามองบน
“ขี้โม้ชะมัด ขนาดพวกฉันยังหาไม่เจอ น้าจะไปหาเจอได้ไง”
มุมปากเจียงหานกระตุกยิกๆ... เด็กพวกนี้มันรู้ดีจริงๆ ดันพูดถึงกั้งขึ้นมาซะด้วย
“งั้นคอยดู เดี๋ยวพี่ชายจะขุดกั้งขึ้นมาให้ดู”
สองแสบหัวเราะก๊าก น้าคนนี้ขี้โม้ทะลุเพดานไปแล้ว
เจียงหานอาศัยความสามารถในการมองทะลุ เดินตรงดิ่งไปยังรังกั้ง
เขาสังเกตดูแล้ว พื้นที่อื่นในรัศมีสิบเมตรมีกั้งแค่อย่างมากก็ตัวสองตัว ส่วนใหญ่ไม่มีเลยด้วยซ้ำ
แต่ตรงจุดนี้... ดงกั้งชัดๆ!
พอเห็นเจียงหานหยุดเดิน เด็กสองคนที่ไม่เชื่อน้ำยาในตอนแรก ก็หิ้วถังเดินตามมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงหานปาดโคลนหน้าดินออกต่อหน้าต่อตาเด็กๆ เผยให้เห็นรูระบายอากาศขนาดใหญ่