- หน้าแรก
- ผู้ตรวจการแดนเถื่อน ระบบกู้ซากอารยธรรม
- บทที่ 3 - ไฟแค้นและการต่อสู้ข้ามสายพันธุ์!
บทที่ 3 - ไฟแค้นและการต่อสู้ข้ามสายพันธุ์!
บทที่ 3 - ไฟแค้นและการต่อสู้ข้ามสายพันธุ์!
"เจลสารอาหารนี่จริงๆ ไม่ค่อยมีสารอาหารหรอก ได้แค่หลอกให้อิ่มท้อง ถ้าเอ็งกินทุกวัน เดี๋ยวก็ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารตาย"
รับเงินห้าเหรียญมา ลุงตงส่ายหน้า ลากเก้าอี้พับมานั่งตรงข้ามเฉิงเย่
"พ่อเอ็งทิ้งสมบัติไว้ให้ตั้งเยอะ แล้วตอนนี้เอ็งก็เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว จะงกกับตัวเองทำไม? โรงอาหารเนื้อยักษ์ข้างๆ กลิ่นหอมจะตายไป"
"โรงอาหารเนื้อยักษ์?"
เฉิงเย่สะดุ้งเฮือก ความทรงจำเลวร้ายแวบเข้ามาในหัว
ตอนทะลุมิติมาใหม่ๆ เขาหลงเชื่อชื่อร้านจนเดินเข้าไปจริงๆ แต่พอเห็นเมนู ก็วิ่งป่าราบออกมาในวินาทีเดียว
เนื้อยักษ์ คือชื่อที่ชาวเมืองตั้งให้ 'แมลงสาบ' ด้วยความรักใคร่
เนื้อยักษ์พูนจานแกล้มน้ำตาลปั้น เขาว่ากันว่าเคี้ยวกรุบกรอบ น้ำแตกกระจายในปาก!
แต่เฉิงเย่ตัดสินใจแล้วว่า ตราบใดที่ยังไม่อดตาย เขาจะกินมันให้น้อยที่สุด หรือไม่กินเลยยิ่งดี
อยากได้โปรตีน เจลสารอาหารที่สกัดจากโปรตีนพืชอาจจะดูดซึมยากหน่อย แต่อย่างน้อยก็ใช้แทนกันได้
"ผมกินไม่ลง กินอันนี้แหละดีแล้ว"
"ก็จริง... เอ็งโตในเมืองชั้นใน อย่างแย่ที่สุดที่นั่นก็ได้กินเนื้อสังเคราะห์"
ลุงตงหรี่ตาที่เต็มไปด้วยตีนกา มองเฉิงเย่เคี้ยวน้ำตาลปั้นดังกรุบกรับอย่างนึกเอ็นดู
"ตอนออกมาใหม่ๆ เอ็งยังจะเป็นจะตายอยู่เลย ไม่นึกว่าจะปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ แค่สองเดือนก็เริ่มมีมาดพ่อเอ็งแล้ว"
"สภาพแวดล้อมมันบีบให้ต้องเป็นแบบนี้ครับ ช่วยไม่ได้ พ่อผมเมื่อก่อนก็คงบีบตัวเองเหมือนกัน"
เฉิงเย่ยักไหล่ แกล้งทำเป็นสบายๆ
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่และเรียนรู้สภาพแวดล้อม เขาไม่เคยลืมที่จะสร้างเกราะป้องกัน แม้กับคนคุ้นเคย เขาก็ไม่เผยความอ่อนแอให้เห็น
เพราะในแดนร้างที่คนกินคนนี้ ใครจะรู้ว่าวินาทีถัดไป คนที่ลงมือทำร้ายเราอาจจะเป็นคนใกล้ตัวก็ได้
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย
แดดเริ่มคล้อยต่ำ จนแสงสุดท้ายถูกเส้นขอบฟ้ากลืนหาย วิทยุสื่อสารก็สั่นเตือน
[หลิวปี้: เจอกันที่เดิม มีเซอร์ไพรส์]
"พี่บิ๊กบี (Big B) เรียกแล้ว ลุงตง ผมไปก่อนนะ"
"โชคดี"
ดึงจี้กลับมาคล้องคอ เฉิงเย่รีบเดินออกจากร้าน ข้ามบล็อกถนนไปสองบล็อกจนถึงถนนหลัก ขึ้นรถเมล์สายเดียวที่มีในโซนกันชน
สายนี้วิ่งจากสุดสายตะวันออกไปตะวันตก ผ่ากลางโซนกันชน
เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้า ช่วงหน้าฝนรถเมล์เลยวิ่งฟรี คนเลยแน่นขนัด
ขึ้นจากป้ายแฟลตโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ลงที่ป้ายสนามฝึก
เฉิงเย่ก้าวลงจากรถ ยืนทรงตัว
กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งในอากาศ สนามฝึกรูปทรงโรงเรือนปลูกผักที่อยู่ไกลๆ เปิดไฟสว่างแล้ว
ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์ ชายร่างยักษ์หนวดเคราเฟิ้ม สวมเสื้อกั๊กยุทธวิธี ยืนโบกมือเรียก
เฉิงเย่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ถ้าถามว่าในเมืองนี้เขาไว้ใจใครได้บ้าง ก็คงมีแค่ "พี่บิ๊กบี" หลิวปี้ ที่อยู่ตรงหน้านี่แหละ
ในฐานะเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายของเฉิงหลง ภารกิจสุดท้ายเฉิงหลงยอมตายเพื่อส่งหลิวปี้ออกมา และฝากฝังลูกชายคนเดียวไว้กับชายเถื่อนคนนี้
"ยังไม่ทันบอกเลยว่าเซอร์ไพรส์อะไร ยิ้มหน้าบานเชียว?"
พอเจอกัน หลิวปี้ก็ถามอย่างงงๆ
"มีคนแอบบอกก่อนเหรอ?"
"หือ?"
"ไม่รู้สิ ไม่รู้เอ็งยิ้มอะไร"
หลิวปี้เดาะลิ้น ล้วงเนื้อตากแห้งสีดำคล้ำถุงเล็กออกมาจากกระเป๋า แกว่งไปมาตรงหน้าเฉิงเย่ "เนื้อสังเคราะห์จากเมืองชั้นใน รู้ว่าเอ็งกินเนื้อยักษ์ไม่ลง เลยหามาให้เป็นพิเศษ"
"ไม่ต้องเกรงใจ ข้าไม่อยากไปบอกพ่อเอ็งทีหลังว่าลูกชายมันอดตาย"
"ขอบคุณครับ พี่บี" เฉิงเย่ไม่ปฏิเสธ บุญคุณนี้ถ้ารอดกลับมาจากภารกิจค่อยหาโอกาสตอบแทน ถ้าซวยตายข้างนอก หนี้สูญ ก็ถือว่าพ่อจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว
เขารับเนื้อแห้งมา หยิบชิ้นหนึ่งเข้าปากเคี้ยวช้าๆ ลิ้นสัมผัสได้ถึงรสเนื้อวัวจางๆ
เนื้อสังเคราะห์แม้จะมีคำว่าเนื้อ แต่จริงๆ ก็คือโปรตีนพืช แค่ผสมผงเนื้อวัวแต่งกลิ่นนิดหน่อย
คนรวยในเมืองชั้นในไม่กินของพรรค์นี้หรอก แต่ในโซนกันชน นี่คืออาหารเลิศรสระดับภัตตาคาร
"อีกอย่าง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันออกภารกิจ เอ็งเบิกกระสุนซ้อมฟรีได้วันละร้อยนัด"
"ทำไมล่ะ?"
"ไม่ต้องตกใจ หัวหน้าติงอนุมัติเอง พวกฮาร์ลินช่วงนี้กร่างเกินไป เริ่มรับสินบนจะๆ เพื่อปล่อยคนเข้า หัวหน้าติงเก็บความแค้นไว้เต็มอก ภารกิจรอบหน้าคงเอาจริง เผลอๆ จะมีคนตายเพียบ"
พูดถึงศึกสายเลือดระหว่างสองฝ่าย สีหน้าหลิวปี้เคร่งเครียดขึ้น
นอกจากเรื่องปกป้องผลประโยชน์เจ้าหน้าที่ที่สองฝ่ายจะสามัคคีกัน เวลาอื่นคือตีกันตลอด
นี่คือสิ่งที่เบื้องบนอยากเห็น เพราะด่านตรวจมีอำนาจพอตัว ถ้าเหลือเสียงเดียวจะคุมยาก
แบบนี้แหละดี ฝั่งตะวันออกนำโดยติงอี่ซาน ฝั่งตะวันตกนำโดยฮาร์ลิน กัดกันไม่ปล่อย เบื้องบนพูดคำเดียว ทั้งคู่ก็รับไปปฏิบัติเหมือนราชโองการ
"ยกระดับภารกิจ งั้นผมก็ซวยสิ?"
หน้าเฉิงเย่ซีดเผือด
ภารกิจปกติก็เสี่ยงตายพอแล้ว นี่ถ้ายกระดับแล้วโดนลูกหลงจากการเมืองภายใน...
"วางใจ มีข้าคอยกันให้ รับรองเอ็งตายทีหลังคนอื่นแน่"
คำสัญญานี้ฟังดูอบอุ่น แต่กลับทำให้ความปลอดภัยในใจเฉิงเย่ลดฮวบ
จนเมื่อเดินเข้าสนามฝึก เขาต้องรีบปรับโหมดเข้าสู่สภาวะตั้งใจเรียนอย่างรวดเร็ว
ชักปืน เล็ง ยิง
กระสุนร้อยนัดหมดเกลี้ยงในพริบตา เทียบกับเมื่อก่อน ผลการยิงปืนสั้นระยะ 25 เมตรของเฉิงเย่ดีขึ้นมาก ยิงเร็ว 10 นัด กลุ่มกระสุนเกาะกลุ่มในระยะ 15 เซนติเมตร หรือประมาณ 6-8 คะแนน
สถิตินี้ถ้าเป็นยุคปัจจุบันถือว่าไม่เลว เป็นมือสมัครเล่นที่ชำนาญ
แต่ในแดนร้าง ได้รับคำชมจากหลิวปี้แค่คำว่า "ก็พอได้"
"เอ็งฉลาด เรียนรู้เร็วกว่าคนอื่นเยอะ เลียนแบบท่าทางข้าได้ห้าหกส่วนในเวลาสั้นๆ แต่การยิงปืนไม่ต้องใช้ความฉลาดโว้ย โง่หน่อยจะรุ่งกว่า อย่างตอนคุมแรงรีคอยล์ เอ็งชอบกะจังหวะล่วงหน้า คิดจะคำนวณวิถีกระสุน..."
"แต่คนหัวทึบอย่างข้า..." หลิวปี้ชักปืนออกมายิงรัวสิบนัด "ข้าจะทุ่มแรงทั้งตัวอัดลงไปที่ด้ามปืนตอนเหนี่ยวไก อัดแรงรีคอยล์ลงดินเหมือนตอกเสาเข็ม!"
เฉิงเย่จ้องรูบนเป้า ตาเบิกกว้าง สิบนัดเกาะกลุ่มกันไม่เกินห้าเซนติเมตร เข้าเป้าสิบคะแนนรวด ถ้านี่เป็นยุคปัจจุบันคงได้เหรียญทองโอลิมปิก
แต่... เขาเลียนแบบท่าทางและวิธีลั่นไกแล้ว ทำไมผลลัพธ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว?
"รู้ไหมทำไมหัวหน้าติงไม่เคยส่งงานใหญ่ๆ ให้พวกคนฉลาดฝั่งฮาร์ลินทำ?"
หลิวปี้ลดเสียงลง "สองเดือนก่อนที่เขตเมืองเก่า ไอ้หนุ่มสามคนโดนสัตว์ประหลาดหนวดพ่นกรดเจาะกะโหลกเรียบ เพราะไอ้ตัวนั้นมันไม่ออกท่าทางตามตำราที่พวกมันสรุปมา"
เขาฉีกเสื้อกั๊กออก เผยให้เห็นรอยกรงเล็บน่ากลัวที่หน้าอก "แผลนี้ข้ารับแทนพ่อเอ็ง ตอนนั้นเราคำนวณว่าผู้ติดเชื้อไม่ได้ยินเสียงปืน แต่ไอ้เวรนั่นดันหูดี เอ็งว่ากฎในแดนร้างเนี่ย มันมีไว้ให้พวกชอบเข้าสูตรคำนวณงั้นเหรอ?"
"แล้วผมต้องทำยังไง?"
"ลืมเทคนิค ทิ้งสมอง ใช้กล้ามเนื้อจดจำแรงกระแทก ดีกว่าใช้สมองจจำวิถีกระสุนเป็นหมื่นเท่า"
พูดง่าย แต่ทำโคตรยาก
เฉิงเย่พยักหน้าทื่อๆ ไม่รู้ว่าอนาคตจะทำตามวิธีของหลิวปี้ได้ไหม
แต่เขารู้อย่างหนึ่ง ก่อนจะผ่านภารกิจแรกและรอดตายจนเลิกกลัวแดนร้าง เขาจะทิ้งสติปัญญาไปเป็นคนบ้าเลือดไม่ได้เด็ดขาด
เพราะสิ่งที่เขาพึ่งพาได้ มีแค่สมอง
"จบซ้อมยิง ต่อไปซ้อมต่อสู้ระยะประชิด"
เสียงตุ้บตั้บดังสนั่น เฉิงเย่บุก หลิวปี้รับ
ความอัดอั้นในใจทำให้เฉิงเย่รัวหมัดเท้าเข่าศอกอย่างบ้าคลั่ง แต่เจาะเกราะไม่เข้าเลยสักนิด
ถ้าไม่กลัวเสียศักดิ์ศรี เขาว่าหลิวปี้ใช้มือเดียวก็รับได้หมด
ไอ้พวกคนเถื่อน! ไอ้แดนร้างบ้าบอ!
ไม่นานเฉิงเย่ก็หอบแฮก หมดแรงข้าวต้ม หลิวปี้ถึงสั่งหยุด
"มีพัฒนาการ ข้าสัมผัสได้ถึงความโกรธ ใช่แล้ว! ให้ความโกรธนำทางร่างกาย ไม่ใช่สติปัญญาไร้ค่านั่น!"
"คิดซะว่าข้าเป็นศัตรู ฉีกข้าให้เป็นชิ้นๆ ฆ่าข้าให้ตาย ถึงจะเก่งขึ้น!"
ทฤษฎีคนเถื่อนชัดๆ
เฉิงเย่ไม่เถียง จริงๆ เขาตระหนักถึงความต่างทางพันธุกรรมมานานแล้ว คนยุคใหม่กับคนแดนร้างวิวัฒนาการไปคนละทาง
ฝ่ายแรกถนัดใช้สมอง เข้าสังคม
ฝ่ายหลังถนัดสู้รบ สานสัมพันธ์กับเชื้อโรค
อย่างการหลอกถามข้อมูลผู้รอดชีวิต เขาใช้เวลาสองเดือนก็คล่องปร๋อ แต่หลิวปี้ทำมาสิบกว่าปียังไม่เนียน
ยีนต่อสู้ของร่างเดิมมันอ่อนด๋อย เทียบกับหลิวปี้คือเด็กหลังห้องชัดๆ อยากลบช่องว่างนี้ นอกจากพยายาม ก็มีแต่พยายาม!
"วันนี้พอแค่นี้ กลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้กะเช้าข้าลาให้แล้ว"
ลาหยุดง่ายๆ นี่ก็สิทธิพิเศษชามข้าวเหล็ก
บ้านหลิวปี้อยู่ไกลออกไปทางตะวันออกแถวแฟลตโรงงานปุ๋ย ทั้งคู่แยกกันที่ป้ายรถเมล์ ขึ้นรถคนละฝั่ง
วิวนอกหน้าต่างถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว แต่เฉิงเย่รู้สึกว่าไฟในอกยังลุกโชน และยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ!
ความรู้สึกไร้ทางสู้แบบสองมือแพ้มือเดียว ทำให้เขาจินตนาการไม่หยุดว่า ถ้าผู้ติดเชื้อเก่งเหมือนหลิวปี้ เขาจะทำยังไง?
ยอมแพ้เหรอ?
ไม่ ฉันต้องรอด ฉันต้องกลับบ้าน จะมาตายไร้ชื่อในแดนร้างแบบนี้ไม่ได้!
ต้องเก่งขึ้น
ฉันอยากเก่งขึ้น!
ฉันต้องเก่งขึ้นให้ได้!
เสียงเรียกร้องดังก้องในใจ มือเขากำจี้ที่คอแน่นโดยไม่รู้ตัว
พ้นคืนนี้ไป เครื่องรวบรวมก็จะเปิดใช้งาน
ไอ้ขยะเอ๊ย อุตส่าห์พาฉันมาแดนร้าง ก็ช่วยแสดงอิทธิฤทธิ์หน่อยสิวะ!
[จบแล้ว]