- หน้าแรก
- ระบบจำลองสร้างเทพ เริ่มต้นจากศูนย์สู่ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 15 - สาวน้อยผู้ไร้เดียงสา
บทที่ 15 - สาวน้อยผู้ไร้เดียงสา
บทที่ 15 - สาวน้อยผู้ไร้เดียงสา
บทที่ 15 - สาวน้อยผู้ไร้เดียงสา
"เป็นอย่างนี้เองเหรอครับ"
ขณะเดินเคียงคู่กันไป เฉินเหิงฟังคำบอกเล่าของหลิวอี้ด้วยความประหลาดใจ
เขาคิดว่าหลิวอี้มาหาเขาเพราะมีเรื่องสำคัญบางอย่างจะพูด
แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้
นี่ทำให้เขารู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง รู้สึกเสียดายสมองที่อุตส่าห์ขบคิดกังวลไปต่างๆ นานา
ถึงแม้โลกนี้จะมีวรยุทธ์ดำรงอยู่ แต่ก็ยังเป็นโลกปกติที่มีระเบียบแบบแผนภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์แบบในโลกจำลองจึงมีน้อยมาก
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน
เฉินเหิงปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลงแล้วกล่าวว่า "ผมทำแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรอกครับ..."
"ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้ามีกำลังพอ ก็คงยื่นมือเข้าช่วยเหมือนกันทั้งนั้น"
เขาตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าคนที่ตกอยู่ในอันตรายคือนั้นคือพี่สาวของเขา
แววตาของหลิวอี้ฉายแววเคารพเลื่อมใสขณะกล่าวว่า "คุณเฉินไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ด้วยค่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ คุณอยากให้ฉันอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับทางหน่วยปราบปรามปีศาจว่ายังไงดีคะ"
เฉินเหิงลังเล ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า หากเขายอมรับเรื่องนี้ ย่อมมีผลประโยชน์ตามมามากมาย และเขาอาจได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากทางรัฐบาล
ทว่า เขาอาจจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในอนาคต และอาจมีปัญหากับเสรีภาพส่วนบุคคล
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลจะต้องทำการทดสอบเขาเป็นระยะๆ และต้องเป็นการทดสอบแบบละเอียดรอบด้านอย่างแน่นอน
เฉินเหิงสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบการจำลอง ดังนั้นเมื่อถึงเวลานั้น คงต้องเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาแน่
อีกอย่าง...
เขามองหลิวอี้แล้วยิ้มบางๆ ก่อนกล่าวว่า "ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่จำเป็นต้องรับรางวัลพิเศษอะไร"
"ยกเกียรติยศนี้ให้คนอื่นเถอะครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวอี้ไม่ได้พูดอะไร แต่ทมองเฉินเหิงด้วยความเคารพยกย่องยิ่งกว่าเดิม
รางวัลจากหน่วยปราบปรามปีศาจไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม หากเข้าตาหน่วยงานนี้ เขาอาจได้รับผลประโยชน์มหาศาล
การที่เฉินเหิงสามารถปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด ราวกับไม่แยแสลาภยศสรรเสริญ ช่างน่านับถือจริงๆ
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ลังเลที่จะหยิบบัตรใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
"บางอย่างคุณอาจเลือกที่จะไม่รับได้ แต่บางอย่างฉันหวังว่าคุณจะรับไว้นะคะ"
เธอยัดบัตรใส่มือของเฉินเหิงและกล่าวอย่างจริงจัง "นี่คือรางวัลนำจับจากหน่วยปราบปรามปีศาจสำหรับการสังหารปีศาจค่ะ มูลค่า 50,000 เหรียญ หวังว่าคุณจะรับไว้นะคะ"
"ถึงมันจะไม่เยอะเท่าไหร่ แต่มันเป็นสิ่งที่คุณควรได้รับ ได้โปรดอย่าปฏิเสธเลยค่ะ"
50,000 เหรียญ... ไม่เยอะเหรอ?
เฉินเหิงชะงักไป พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาพอมองออกว่าหลิวอี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะใช้เงินมือเติบขนาดนี้
ค่าเงินในโลกนี้กับโลกเดิมของเขามีมูลค่าพอๆ กัน และฐานะทางบ้านของเฉินเหิงก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เงินเก็บทั้งชีวิตของครอบครัวเขารวมกันก็น่าจะประมาณยอดนี้แหละ
แต่สำหรับหลิวอี้ เงินจำนวนนี้กลับเป็นเพียงเศษเงิน
เขาถอนหายใจในใจ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว มันก็สมเหตุสมผลอยู่
แม้สัตว์ประหลาดที่ปรากฏตัวในวันนั้นจะเพิ่งกลายร่าง แต่มันก็เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับฝึกกายาสมบูรณ์ที่แข็งแกร่งมาก
หากตัวตนระดับนี้หลุดเข้าไปในย่านชุมชนและอาละวาด ความเสียหายและอันตรายที่เกิดขึ้นย่อมมหาศาล
การที่เฉินเหิงจัดการมันได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย การได้รับเงิน 50,000 เหรียญจึงไม่ถือว่ามากเกินไปจริงๆ
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งและเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพของหลิวอี้ เขาก็รับบัตรใบนั้นไว้
เขายิ้มแล้วกล่าวว่า "สำหรับผม เงินจำนวนนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก พอจะมีอะไรที่ผมสามารถใช้เงินนี้แลกมาได้ไหมครับ"
"คุณอยากได้อะไรเหรอคะ" หลิวอี้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เคล็ดวิชาสำหรับการฝึกฝนหลังจากขั้นฝึกกายาครับ" เฉินเหิงกล่าวอย่างจริงจังหลังจากไตร่ตรองแล้ว
"คุณไม่มีวิชาสำหรับฝึกต่อหลังจากขั้นฝึกกายาเหรอคะ"
หลิวอี้ประหลาดใจ "อาจารย์ของคุณไม่ได้สอนให้เหรอคะ"
"ผมไม่มีอาจารย์ครับ" เฉินเหิงส่ายหน้า ใบหน้าฉายแววโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อย
เมื่อมองดูเฉินเหิง หลิวอี้ก็อดไม่ได้ที่จะนึกเปรียบเทียบกับตัวเอง
ภาพของอัจฉริยะหายากที่มาจากครอบครัวยากจน ไร้ซึ่งทรัพยากรหรืออาจารย์ชี้แนะ ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ และแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจออกมา "ฉันเองก็ไม่มีวิชาสำหรับฝึกต่อหลังจากขั้นฝึกกายาเหมือนกันค่ะ..."
ได้ยินดังนั้น เฉินเหิงก็ผิดหวังเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง หลิวอี้ก็พูดต่อว่า "แต่มันหาได้ไม่ยากหรอกค่ะ ถ้าคุณอยากได้ เดี๋ยวฉันช่วยหามาให้"
คราวนี้เฉินเหิงถึงกับพูดไม่ออก
ของพวกนั้นหาได้ไม่ยากงั้นเหรอ? เธอสามารถหามาให้เขาได้ง่ายๆ เลย?
เขาลอบถอนหายใจ และประเมินค่าของหลิวอี้สูงขึ้นไปอีกขั้น
ดูเหมือนว่าหลิวอี้จะไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ และตระกูลของเธอก็น่าจะพิเศษมากด้วย
สิ่งที่คนทั่วไปยากจะไขว่คว้ามาครอบครอง เธอกลับสามารถหามันมาได้ง่ายๆ
แม่สาวคนนี้คือขุมทรัพย์เดินดินชัดๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของเขาก็ฉายแววซาบซึ้งและตื่นเต้น
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา หลิวอี้รู้สึกปวดใจแทน และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
สักพักต่อมา หลิวอี้และเฉินเหิงก็แยกย้ายกันไป
ร่างของเฉินเหิงยืดตรงขณะเดินออกมาจากตรอก
รูปร่างของเขาสูงโปร่งและสง่าผ่าเผย หน้าตาหล่อเหลาผิวพรรณขาวสะอาด เมื่อเดินออกมาจากตรอก กอปรกับบุคลิกพิเศษจากการฝึกวรยุทธ์ ทำให้เขาดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย
สีหน้าของเขาดูเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับลิงโลดด้วยความยินดี
แน่นอนว่าเขาต้องดีใจ
ก่อนหน้านี้ เขาไม่มีอะไรเลย
หลังจากการพบปะกับหลิวอี้ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะได้รับเงิน 50,000 เหรียญ แต่ยังได้รับคำสัญญาจากหลิวอี้ว่าจะช่วยหาเคล็ดวิชาวรยุทธ์มาให้
หลิวอี้บอกว่าจะหามาให้เขาภายในไม่กี่วัน
ส่วนบัตรเงินสดที่เฉินเหิงพยายามจะยื่นให้เธอเพื่อแลกเปลี่ยน เธอก็ไม่รับไว้ มิหนำซ้ำยังบอกอีกว่าหากเขามีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็สามารถมาหาเธอได้
เห็นได้ชัดว่า ระหว่างการสนทนากับเฉินเหิง เธอได้เติมแต่งเรื่องราวในช่องว่างด้วยจินตนาการของเธอเอง จนกระทั่งตอนแยกจากกัน เธอยังมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ราวกับเห็นเขาเป็นเด็กกำพร้าผู้ยากไร้และน่าสงสาร
เฉินเหิงไม่ได้แก้ไขความเข้าใจผิดนี้
เพราะถ้าจะว่ากันตามตรง ฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่ได้ดีนัก เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในชั้นเรียน ครอบครัวเขาถือว่าค่อนข้างจนด้วยซ้ำ
จะบอกว่าจินตนาการของหลิวอี้นั้นผิดเพี้ยนไปไกลก็คงไม่ได้เต็มปากนัก