- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 1 กลับบ้าน
บทที่ 1 กลับบ้าน
บทที่ 1 กลับบ้าน
“เจียงหานกลับมาแล้วเหรอ?”
“เจียงหานกลับมาแล้ว?”
“ไอ้เจียงหานมันกลับมาแล้วเรอะ?”
เสียงซุบซิบถามไถ่ดังแว่วมาตามสายลม ขณะที่เจียงหานกำลังเดินทางกลับบ้านเกิด การเดินทางครั้งนี้ทุลักทุเลพอสมควร เขาต้องต่อรถหลายต่อ จากรถบัสคันใหญ่เปลี่ยนไปขึ้นรถบัสขนาดกลาง แล้วยังต้องไปต่อรถเมล์ท้องถิ่นอีกทอดหนึ่ง
กว่าจะได้ฤกษ์ลงเรือก็แทบแย่ แถมยังต้องมาเจอกับข่าวร้ายว่าเรืองดออกจากฝั่งเพราะลมกรรโชกแรง ทำให้เจียงหานต้องติดแหง็กอยู่ที่ท่าเรือถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะได้ขึ้นเรือมุ่งหน้าสู่เกาะเจียววา
จำได้ว่าสมัยเด็กๆ เขาเกลียดการนั่งเรือเป็นที่สุด ถ้าวันไหนลมสงบก็ยังพอทน แต่ถ้าวันไหนลมแรงขึ้นมาหน่อย เขาจะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบโคลงเคลงจนแทบอาเจียน
ด้วยความที่โตมาบนเกาะแต่ดันเมาเรือ เขาเลยมักจะถูกคนบนเกาะล้อเลียนอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นลูกทะเลประสาอะไร
แต่ทว่าวันนี้กลับต่างออกไป เขาไม่รู้สึกวิงเวียนเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลิ่นคาวเค็มของลมทะเลที่พัดมาปะทะหน้ากลับทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
สามชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดเขาก็กลับมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเจียงบนเกาะเจียววา
ตลอดทางที่เดินผ่าน เหล่าป้าๆ น้าๆ ที่บังเอิญเจอหน้าต่างก็เข้ามาทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง เจียงหานเองก็ยิ้มรับและตอบกลับด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
เพียงแต่ว่าตลอดระยะทางที่เดินมา เขาเห็นแต่คนเฒ่าคนแก่กับเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวไปทั่ว
เกาะเจียววาตั้งอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่มาก เมื่อเทียบกับความเป็นอยู่ที่ดีวันดีคืนของผู้คนบนฝั่งแล้ว ชาวบ้านบนเกาะนี้ส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก คนหนุ่มสาวพากันอพยพออกไปทำงานหาเงินในเมืองใหญ่กันหมด
คนวัยเดียวกับเขาที่ยังหลงเหลืออยู่บนเกาะ จึงแทบจะนับหัวได้
ความรู้สึกบางอย่างจุกแน่นอยู่ในอก เจียงหานบอกไม่ถูกว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน
เมื่อก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน ภาพความทรงจำเก่าๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ทีวีขาวดำเครื่องเก่า วิทยุเทปที่ยาวกว่าแขนของเขา และวิทยุแบบเดินสายที่ติดอยู่บนผนัง
แม้แต่หน้าต่างก็ยังเป็นกรอบไม้แบบผลักออกไปด้านนอก
ใครมาเห็นเข้าคงนึกว่าเขาย้อนเวลากลับไปในยุคแปดศูนย์
ลำพังเกาะเล็กๆ ที่การคมนาคมไม่สะดวกแห่งนี้ก็ล้าหลังกว่าเมืองใหญ่ภายนอกมากโขอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยสู้ดี พี่สาวของเขาต้องรีบแต่งงานออกเรือน ส่วนเขาก็ต้องดิ้นรนไปเรียนมหาวิทยาลัย ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านจึงถูกสตัฟฟ์ไว้เหมือนเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด
เจียงหานเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง บนผนังห้องยังคงมีโปสเตอร์ดาราแปะอยู่สองแผ่น
เขาดึงโปสเตอร์เหล่านั้นออก ก่อนจะเปิดตู้เพื่อหาฟูกและผ้าห่มออกมาปู
เดิมทีเขาคิดว่าผ้าพวกนี้คงจะมีกลิ่นอับชื้นบ้าง และเตรียมใจจะขนออกไปตากแดด แต่พอหยิบออกมาจริงๆ กลับพบว่ามันไม่มีกลิ่นอับเลยสักนิด แถมยังมีกลิ่นหอมแดดอ่อนๆ ติดอยู่ด้วยซ้ำ
หรือว่าพี่สาวจะมาช่วยเอาออกไปตากให้แล้ว?
เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงโต๊ะเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นที่สะอาดเอี่ยมอ่อง ก็คงเป็นอย่างที่คิด พี่สาวคงแวะเวียนมาดูแลบ้านหลังนี้อยู่เป็นประจำ
พ่อกับแม่จากไปนานแล้ว หลายปีมานี้มีแค่พวกเขาสองพี่น้องที่ต้องปากกัดตีนถีบดูแลกันและกันมาตลอด
ค่าเทอมปีแรกตอนเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็ได้พี่สาวนี่แหละที่ช่วยออกให้
แถมปีหลังๆ พี่สาวก็ยังคอยจะยัดเยียดค่าครองชีพให้เขาอยู่เรื่อย พอเขาปฏิเสธไม่ยอมรับ เธอก็จะหาทางยัดใส่มือเขาจนได้
หลายปีมานี้เขาติดค้างพี่สาวไว้มากโข ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะตอบแทนบุญคุณนี้ได้หมด
เสียงท้องร้องโครกครากเรียกสติเจียงหานกลับมา เมื่อเช้าเขารองท้องด้วยไข่ต้มใบเดียวตอนขึ้นเรือ ตอนนี้เลยหิวจนแสบท้องไปหมด
ในที่กันดารแบบนี้ อย่าหวังว่าจะเจอตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต แค่มีร้านขายของชำเล็กๆ สักร้านก็ถือว่าสวรรค์ทรงโปรดแล้ว
เขาเดินไปที่ร้านค้าประจำหมู่บ้าน ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาห่อหนึ่ง ไข่ไก่ถุงหนึ่ง และไส้กรอกอีกแพ็ค
เพราะที่บ้านไม่มีกาน้ำร้อนไฟฟ้า เขาเลยต้องมานั่งก่อไฟจนหน้าดำหน้าแดง กว่าจะได้ต้มบะหมี่ในกระทะ
เขาตอกไข่ใส่ลงไปสองฟอง ตามด้วยไส้กรอกอีกสองชิ้น
ข้างเตาฟืนแบบโบราณนี้จะมีช่องสำหรับใส่น้ำขนาดเท่าฝ่ามืออยู่ช่องหนึ่ง ตอนต้มบะหมี่เขาก็ถือโอกาสตักน้ำใส่ช่องนี้ไปด้วย
พอบะหมี่สุก น้ำในช่องนั้นก็เดือดพอดี เขาตักน้ำร้อนกรอกใส่กระติกน้ำร้อน เก็บไว้ดื่มแก้กระหาย
อาจเป็นเพราะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มานาน พอเขายกชามบะหมี่ร้อนๆ ควันฉุยมาวางบนโต๊ะ เหงื่อกาฬก็ไหลท่วมตัวไปหมด
จังหวะนั้นเอง ประตูบ้านก็ถูกผลักออก เจียงเฟิ่งเดินเข้ามาพอดี
สองพี่น้องต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“มาได้ยังไงเนี่ย?”
เจียงหานลากเก้าอี้ข้างตัวออกมาให้พี่สาวนั่ง
จากนั้นก็หยิบใบปริญญาบัตรออกมาอวด “ผมเรียนจบแล้วนะ”
เจียงเฟิ่งประคองใบปริญญาบัตรนั้นไว้ราวกับของล้ำค่า
นี่คือใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยหนานเฉิงเชียวนะ สถาบันที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
น้องชายของเธอช่างเป็นเด็กที่มีอนาคตไกลจริงๆ
ทว่ารอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจบนใบหน้าของเธอก็พลันชะงักค้าง เมื่อฉุกคิดถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
เจียงหานรู้ทันทีว่าพี่สาวกำลังจะถามอะไร เขาเลยตัดสินใจเล่าเรื่องระหว่างเขากับเย่เถียนเถียนให้ฟังรวดเดียว
“เธอสอบติดปริญญาโท แล้วก็บอกเลิกผมแล้ว”
เจียงเฟิ่งอ้าปากค้าง คำพูดมากมายจุกอยู่ที่คอหอย
น้องชายของเธอกับเย่เถียนเถียนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน โตมาด้วยกัน เรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อกันมาตั้งแต่เด็ก
ฐานะทางบ้านของทั้งคู่ก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่ากัน
ค่ากินอยู่ของเย่เถียนเถียนตลอดหลายปีในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากเงินที่น้องชายเธอไปทำงานพาร์ทไทม์หามาทั้งนั้น
นึกไม่ถึงเลยว่าพอกลายเป็นนักศึกษาปริญญาโทปุ๊บ แม่นั่นจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้
เธอลอบสังเกตสีหน้าของเจียงหานอย่างละเอียด โชคดีที่สีหน้าของเขายังดูปกติดี
“แกเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ถือว่าเป็นปัญญาชนคนมีความรู้ ต่อไปจะไปทำมาหากินอะไรก็ย่อมได้”
เจียงหานถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “พี่จำสาขาวิชาที่ผมเรียนได้ไหม?”
“จำได้สิ การจัดการการเงินใช่ไหมล่ะ”
ฟังดูหรูหราจะตาย เธอเคยไปคุยฟุ้งให้คนในหมู่บ้านฟัง ใครๆ ก็บอกว่าสาขานี้เรียนจบมาต้องได้เป็นผู้บริหารในบริษัทใหญ่โตแน่ๆ
“พี่... ผมไม่อยากปิดบังพี่นะ สาขานี้มันฟังดูหรูหราก็จริง แต่คนที่มาเรียนส่วนใหญ่ทางบ้านเขามีธุรกิจมีโรงงานรองรับอยู่แล้ว พอเรียนจบเขาก็กลับไปบริหารกิจการที่บ้านตัวเอง”
“แล้วนี่แกวางแผนจะทำยังไงต่อไป?” เจียงเฟิ่งเริ่มร้อนรนจนแทบจะยกมือขึ้นเกาหัว หรือว่าที่น้องชายอุตส่าห์ร่ำเรียนมาจะสูญเปล่าเสียแล้ว?
“คงกลับมาอยู่บ้านสักพักครับ แล้วค่อยคิดดูอีกทีว่าจะเอายังไง”
กลับมาอยู่บ้านเกิด อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าห้องแพงหูฉี่ในเมืองใหญ่
“งั้นแกก็พักผ่อนให้สบายใจเถอะ ขาดเหลืออะไรก็บอกพี่”
“พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมดูแลตัวเองได้”
ได้ยินคำยืนยันจากปากเจียงหาน เจียงเฟิ่งก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก น้องชายของเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ ถ้าพ่อกับแม่รับรู้คงจะดีใจมากแน่ๆ
“เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านพี่ไหม?”
เจียงหานนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “ผมไม่ไปดีกว่า”
หลายปีมานี้พี่สาวช่วยเหลือเขามามากเกินพอแล้ว
ถึงพี่เขยจะไม่พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่ในใจคงมีตะขิดตะขวงใจบ้างแหละ ป่านนี้คงมองว่าพี่สาวเขาเป็นพวก ‘ปีศาจสูบเลือดเนื้อไปเลี้ยงน้องชาย’ เข้ากระดูกดำแล้ว
ที่สำคัญคือฐานะทางบ้านพี่สาวเองก็ใช่ว่าจะดี ยังมีลูกสาวอีกสองคนที่ต้องเลี้ยงดู ลำพังตัวเองก็ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว เขาจะหน้าด้านไปรบกวนเพิ่มอีกทำไม
เขาได้แต่เจ็บใจที่ตัวเองตอนนี้ยังไม่มีปัญญา จะได้ตอบแทนพี่สาวได้บ้าง
เจียงเฟิ่งไม่ได้ทันสังเกตถึงความกังวลลึกๆ ในใจน้องชาย เธอคลำกระเป๋าตัวเองดูแล้วก็พบว่าไม่ได้พกเงินติดตัวมา
เมื่อวันก่อนเธอมาเปิดหน้าต่างชั้นบนทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศ วันนี้เลยตั้งใจแค่จะแวะมาปิดหน้าต่างเฉยๆ
“เออๆ ไม่ไปก็ไม่ไป”
สงสัยโรคขี้เกียจของน้องชายจะกำเริบอีกแล้ว หมู่บ้านอยู่ติดกันแค่นี้ เดินสิบกว่านาทีก็ถึง แต่เจ้าตัวดีดันขี้เกียจก้าวขา
ช่างเถอะ ไว้คราวหน้าเธอค่อยหอบของกินดีๆ มาทำให้กินที่นี่แทนก็แล้วกัน
สองพี่น้องคุยสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง พอเจียงเฟิ่งนึกขึ้นได้ว่าทิ้งลูกสองคนไว้ที่บ้าน ก็ต้องรีบขอตัวกลับ
หลังจากพี่สาวกลับไปแล้ว เจียงหานก็นั่งกินบะหมี่อย่างอ้อยอิ่งจนหมดชาม
พออยู่คนเดียวในบ้านเงียบๆ ก็เริ่มรู้สึกอุดอู้ เขาเลยตัดสินใจออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอก
แดดข้างนอกค่อนข้างแรง เขาเลยหยิบหมวกกุ้ยเล้ยที่แขวนอยู่หน้าประตูมาสวมหัวแล้วเดินออกไป