- หน้าแรก
- ผู้ตรวจการแดนเถื่อน ระบบกู้ซากอารยธรรม
- บทที่ 8 - ความสุขจอมปลอม กับผู้มีอิทธิพลตัวจริง!
บทที่ 8 - ความสุขจอมปลอม กับผู้มีอิทธิพลตัวจริง!
บทที่ 8 - ความสุขจอมปลอม กับผู้มีอิทธิพลตัวจริง!
พรสวรรค์?
บนรถเมล์กลับบ้าน เฉิงเย่นวดชายโครง หน้าท้อง แขน ขา ที่ระบมไปหมด...
เอาเป็นว่าไม่มีตรงไหนไม่เจ็บ
"พรสวรรค์บ้านพี่สิ นี่มันหยาดเหงื่อและความพยายามของฉันล้วนๆ!"
เฉิงเย่ยิ้มมุมปาก
เจ็บ แต่สะใจ
เทียบกับย่ำอยู่กับที่ ถ้าเจ็บแล้วเก่งขึ้น เจ็บกว่านี้ก็ยอม!
แต่เขาแอบหมายมั่นในใจ ต้องรีบหาสกิลฟื้นฟูร่างกายด่วน
ไม่งั้นต่อให้เก่งแค่ไหน ก็เป็นแค่ยอดชายห้าวินาที สู้ทีนึงพักครึ่งวัน
"อีกอย่าง... เข้าไปพัวพันกับศึกภายในเร็วขนาดนี้ ไม่เป็นผลดีกับฉันเลย"
คิดแล้วเฉิงเย่ก็คันฟันยิกๆ
การ์เซียมันโง่บรม โดนหลอกใช้ยังไม่รู้ตัว ยังจะลากเขาไปเด่นด้วย
ทีนี้เป็นไง โดนหลิวปี้ซ้อมปางตาย ใครจะกล้าออกหน้าให้?
หลิวปี้มีฝ่ายตะวันออกหนุนหลัง มีหัวหน้าติงอี่ซาน!
รองหัวหน้าฮาร์ลิน? กล้าส่งคนไปซ้อมหลิวปี้เหรอ?
หรือส่งคนมาซ้อมเขาให้เหมือนการ์เซีย?
ไม่มีทาง จะยิ่งเข้าทางติงอี่ซาน หาเรื่องยึดอำนาจคืน
ฝ่ายตะวันตกถึงจะใหญ่ แต่ยังขี่คอฝ่ายตะวันออกไม่ได้
ตราบใดที่ติงอี่ซานยังเป็นหัวหน้า ฝ่ายตะวันตกทำได้แค่ค่อยๆ กัดกิน ปูทางให้ฮาร์ลิน ไม่กล้าชนตรงๆ
ต้องรอให้ฮาร์ลินขึ้นเป็นหัวหน้า ติงอี่ซานตกกระป๋อง สถานการณ์ถึงจะพลิก
"ช่างเหอะ คิดไปทำไม?"
"พี่บีพูดถูก เล่ห์เหลี่ยมสู้หมัดหนักไม่ได้ ถ้าฉันมีปัญญาจับการ์เซียมาเฆี่ยน เรื่องวันนี้ก็ไม่เกิด"
ตอนนี้ที่สำคัญคือภารกิจอีกครึ่งเดือน ถ้าไม่ตาย กลับมาค่อยหาวิธีเอาตัวรอดในศึกภายใน
เฉิงเย่สูดหายใจลึกๆ ทิ้งเรื่องปวดหัว มองออกไปนอกหน้าต่าง
ฝนตกหนักขึ้น น้ำเริ่มท่วมถนน
โซนกันชนเมืองแห่งความสุขถึงจะใหญ่ แต่คนอพยพมาเยอะเกิน รับไม่ไหวแล้ว
ใต้ชายคาตึก เต็มไปด้วยเต็นท์ผ้าใบ คนอัดแน่น หน้าตาบอกบุญไม่รับ ไร้แววความหวัง ไร้แวว "ความสุข"
"ความสุข... ปลอม"
เฉิงเย่นึกถึงคำพูดก่อนตายของเอ็ดมันด์เมื่อวาน
ความสุขอาจมีจริงในเมืองนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับคนรากหญ้าพวกนี้
ต้องตะเกียกตะกายเข้ากำแพง เข้าเมืองชั้นใน ถึงจะพบความสงบในยุคโกลาหล
วูบ
ไม่นาน รถเมล์ก็ชะลอ จอดก่อนถึงป้ายแฟลตโรงงานห้าป้าย
คนขับตะโกนบอก:
"ขออภัย แนวกันน้ำท่วมเขตเมืองหลักปิดเส้นทางรถเมล์ ทุกคนต้องลงป้ายนี้แล้วเดินต่อ"
ประตูเปิด เฉิงเย่ลงรถ
เดินไปไม่ถึงร้อยเมตร กระสอบทรายกั้นถนน เหลือช่องทางเข้าออกนิดเดียว
ทหารยามสี่คนยืนคุม เจ้าหน้าที่เขตกันชนอีกสองคน
"คุณครับ เนื่องจากการปิดกั้นน้ำท่วม ต้องควบคุมคนเข้าออก หลังสองทุ่มจะเข้าเขตเมืองหลัก ต้องแสดงหลักฐานการอยู่อาศัยในเขตเมืองหลักครับ"
เข้มงวดขนาดนี้?
เฉิงเย่แปลกใจ แต่ก็เข้าใจได้
เขตเมืองหลักคือจุดตัดของถนนคนเดินเก่าสามสาย ที่พักอาศัย ห้าง ร้านค้า อัดแน่น ระบายน้ำยาก ถ้าปล่อยคนแห่เข้าไป น้ำท่วมทีจัดการลำบาก
คุมคนไว้ก่อน ท่วมมาจะได้กู้สถานการณ์ง่าย
ถึงตาเฉิงเย่ เขาไม่หยิบกุญแจห้อง แต่หยิบตราเจ้าหน้าที่ตรวจสอบออกมา
ตราวงกลม ด้านหน้าลายกำแพงเมือง ด้านหลังคำว่า 'ตรวจ' เบ้อเริ่ม มีชิปฝัง
"อา ท่านเจ้าหน้าที่!"
เจ้าหน้าที่รับไปแตะเครื่อง ตาลุกวาว รีบนอบน้อมทันที
"ช่วงนี้ฝนตกหนัก ถ้าท่านต้องการอะไร เรียกหน่วยโยธาผ่านวิทยุสื่อสารได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ"
"ขอบคุณครับ ลำบากพวกคุณแล้ว"
เฉิงเย่พยักหน้า รับตราคืนเดินต่อ
เสื้อกันฝนสีดำปิดหน้ามิดชิด แต่ผิวขาวที่โผล่มาตรงหน้าผาก ก็ทำให้คนในเต็นท์ข้างทางอิจฉาตาร้อน
เมืองชั้นในแบ่งชนชั้น โซนกันชนก็แบ่ง
แค่สิบกว่ากิโล ยังแบ่งเป็นชานเมืองไกล ชานเมืองใกล้ ตัวเมือง เมืองหลัก
เฉิงเย่อายุน้อย อยู่เมืองหลัก คือผู้ชนะในชีวิตชัดๆ
เดินผ่านช่องทาง
เมืองหลักตึกเก่า ท่อเก่า แต่ไม่ค่อยมีน้ำขัง
ร้านค้าริมทางก่อกระสอบทรายกั้นสูงเกือบเอว อุดรอยรั่วด้วยเถาวัลย์สับ
ทุกสี่ห้าร้อยเมตรมีหัวหน้าคนงานคุมลูกน้องขุดลอกท่อ บ้างใช้พลั่ว บ้างใช้มือล้วงขยะ
ลำโพงห้อยคอหัวหน้าคนงาน ประกาศเสียงแหบพร่าเรื่องลอกท่อ ร่วมใจ สู่ชีวิตที่ดีกว่า
ความย้อนแย้งทำให้เฉิงเย่รู้สึกว่าโลกนี้มันบ้า
เทคโนโลยีในเมืองชั้นในที่เห็นจากความทรงจำร่างเดิม แค่เศษเสี้ยวเดียวก็เปลี่ยนโซนกันชนได้
แต่เบื้องบนเลือกกั๊ก ปล่อยให้โซนกันชนเน่าเฟะ ให้คนอยู่อย่างอดอยากปากแห้ง
"ถ้าไม่เห็นความต่างอย่างชัดเจน ใครจะดิ้นรนเข้าเมืองชั้นในล่ะ"
เฉิงเย่เห็นความด้านชาในแววตาหัวหน้าคนงาน
ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งสิ้นหวัง
เดินลัดเลาะเข้าใกล้ใจกลางเมืองหลัก คนงานยิ่งเยอะ
จู่ๆ เฉิงเย่ก็หยุด
ตรงมุมตึก 'ห้างเทียนหยวน' เขาเห็นร่างคุ้นๆ ปะปนกับกลุ่มคนงาน แบกกระสอบทรายอุดจุดเสี่ยงน้ำท่วม
ไม่ไกลกัน ผู้หญิงกอดเด็กหลบฝนในเต็นท์
"ลูกผู้ชายตัวจริงแฮะ"
กระสอบทรายกันน้ำหนักอย่างน้อย 70 กิโล
คนงานทั่วไปผอมแห้ง ต้องสองคนช่วยกันยก
แต่ฉู่หยุนเฟิงแบกข้างละกระสอบ สีหน้าชิลๆ
"เสียดาย ในโซนกันชน คนเดียวเลี้ยงทั้งบ้านด้วยการขายแรงงาน มันไม่พอ"
เฉิงเย่ยืนดูในเงามุมตึกสิบกว่านาที
รอจนฉู่หยุนเฟิงเดินไปขนกระสอบทรายรอบใหม่หลังห้าง ถึงเดินไปหาหัวหน้าคนงาน
"ไอ้ยักษ์นั่น ที่มีแรงเยอะๆ น่ะ มาจากไหน?"
หัวหน้าคนงานวัยกลางคนโดนถาม หันมาเห็นเด็กหนุ่ม ทำท่าจะวีน
แต่วินาทีถัดมา เห็นตราหมุนติ้วในมือเฉิงเย่ หน้าเปลี่ยนสีทันที
"เรียนท่านเจ้าหน้าที่ นั่นผู้ลี้ภัยเพิ่งเข้าเมืองตอนบ่าย ผมเห็นมันแรงดี เที่ยวถามหางานแลกข้าว เลยเรียกมาทำ"
"คนเดียว ทำงานเท่าสี่คน ได้กี่แรง?"
"เอ่อ..." หัวหน้าคนงานลังเล เดาความสัมพันธ์
คนนึงผู้ลี้ภัยใหม่ คนนึงเจ้าหน้าที่...
ถ้ารู้จักกัน คงไม่มาขายแรงงานมั้ง
คิดได้ดังนั้น เลยตอบตามตรง "เรียนท่าน กฎแรงงานในเมืองท่านก็รู้ ทำงานเท่าไหร่ ก็นับค่าแรงตามหัว"
"มันแรงดี โอกาสถูกเลือกให้ทำงานก็มากกว่าคนอื่น ก็แฟร์ดีครับ"
"ให้ค่าแรงมันสี่เท่า"
เฉิงเย่สั่งเสียงเฉียบขาด "มีปัญหาให้หน่วยโยธามาคุยกับผม"
"ระ... รับทราบ"
หัวหน้าคนงานเหงื่อตก รีบผงกหัว
จนเฉิงเย่เดินจากไป ก็ไม่กล้าขอตรวจตรา หรือจดชื่อ
ใครจะกล้า?
สถานีตรวจสอบคือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจในโซนกันชน คุมคน คุมของ คุมงาน คุมภารกิจ อย่าว่าแต่หัวหน้าคนงานเลย หัวหน้าหน่วยโยธาเจอเจ้าหน้าที่ยังต้องก้มหัว เขาไปขอตรวจบัตร เดี๋ยวได้ตายไว
ส่วนค่าแรงสี่เท่าจะอธิบายยังไง ง่ายมาก ก็รายงานไปตามจริง
ในโซนกันชน โกหกคอรัปชั่นไม่ตาย แต่ถ้าให้เจ้าหน้าที่รับผิด เดี๋ยวโดนสอบสวนยาว หัวหลุดกันเป็นแถบ
"ชิงฮุ่ย ลูกพ่อ หิวแย่แล้วสินะ?"
ฉู่หยุนเฟิงกางเสื้อคลุม เผยให้เห็นเจลสารอาหารห้าถุง น้ำตาลปั้นสองก้อน ใบหน้าบึ้งตึงมาทั้งวัน ยิ้มออกสักที:
"พ่อค้าเร่ที่เจอมาก่อนหน้านี้ไม่โกหก เมืองแห่งความสุขนี่ถ้าขยันก็ไม่อดตายจริงๆ"
"พ่อครับ ไม่ใช่แค่สองถุงเหรอ ทะ... ทำไมเถ้าแก่ให้เยอะจัง?"
ผู้ใหญ่ทนได้ เด็กหิวจนตาลาย รีบคว้าน้ำตาลปั้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
คนงานอื่นมองตามตาละห้อย เลียริมฝีปากแห้งผาก
"พ่อก็ไม่รู้ เถ้าแก่ตอนแรกบอกนับตามหัว จู่ๆ ก็ให้ค่าแรงตามจริงสี่เท่า บอกว่าพ่อแรงดีไม่ขี้เกียจ ทำให้แกหน้าบาน... แกพอใจมาก?"
ฉู่หยุนเฟิงงง
ปกติเขาคงระแวงว่าเป็นแผนอะไร
แต่วันนี้เรื่องราวมันวุ่นวายสมอง
คนในเมืองนี้ย้อนแย้ง เจ้าหน้าที่คนนึงรีดไถจนเขาแทบฆ่าทิ้ง อีกคนเหมือนนักบุญ ช่วยเหลืออย่างดี จนเขาไม่อยากเชื่อ
แถมเจ้าหน้าที่คนหลังยังกลั้นขำตลอด ทำเอาฉู่หยุนเฟิงยิ่งงง ว่าตกลงมันยังไงกันแน่
เข้าเมืองมาหางานก็เหมือนกัน
บางคนรังเกียจ ยอมใช้คนผอมๆ อู้งาน
บางคนอย่างเถ้าแก่เมื่อกี้ก็ดีใจหาย สั่งงานไม่กี่คำ จ่ายค่าแรงสี่เท่า
ความระแวงที่ใช้ในแดนร้างมาตลอด เริ่มรวน
"หยุนเฟิง..."
อวี้ชิงฮุ่ยเรียกให้เอาหูมาใกล้ๆ กระซิบ "เมื่อกี้ฉันเห็นชายหนุ่มคนนึงยืนข้างเถ้าแก่ เถ้าแก่ดูเคารพเขามาก... ไม่รู้เกี่ยวกับเขาไหม?"
คำว่า 'เขา' เน้นเสียงหนัก
รู้กันว่าหมายถึงใคร
"แน่ใจเหรอ? ตอนบ่ายเขาใส่หน้ากากนะ..."
"ค่อนข้างแน่ ไม่เห็นหน้า แต่หุ่น ท่าทาง นิสัย มันชัด ไม่มีใครเหมือนขนาดนี้ ที่แปลกคือ..."
"แปลกตรงไหน?" ฉู่หยุนเฟิงรีบถาม
"ฉะ... ฉันรู้สึกว่าเขาเดินเหมือนคุณ วิธีการออกแรง ฉันไม่ได้เห็นเขาหรอก แต่เพราะมันเหมือนคุณมาก ฉันเลย..."
อวี้ชิงฮุ่ยพูดไปก็ติดอ่าง จะบอกว่าเหมือนเห็นฉู่หยุนเฟิงตอนหนุ่มๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ดูเวอร์ไป
"เหมือนฉัน?"
ฉู่หยุนเฟิงตกใจ "เมื่อบ่ายเขานั่งอยู่ฉันไม่ได้สังเกต จู่ๆ มาช่วย หรือเราจะเกี่ยวข้องกันจริงๆ?"
"ฉันอาจจะตาฝาดก็ได้ มืดด้วย ฝนตกด้วย..."
คำแก้ตัวของอวี้ชิงฮุ่ยฟังไม่ขึ้น
คนฝึกยุทธ หูตาไว จะตาฝาดได้ไง?
ฉู่หยุนเฟิงเงียบไป เดี๋ยวส่ายหน้า เดี๋ยวพยักหน้า สุดท้ายยัดเจลสารอาหารอุ่นๆ ใส่มืออวี้ชิงฮุ่ย
"กินเถอะ ไม่ว่ายังไง เขาช่วยเราสองครั้งแล้ว บุญคุณต้องทดแทน"
"วันหน้าหาโอกาสตอบแทนเขาสิบเท่า"
เขาหยุดนิดนึง "ตอนนี้หาที่ซุกหัวนอนก่อนพายุเข้า หาข้าวกินให้มั่นคง อย่างอื่นอย่าเพิ่งคิดมาก"
[จบแล้ว]