- หน้าแรก
- ข้าเปิดร้านอาหารในดินแดนโต่วหลัว เหล่าวิญญาญจารย์ขอเหมาจ่ายรายเดือน
- บทที่ 46 หลินเฟิงมึนตึ้บ เจ้าต้นกุยช่ายพวกนี้มโนอะไรไปอีกแล้ว?!
บทที่ 46 หลินเฟิงมึนตึ้บ เจ้าต้นกุยช่ายพวกนี้มโนอะไรไปอีกแล้ว?!
บทที่ 46 หลินเฟิงมึนตึ้บ เจ้าต้นกุยช่ายพวกนี้มโนอะไรไปอีกแล้ว?!
บทที่ 46 หลินเฟิงมึนตึ้บ เจ้าต้นกุยช่ายพวกนี้มโนอะไรไปอีกแล้ว?!
เมื่อมองภาพอัน “ซาบซึ้งตรึงใจ” ตรงหน้า ภายนอกหลินเฟิงยังคงมีสีหน้าเฉยชาดุจผู้ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ปราศจากความยินดีหรือความเศร้าโศก
แต่ในส่วนลึกของใจนั้น เขาเบิกบานจนแทบจะระเบิดออกมา ถึงขนาดอยากจะมอบ “รางวัลพนักงานดีเด่นแห่งปี” ให้แก่พรหมยุทธ์ภูต ณ ที่นั้นเลยทีเดียว!
ให้ตายสิ!
ความตระหนักรู้นี่!
ความสามารถในการขายระดับนี้!
ไม่จำเป็นต้องให้ข้าลงมือชี้นำเองเลยแม้แต่น้อย ต้นกุยช่ายแก่ก็จัดการต้นกุยช่ายใหม่ได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย แถมยังช่วยกดให้คุกเข่าในท่าที่ถูกต้องอีก!
นี่มันใช่ลูกค้าที่ไหนกัน?
นี่มันยอดนักขายเหรียญทองผู้ภักดีและเข้าใจงานที่สุดของร้านข้าชัดๆ!
แต่ภายนอก เขาเพียงแค่ค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้น ดวงตาทั้งสองกวาดมองพรหมยุทธ์เสือดาวภูตที่คุกเข่าอยู่บนพื้นและสั่นเป็นเจ้าเข้าอย่างเฉยชา
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจนัก เป็นเสียงแผ่วเบาที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอ
“อืม”
คำเดียว
แผ่วเบาราวกับไม่ใส่ใจ
แต่พรหมยุทธ์เสือดาวภูตกลับรู้สึกราวกับว่าจิตวิญญาณของตนในวินาทีนี้ ถูกชำระล้างและยกระดับโดยคำว่า “อืม” นี้อย่างสมบูรณ์!
นั่นคือการให้อภัยของเทพเจ้าต่อลูกแกะหลงทาง! คือการ... ยอมรับของท่านอาวุโสต่อมดปลวกเช่นตน!
ความปิติยินดีอย่างล้นพ้นและความตื่นเต้นที่รอดพ้นจากความตาย ราวกับคลื่นสึนามิถาโถมเข้าท่วมสติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาในทันที!
“ขอบพระคุณท่านอาวุโส! ขอบพระคุณท่านอาวุโสที่เมตตา!”
เขาตื่นเต้นจนพูดจาไม่เป็นภาษา ถึงกับโขกศีรษะคำนับหลินเฟิงเสียงดังปังๆ ณ ที่นั้น ราวกับว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะระบายความเลื่อมใสศรัทธาและความซาบซึ้งใจที่แทบจะเอ่อล้นออกมาจากใจของเขาได้
หลังจากโขกศีรษะเสร็จ เขาก็รีบหันไปหาพรหมยุทธ์ภูตที่อยู่ข้างๆ น้ำเสียงเจือสะอื้นอย่างหนัก
“พี่ภูต! ขอบคุณท่านพี่ภูต! ท่านคือพี่ชายแท้ๆ ของข้า คือบิดามารดาผู้ให้กำเนิดใหม่ของข้า!”
ทว่าพรหมยุทธ์ภูตกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขา
บนใบหน้าที่มืดทะมึนนั้น มีเพียงความเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่สุดยามเผชิญหน้ากับเทพเจ้าเท่านั้น
เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่ยื่นมือที่แห้งกร้านออกมา พยุงพรหมยุทธ์เสือดาวภูตขึ้นจากพื้น ท่วงท่าแฝงไปด้วยความขึงขังประดุจผู้ชี้นำทาง
“ตามมา”
เขาส่งเสียงผ่านกระแสจิตอย่างแหบพร่า
“ดูให้ชัดเจน เรียนรู้ให้เข้าใจ กฎเกณฑ์ของท่านอาวุโสที่นี่ ลึกล้ำกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้มากนัก”
“จะได้รับวาสนามากน้อยเพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความศรัทธาของเจ้าเอง”
กล่าวจบ เขาก็นำพรหมยุทธ์เสือดาวภูตที่ยังคงอยู่ในอาการดีใจสุดขีด เดินตรงไปยังโต๊ะที่อยู่ใกล้เคาน์เตอร์ที่สุด
นั่นไม่ใช่โต๊ะธรรมดา
นั่นคือ... ที่นั่งอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ท่านอาวุโสที่สุด และได้อาบพระคุณแห่งสวรรค์ก่อนใคร!
ภาพนี้ปรากฏชัดเจนในสายตาของทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง
พรหมยุทธ์เหยี่ยววิญญาณ, ทั่วป๋าซี, พรหมยุทธ์หมีอสูร... เหล่าราชทินนามพรหมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกภายนอก บัดนี้กลับพากันตะลึงงันไปชั่วขณะ
เหตุใดจึงเป็นโต๊ะตัวนั้น?
ทว่า เพียงชั่วเสี้ยววินาทีแห่งความงุนงง แสงแห่งปัญญาก็พลันสว่างวาบราวกับสายฟ้าฟาดผ่าม่านหมอกในหัวของพวกเขาจนสิ้น!
พวกเขาตรัสรู้แล้ว!
เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ที่นั่ง ก็เป็นการทดสอบที่ไร้เสียงเช่นกัน!
ยิ่งอยู่ใกล้ท่านอาวุโส ก็หมายความว่า... จะสามารถอาบพระคุณแห่งสวรรค์และกลิ่นอายแห่งเต๋าได้มากขึ้น!
และการนั่งโต๊ะเดียวกัน ยิ่งแสดงถึงความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงความศรัทธาต่อเทพเจ้า!
เมื่อวานต่างคนต่างอยู่ แยกกันนั่งคนละโต๊ะ ดูเหมือนไม่รบกวนกัน แต่แท้จริงแล้ว... ในสายตาของท่านอาวุโส มันคือการแสดงออกถึงความไม่สามัคคี ไม่ศรัทธาเพียงพอ!
เมื่อคิดถึงจุดนี้ แผ่นหลังของพรหมยุทธ์เหยี่ยววิญญาณและทั่วป๋าซีก็พลันปรากฏเหงื่อเย็นผุดขึ้นเป็นเม็ดละเอียด!
สายตาที่พวกเขามองไปยังพรหมยุทธ์ภูตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
นั่นหาใช่สายตาที่มองสหายร่วมงานอีกต่อไป แต่แฝงไปด้วยความนับถือและชื่นชมจากใจจริง!
สมแล้วที่เป็นผู้อาวุโสภูต!
ความคิดช่างละเอียดลึกซึ้ง ความเข้าใจช่างสูงส่ง ถึงกับสามารถหยั่งรู้ถึงกฎศักดิ์สิทธิ์อีกชั้นหนึ่งที่ท่านอาวุโสวางไว้ได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้!
มุมตาของหลินเฟิงกระตุกอย่างรุนแรงในมุมที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
เขารู้สึกว่า CPU ของตนเองแทบจะไหม้แล้ว
เมื่อมองคนกลุ่มนี้ที่จู่ๆ ก็แสดงสีหน้าประหนึ่งกำลังจาริกแสวงบุญไปยังโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง ในใจก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ก็แค่โต๊ะที่อยู่ใกล้ข้าหน่อยไม่ใช่รึ?
สายตานั่น ความตระหนักรู้นั่น ท่าทางที่อยากจะโขกศีรษะให้โต๊ะเดี๋ยวนั้น...
พวกเจ้ามโนอะไรกันไปอีกแล้ววะ!
แล้วนั่นมันที่ที่ข้าใช้นั่งกินข้าวเป็นประจำไม่ใช่รึไง!
พรึ่บ!
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังบ่นอุบอยู่ในใจ เหล่าราชทินนามพรหมยุทธ์ที่เดิมยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตูร้านราวกับรูปปั้น
ก็พลันพุ่งไปยังโต๊ะเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากแล่ง
ทั่วป๋าซีไปถึงก่อนใคร
เขานั่งลงอย่างสง่างามราวกับกำลังจาริกแสวงบุญ
ท่วงท่านั่งตัวตรง
แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
พรหมยุทธ์เหยี่ยววิญญาณตามมาติดๆ
ขณะที่นางนั่งลง ในดวงตาหงส์ของนางฉายแววขุ่นเคืองที่ยากจะสังเกตเห็น
ดูเหมือนจะไม่พอใจในความเร็วของตนเอง ที่ไม่สามารถชิงที่หนึ่งมาได้
แต่บนใบหน้าของนาง ยังคงรักษาความยำเกรงต่อ “บัลลังก์เทพ” เอาไว้
ร่างกายกำยำของพรหมยุทธ์หมีอสูรก็เบียดเข้ามาอย่างเงอะงะแต่รวดเร็ว
บนใบหน้าที่ซื่อๆ ของเขา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความ “ฉลาดหลักแหลม” ที่หาได้ยาก
ราวกับกลัวว่าจะพลาดการชำระล้างจาก “พระคุณแห่งสวรรค์” ครั้งนี้
แม้แต่ร่างอันงดงามเย้ายวนของพรหมยุทธ์เบญจมาศก็ลอยมาที่ข้างโต๊ะอย่างสง่างาม
เขากรีดนิ้วดอกกล้วยไม้ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอย่างมีชัย
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสที่ปกติอยู่สูงส่งเหนือใคร พากันหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับผู้ลี้ภัยที่อดอยากมาแปดร้อยปี ด้านนอกประตูพลันว่างเปล่าในทันที
เหลือเพียงหูเลี่ยน่า, เซี่ยเยว่, และเหยียนผู้มีหัวเป็นหมู สามคนยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสามตนที่ถูกโลกลืมเลือน ทิ้งไว้ ณ ที่เดิมอย่างโดดเดี่ยว
ในอากาศอบอวลไปด้วยความงุนงงอย่างถึงที่สุดที่เรียกว่า “ข้าคือใคร ข้าอยู่ที่ไหน เมื่อครู่ข้าเห็นอะไรไป”
“นาน่า... พวกเขา...” มุมปากของเซี่ยเยว่กระตุกรัวๆ ไม่รู้ว่าเหล่าผู้อาวุโสกำลังเล่นละครอะไรกันอีก
หูเลี่ยน่าไม่ได้ตอบ
ดวงตาจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ของนางหรี่ลงเล็กน้อย พยายามวิเคราะห์หาเหตุผลแม้เพียงน้อยนิดจากภาพอันวุ่นวายนี้
เป็นการทดสอบครั้งใหม่ที่ท่านอาวุโสวางไว้รึ?
หรือว่า... โต๊ะที่อยู่ใกล้ท่านอาวุโสที่สุดตัวนั้น มีความลับอันใดที่นางไม่อาจเข้าใจได้?
ทว่า นางยังไม่ทันได้คิดให้กระจ่าง
ข้างกาย เงาสีแดงฉานสายหนึ่งก็ได้ร้อง “โอ้ก” คำหนึ่ง พุ่งทะยานออกไปราวกับสุนัขป่าที่หลุดจากบังเหียน!
คือเหยียน!
วงจรความคิดของเจ้าทึ่มบื้อผู้นี้ในวินาทีนี้ ช่างดูแปลกประหลาดและมีประสิทธิภาพอย่างหาที่เปรียบมิได้
เขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง!
เขารู้เพียงหลักการที่เรียบง่ายที่สุด—ของที่แม้แต่ผู้อาวุโสราชทินนามพรหมยุทธ์ยังต้องแย่งชิงกันหัวแทบแตก ย่อมต้องเป็นของดีเลิศอย่างแน่นอน!
ชิงที่หนึ่งไม่ได้ แล้วยังจะให้พลาดที่สองไปอีกรึ?!
“น่าชัง!”
หูเลี่ยน่าสบถในใจ แต่ร่างกายกลับไวกว่าความคิด!
ร่างของนางไหววูบ ราวกับจิ้งจอกวิญญาณสีแดงที่สง่างามที่สุด ตามหลังเหยียนไป แล้วยึดครองตำแหน่งอันยอดเยี่ยมที่โต๊ะซึ่งอยู่ใกล้หลินเฟิงเป็นลำดับที่สองได้อย่างมั่นคง
จากนั้น เซี่ยเยว่ผู้มีสีหน้าจนปัญญาก็รีบเบียดเข้ามาอย่างร้อนรน เกรงว่าถ้าช้าไปอีกก้าว แม้แต่น้ำแกงก็คงไม่ได้ซด
ทั้งสามคน ก็ได้ยึดครอง “ที่นั่งศักดิ์สิทธิ์ลำดับรอง” ที่ในสายตาของพวกเขามีความหมายไม่ธรรมดาเช่นกันไปอย่างงุนงงทว่าก็ดูสมเหตุสมผลในที
บัดนี้หลินเฟิงแทบจะมึนงงไปหมดแล้ว เขากวาดตามองโต๊ะทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
โต๊ะหนึ่ง คือคณะผู้อาวุโสที่นั่งตัวตรงสง่างาม สีหน้าเคร่งขรึม ราวกับกำลังเข้าร่วมงานเลี้ยงของทวยเทพ
อีกโต๊ะหนึ่ง คือยุคทองที่เต็มไปด้วยความงุนงง แต่ก็ฝืนทำหน้าเหมือน “ข้าเข้าใจแล้ว”
ทั้งร้านอาหารอบอวลไปด้วยความเงียบที่แปลกประหลาดถึงขีดสุด ผสมผสานระหว่างความคลั่งไคล้และความน่าขัน
สุดท้าย หลินเฟิงค่อยๆ ยกมือขึ้น เคาะเบาๆ ที่โต๊ะเคาน์เตอร์
“สั่งอาหาร”