- หน้าแรก
- เส้นทางสัตว์เทพ เริ่มต้นจากการเป็นผู้พิทักษ์ตระกูล
- บทที่ 5 ออกเดินทาง
บทที่ 5 ออกเดินทาง
บทที่ 5 ออกเดินทาง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดเปลือกตาที่ปิดสนิทของจ้าวไป่สิงก็ขยับไหวเล็กน้อย
ไม่นานนัก เขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ทันทีที่ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดเมื่อยล้าก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับคลื่นที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงและไร้กำลังโดยสิ้นเชิง
"ซี๊ด... ข้าเป็นอะไรไปเนี่ย?!" จ้าวไป่สิงครางออกมาด้วยความเจ็บปวด พยายามฝืนตัวลุกขึ้นนั่ง
เขาเอื้อมมือไปนวดขมับที่เต้นตุบๆ เบาๆ พยายามบรรเทาความรู้สึกไม่สบาย
ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นลางๆ ว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาหา
เมื่อคนผู้นั้นเข้ามาใกล้ จ้าวไป่สิงจึงจำได้ว่าคือจ้าวเฮิง เด็กหนุ่มที่คอยดูแลเขาอย่างขยันขันแข็ง
"ท่านลุงไป่สิง! ท่านฟื้นแล้ว!" ใบหน้าของจ้าวเฮิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความดีใจ
เขารีบเดินเข้ามาหาจ้าวไป่สิง สองมือประคองชามน้ำแกงเนื้อที่ส่งกลิ่นหอมและมีควันลอยกรุ่นอย่างมั่นคง
พร้อมกันนั้น มืออีกข้างก็รีบเอื้อมไปประคองร่างที่โอนเอนของจ้าวไป่สิง
หลังจากพยุงจ้าวไป่สิงให้นั่งได้ที่แล้ว จ้าวเฮิงยังไม่ทันได้หายใจหายคอก็รีบหันไปตะโกนบอกทางรถม้าที่จอดอยู่ใกล้ๆ
"พี่ต้าไห่ พี่ชาง รีบมาเร็วเข้า ท่านลุงไป่สิงฟื้นแล้ว!"
ผู้คนที่กำลังกินอาหารกลางวันรอบกองไฟนอกรถม้าต่างหยุดกิจกรรมทันทีที่ได้ยินข่าว
พวกเขารีบวางชามและตะเกียบลงกับพื้น บางคนยังเคี้ยวอาหารไม่ทันกลืนก็รีบวิ่งกรูกันมาที่รถม้า
"ท่านลุงไป่สิง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!" ดวงตาที่เป็นประกายของจ้าวไห่ปิดบังความยินดีไว้ไม่อยู่
"ไม่ต้องห่วง ลุงของพวกเจ้ายังแข็งแรงดี!" หลังจากมองเห็นสภาพแวดล้อมชัดเจน จ้าวไป่สิงก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ในที่สุด
"อ้อ จริงสิ สินค้าล่ะ สินค้าของตระกูลจ้าวเราปลอดภัยดีไหม?" ทันทีที่ตั้งสติได้ จ้าวไป่สิงก็รีบถามถึงสินค้าด้วยความร้อนใจ
นี่คือทรัพยากรที่ตระกูลจ้าวแลกมาด้วยรายได้ตลอดทั้งปี หากสูญหายไป เขาจะมีหน้ากลับไปพบคนในตระกูลได้อย่างไร?
ขณะถาม เขารู้สึกกังวลใจ หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
"วางใจเถอะท่านลุงไป่สิง ของในรถม้าไม่หายแม้แต่ชิ้นเดียว!"
"ค่อยยังชั่ว!" เมื่อได้ยินว่าสินค้าปลอดภัย ความกังวลในใจของจ้าวไป่สิงก็คลายลง
ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็กลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง "จับตัวพวกมันได้ไหม?"
"ไม่ได้ครับ!" จ้าวไห่ส่ายหน้า "พวกที่ตายไม่มีอะไรติดตัวที่ระบุตัวตนได้เลย ยากมากที่จะตามสืบ"
"ท่านลุงไป่สิง ท่านพอจะเดาได้ไหมว่าใครโจมตีขบวนสินค้าของเรา?"
เมื่อได้ยินคำถาม จ้าวไป่สิงก็ตบมือลงบนพื้นรถม้าอย่างแรงด้วยความโกรธ
"ต้องเป็นตระกูลหวังจากเมืองตระกูลหวังแน่ๆ เจ้าหวังหลางนั่นไม่ถูกกับตระกูลเรามาตลอด ต้องเป็นฝีมือพวกมันแน่!"
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจยาว "น่าเสียดายที่เราจับหางพวกมันไม่ได้! ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้! แค่ก แค่ก แค่ก..."
อาจเป็นเพราะความโกรธ จ้าวไป่สิงจึงเริ่มไออย่างรุนแรงขณะพูด
"ท่านลุงไป่สิง รักษาสุขภาพด้วย! สักวันเราจะทำให้ตระกูลหวังต้องชดใช้"
จ้าวไป่สิงไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่ไอและพยักหน้าหนักแน่น
เขารับน้ำแกงเนื้อจากจ้าวเฮิง และขณะที่กำลังจะจิบ เขาก็เห็นทุกคนยังยืนล้อมรอบ ไม่ยอมจากไป สายตาของพวกเขายังคงเป็นประกายจ้องมองมาที่เขา
"แปลกนะ พวกเจ้าเด็กแสบ" จ้าวไป่สิงเดาะลิ้นแล้วพูดต่อ
"มัวแต่จ้องข้าทำไม ไม่รีบออกเดินทางกันหรือ? หรือจะบอกว่าที่ผ่านมาข้าฝึกพวกเจ้าไม่หนักพอ?"
ทันทีที่จ้าวไป่สิงพูดจบ จ้าวชางและคนอื่นๆ ก็นึกภาพการฝึกสุดโหดในตระกูลขึ้นมาทันที
อึ๋ย~ นรกชัดๆ! พวกเขารีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
"มีอะไรก็รีบพูดมา! ลุงของเจ้าไม่กินหัวเจ้าหรอกน่า!" เมื่อเห็นว่าทุกคนดูเหมือนมีอะไรจะพูด เขาก็ดื่มน้ำแกงเนื้อแล้วเอ่ยปาก
"ไม่มีอะไรใหญ่โตหรอกครับ แค่มีเรื่องอยากให้ท่านผู้เฒ่าช่วยตัดสินใจหน่อย!" จ้าวชางยื่นหน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
"เรื่องอะไร? ว่ามาสิ!" จ้าวไป่สิงยืดแขนออกแล้วพูดอย่างองอาจ
"ได้เลย!" จ้าวชางรับคำสั่ง แล้วหันไปตะโกนเรียกหลี่เซวียนที่อยู่ด้านหลัง "ท่านงูยักษ์อาวุโส ท่านลุงไป่สิงเรียกท่าน!"
คำพูดนั้นทำให้จ้าวไป่สิงที่อยู่ใกล้ๆ เกิดความสงสัย
ท่านงูยักษ์อาวุโส?! ใครกัน?! ในเมืองเจียงเฉิงไม่น่าจะมีคนชื่อนี้อยู่นี่นา?!
แต่ในเมื่อถูกเรียกว่าอาวุโส ก็คงต้องเป็นยอดยุทธ์ และควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง
เขาไม่ลังเลที่จะวางชามและตะเกียบที่ถือไว้ลงข้างๆ อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว
จากนั้นเขาก็ยืดตัวตรงอย่างนอบน้อม จากที่เคยนั่งผ่อนคลายก็กลับมานั่งสำรวม ตั้งอกตั้งใจ
สายตาของเขามุ่งมั่นและแฝงด้วยความยำเกรง รอคอยการมาถึงของยอดยุทธ์ในตำนานอย่างเงียบๆ
ในขณะนั้น เสียงบดขยี้ก้อนกรวดละเอียดบนถนนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และท่ามกลางสายตาที่คาดหวังและกังวลของทุกคน จ้าวไป่สิงค่อยๆ เงยหน้ามองออกไปนอกรถม้า
ทันใดนั้น หัวงูขนาดมหึมาก็โผล่พรวดเข้ามาทางหน้าต่างรถม้า ดวงตาเย็นยะเยือกสบตากับจ้าวไป่สิงพอดี
ในชั่วพริบตา จ้าวไป่สิงรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลังและแล่นขึ้นสู่สมอง
เขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายเอนไปข้างหลังอย่างควบคุมไม่ได้ หากไม่มีโครงรถม้าคอยรับไว้ เขาคงหงายหลังล้มตึงไปในสภาพน่าสมเพช
"สะ... สัตว์อสูร!" ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หัวใจของจ้าวไป่สิงสั่นรัว ประกายตาฉายแววดุร้าย
มือขวาของเขาคว้าไปที่ดาบเหล็กกล้าที่วางอยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ เตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายทุกเมื่อ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาตื่นตระหนกของจ้าวไป่สิง สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที
พวกเขากลัวว่าปฏิกิริยาตอบสนองของจ้าวไป่สิงจะไปยั่วยุเจ้างูยักษ์ โชคดีที่จ้าวไห่ไหวพริบดี รีบพุ่งเข้าไปอธิบายสถานการณ์ทันที
หัวใจของจ้าวไป่สิงที่แทบจะกระดอนออกมาจากอกสงบลงเล็กน้อย แต่เขายังคงจ้องมองหัวงูอันน่าสะพรึงกลัวตรงหน้าเขม็ง ไม่กล้าลดการป้องกันลงแม้แต่น้อย
หลังจากสังเกตดูครู่หนึ่ง พบว่างูยักษ์ไม่มีท่าทีจะโจมตี ในที่สุดจ้าวไป่สิงก็ถอนหายใจยาว เส้นประสาทที่ตึงเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง
"ตกใจหมดเลย! พวกเจ้าเด็กบ้า ไม่บอกข้าล่วงหน้าสักคำ ทำเอาใจหายใจคว่ำ!"
พอนึกถึงท่าทางเงอะงะของตัวเองเมื่อครู่ จ้าวไป่สิงก็พูดติดตลกเพื่อแก้เขิน
สวรรค์ทรงโปรด เมื่อกี้เหงื่อเย็นไหลท่วมตัวไปหมดแล้ว
"พวกเราจะกล้าได้ไง!" จ้าวชางหัวเราะคิกคัก รับมุกและช่วยหาทางลงให้ "ถ้าท่านไม่ลงมาเอง พวกเราจะกล้าขึ้นไปได้ยังไงล่ะ"
"อืม ก็ดีที่รู้!" น้ำเสียงของจ้าวไป่สิงจริงจังขึ้น แล้วเขาก็หันกลับไปมองงูยักษ์ตรงหน้าอีกครั้ง "เล่ามาให้ละเอียดสิว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง?!"
ทุกคนรีบอธิบายถึงความต้องการของหลี่เซวียนที่จะมาเป็นสัตว์วิญญาณพิทักษ์ตระกูลจ้าว
เมื่อได้ยินว่าหลี่เซวียนมีสติปัญญาแล้ว จ้าวไป่สิงก็แสดงท่าทางประหลาดใจเช่นกัน
แม้เขาจะไม่ได้เข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่เขาก็มีความรู้กว้างขวางตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ในฐานะจอมยุทธ์ เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่างูยักษ์ตรงหน้ามีความแข็งแกร่งเพียงระดับขั้นหนึ่งตอนต้นเท่านั้น
สัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งระดับนี้ส่วนใหญ่มักฝึกให้เชื่องยาก และมีเพียงสัตว์อสูรระดับสูงเท่านั้นที่จะมีสติปัญญาและพูดภาษามนุษย์ได้!
"ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มีสติปัญญาตั้งแต่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียร! ความสำเร็จในอนาคตของมันยากจะจินตนาการ อย่างน้อยก็ต้องระดับเจ็ดขึ้นไป!"
ทุกคนตกตะลึงกับคำพูดของจ้าวไป่สิง! พวกเขาเป็นเพียงจอมยุทธ์ธรรมดาและไม่เคยสัมผัสกับการบำเพ็ญเพียร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งของแต่ละระดับผู้บำเพ็ญเพียร พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งชื่อเรียกของแต่ละระดับด้วยซ้ำ
"ถ้าอย่างนั้น ท่านลุงไป่สิง ในเมื่อท่านงูยักษ์อาวุโสเก่งกาจขนาดนี้ จะให้มาเป็นสัตว์วิญญาณพิทักษ์ตระกูลเราได้ไหม?" นี่คือคำถามที่จ้าวชางและคนอื่นๆ กังวลมากที่สุด
จ้าวไป่สิงไม่ตอบ เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่เซวียนเงียบๆ
เขาเป็นเพียงปุถุชน เขาทั้งเกรงกลัวและปรารถนาสัตว์วิญญาณตรงหน้า
หลี่เซวียนเองก็รู้ว่าคนผู้นี้ยังคงมีความลังเลในตัวเขาอยู่บ้าง
"ฮ่าฮ่า" จ้าวไป่สิงตัดสินใจ กัดฟัน ปาดเหงื่อเย็นออกจากหน้าผาก และฝืนยิ้มอย่างใจดี
"สวรรค์คุ้มครอง ตระกูลเราจะได้รับกการปกป้องจากสัตว์วิญญาณ!"
คนรอบข้างต่างแสดงความยินดีออกมาเมื่อเห็นดังนั้น
"เยี่ยมไปเลย! ต่อไปนี้มีท่านงูยักษ์อาวุโสคอยดูแลตระกูล ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้าคนชั่วหน้าไหนจะกล้ากำแหง!"
แต่จ้าวไป่สิงกลับส่ายหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น "อย่าทำตัวเอิกเกริกเกินไป สัตว์วิญญาณเป็นของหายาก หากรู้ไปถึงหูคนที่มีเจตนาไม่ดีแล้วไปรายงานสำนักเซียน มันอาจนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูลจ้าวของเราได้!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เก็บอาการตื่นเต้นลง
"แล้วเราจะพาท่านอาวุโสงูกลับบ้านยังไงดี?!"
คำถามนี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นจนปัญญาอีกครั้ง หากให้หลี่เซวียนเลื้อยตามหลังรถม้า การเข้าเมืองจะต้องดึงดูดสายตาผู้คนอย่างแน่นอน
ทว่าจ้าวไป่สิงกลับยิ้มอย่างรู้ทันและชี้ไปที่รถม้าข้างๆ "จะยากอะไร ก็แค่เคลียร์รถม้าสักคันให้ว่าง ให้ท่านสัตว์วิญญาณเข้าไปซ่อนตัวสิ!"
"จริงด้วย ทำไมเราถึงนึกไม่ถึงนะ จ้าวเฮิง รีบพาคนไปจัดการรถม้า ทิ้งของที่ใช้ไม่ได้และเอาไปไม่ได้ให้หมด" จ้าวไห่รีบสั่งการ
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็ไม่สนใจเรื่องกินข้าวอีกต่อไป รีบกุลีกุจอไปจัดการ พวกเขากลัวว่าหากช้าไปแม้แต่นิดเดียวอาจจะมีคนผ่านมาเห็นเข้า
ในที่สุด ด้วยความพยายามของทุกคน รถม้าคันหนึ่งก็ว่างเปล่าโดยสมบูรณ์
"ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านสัตว์วิญญาณลำบาก ต้องเข้าไปซ่อนตัวข้างในสักพัก" จ้าวไป่สิงก้าวไปข้างหน้าและกล่าวอย่างนอบน้อม
ในโลกนี้ ผู้แข็งแกร่งย่อมได้รับการเคารพ ตอนนี้หลี่เซวียนยอมลดตัวมาเป็นสัตว์วิญญาณของตระกูลจ้าว เขาย่อมต้องแสดงความเคารพอย่างเหมาะสม
หลี่เซวียนพยักหน้า จากนั้นก็เลื้อยเข้าไปในรถม้าและขดตัวลงนอน