- หน้าแรก
- ระบบเหนือยุทธภพ ข้าจะผงาดเหนือใคร
- บทที่ 21 - เจ็ดกระบี่เซี่ยโม่
บทที่ 21 - เจ็ดกระบี่เซี่ยโม่
บทที่ 21 - เจ็ดกระบี่เซี่ยโม่
บทที่ 21 - เจ็ดกระบี่เซี่ยโม่
ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับฉินหยางอย่างแท้จริง กุ้ยเอ้อจึงได้ตระหนักว่าเหตุใดกุ้ยอู่ถึงถูกฉินหยางสยบลงได้อย่างง่ายดาย
ปราณหมัดที่บ้าคลั่งและก้าวร้าวทรงพลังนั้น มิใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตโฮ่วเทียนจะต้านทานไหว เพียงแค่เผชิญหน้ากับลมหมัด ก็ให้ความรู้สึกเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมจะดับสูญได้ทุกเมื่อ
ทว่า...
‘ไม่จำเป็นต้องเอาชนะเขา’ มุมปากของกุ้ยเอ้อกระตุกเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย
กริชสั้นที่ทอประกายแสงสีน้ำเงินวาววับถูกวาดแนบไปกับแขน พุ่งเป้าตรงไปยังกำปั้นที่ฉินหยางชกเข้ามา
แลกอาการบาดเจ็บด้วยอาการบาดเจ็บ หรือควรเรียกว่าแลกชีวิตด้วยชีวิต ปราณหมัดของฉินหยางรุนแรงพอที่จะบดขยี้หน้าอกของกุ้ยเอ้อจนแหลกเหลว แต่กุ้ยเอ้อมั่นใจว่าพิษร้ายที่อาบอยู่บนกริชของตน ก็เพียงพอที่จะปลิดชีพฉินหยางได้เช่นกัน
ในขณะที่ลงมือ กุ้ยเอ้อโคจรลมปราณคุ้มกายเตรียมพร้อมรับหมัดนั้นอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือศัตรูตาย ตนเองบาดเจ็บ ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคือตายตกไปตามกัน กุ้ยเอ้อเตรียมใจที่จะสละชีพไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีคำว่าแย่ที่สุด มีแต่แย่ยิ่งกว่า
กำปั้นที่ทรงพลานุภาพน่าสะพรึงกลัวนั้นพลันแปรเปลี่ยนกะทันหัน จากความบ้าคลั่งดุดันกลายเป็นความพลิ้วไหวแผ่วเบา ข้อมือขวาหมุนวนคว้าจับท่อนแขนของกุ้ยเอ้อ มืออีกข้างล็อกหัวไหล่ไว้แน่น ร่างของทั้งสองหมุนคว้างสลับตำแหน่งกัน ฉินหยางใช้ร่างของกุ้ยเอ้อต่างโล่ หันหน้าเข้าหานักฆ่าอีกสองคนที่เหลือ
การพลิกผันในชั่วพริบตานี้ทำให้กุ้ยเอ้อตกตะลึง แม้ฉินหยางจะเพิ่งปรากฏตัวได้ไม่นาน แต่รูปแบบวรยุทธ์ที่ผ่านมามักเอนเอียงไปทางบ้าคลั่งดุดัน ทักษะการใช้มือที่ละเอียดอ่อนพลิกแพลงเช่นนี้ เพิ่งเคยปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรก ทำให้กุ้ยเอ้อที่ศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีถึงกับตั้งตัวไม่ติด
ทำได้เพียงกล่าวว่า การปักใจเชื่อข้อมูลเพียงด้านเดียวอาจนำมาซึ่งความตาย
ฉินหยางจะเป็นไปได้หรือที่จะถนัดเพียงกระบวนท่าอันบ้าคลั่ง? ไม่ต้องเอ่ยถึงมวยหย่งชุนที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด แม้แต่วิชาจับยึดที่เขาถนัด ก็ยังแบ่งออกเป็นวิชาจับยึดใหญ่และวิชาจับยึดเล็ก
หัตถ์จับยึดใหญ่ นั้น กระบวนท่าหนักแน่น การลงมือเฉียบขาด ทรงพลังอำนาจ
หัตถ์จับยึดเล็ก นั้น เน้นชัยชนะด้วยการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อน กระบวนท่าวิจิตรพิสดาร แปรเปลี่ยนได้ไม่รู้จบในพื้นที่อันจำกัด
วิชาที่ฉินหยางใช้ออกเมื่อครู่ ก็คือหัตถ์จับยึดเล็กแห่งเส้าหลิน
“ดูเหมือนข้าจะชนะแล้ว”
ไม่เปิดโอกาสให้กุ้ยเอ้อได้แก้ตัว มือซ้ายของฉินหยางที่เกาะกุมหัวไหล่ศัตรูพลันบังเกิดแรงดูดมหาศาล พลังวัตรทั่วร่างของกุ้ยเอ้อไหลทะลักราวกับเขื่อนแตกพุ่งตรงไปยังหัวไหล่ ถูกฉินหยางช่วงชิงไปด้วย ‘มหาเวทดูดดาว’ จนหมดสิ้น
เพียงไม่นาน พลังวัตรในกายกุ้ยเอ้อก็ว่างเปล่า มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าหมับเข้าที่ลำคอ แล้วบิดหักอย่างโหดเหี้ยม
“ต่อไป ก็ตาพวกเจ้าแล้ว”
ฉินหยางโยนศพของกุ้ยเอ้อทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันไปมองนักฆ่าอีกสองคนที่เหลือ
เผชิญหน้ากับฉินหยางที่มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศเช่นนี้ นักฆ่าทั้งสองจะหนีไปที่ใดได้เล่า?
“ปัง——”
ท่ามกลางเสียงระเบิดทึบหนัก ปราณกระบี่สายหนึ่งที่หนาหนักรุนแรงพุ่งทะลวงหลังคา ทำลายผนังจนพังทลาย ชายผู้ถือกระบี่ทื่อไร้คมพานักดาบหน้ากากเหล็กเดินออกมาจากรอยแยกของผนัง สายตากวาดมองไปยังคนสองคนที่อยู่บนหลังคาฝั่งตรงข้าม
“ถังเฟิงหรู, เซียวอู๋มิ่ง” ต้วนสุ่ยทอดสายตามองด้วยแววตาลึกล้ำ เฉกเช่นกระบี่ของเขาที่ไร้ซึ่งประกายคมกล้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นมั่นคง “จอมโจรจอมอหังการกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของสำนักโม่ ไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ?”
คำว่า “สำนักโม่” ที่หลุดจากปากเขา ดูเหมือนจะมีมนตร์ขลังประหลาด แม้แต่คนทั้งสองที่เตรียมใจมาแต่เนิ่นๆ เมื่อได้ยินสองคำนี้ หัวใจยังอดไม่ได้ที่จะดิ่งวูบ บังเกิดลางสังหรณ์แห่งหายนะ
การเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของสำนักโม่ แม้พวกเขาจะเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ แต่ชีวิตก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย ยอดฝีมือที่ตายด้วยน้ำมือของสำนักโม่ในช่วงสิบปีมานี้ มีใครบ้างที่อ่อนด้อยไปกว่าพวกเขาทั้งสอง
“ฮ่า” ถังเฟิงหรูหัวเราะแห้งๆ ก่อนกล่าวว่า “สำนักโม่ย่อมมิใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะตอแยได้ แต่ทว่าคนตัวเล็กๆ เหล่านี้ บัดนี้ก็นับได้ว่าเป็นคนของสำนักโม่แล้ว ท่านคิดว่าแซ่ถังผู้นี้ยังจะต้องกลัวสำนักโม่อยู่อีกหรือ?”
ตนเองจะกลัวตนเอง ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อนึกถึงบุคคลผู้นั้นที่หนุนหลังคฤหาสน์จอมอหังการ จิตใจของถังเฟิงหรูจึงสงบนิ่งลง
ถูกต้อง ตอนนี้เขาก็นับว่าเป็นคนของสำนักโม่แล้ว การต่อสู้ในครั้งนี้ ก็เป็นเพียงศึกภายในของสำนักโม่เท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องกลัว เพราะเขาคือส่วนหนึ่งของมัน
“ไม่ต้องพูดมากความ” เซียวอู๋มิ่งกล่าวแทรกขึ้น “ได้ยินชื่อเสียงของ ‘เจ็ดกระบี่เซี่ยโม่’ มานาน วันนี้ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ็ดกระบี่มีดีอะไร”
น้ำเสียงกังวานดุจคมดาบ แฝงไว้ด้วยความแหลมคมรุนแรง เซียวอู๋มิ่งผู้มีชื่อเสียงด้านเพลงกระบี่หมายมั่นที่จะประลองกับเจ็ดกระบี่เซี่ยโม่มานานแล้ว การมาเยือนในวันนี้ ก็เพื่อต้วนสุ่ยผู้นี้โดยเฉพาะ
เจ็ดกระบี่เซี่ยโม่ล้วนใช้นามกระบี่เป็นฉายา เช่นต้วนสุ่ยผู้นี้ เขาก็ใช้ชื่อ ‘กระบี่ต้วนสุ่ย’ ในมือเป็นนามเรียกขาน และเพราะการสืบทอดกระบี่เล่มนี้ เขาจึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วต้าเซี่ยตั้งแต่ยังอายุเพียงยี่สิบเศษ
ส่วนเซียวอู๋มิ่งในวันนี้ มาเพื่อกระบี่ และมาเพื่อชื่อเสียง หากใช้กระบี่ต้วนสุ่ยเป็นหินรองเท้า ชื่อเสียงของเขาเซียวอู๋มิ่ง ย่อมขจรขจายไปทั่วหล้า
“ในบรรดาเจ็ดกระบี่ ข้าและ ‘จ้วนเมี่ย’ นับว่าอ่อนด้อยที่สุด” ต้วนสุ่ยกล่าวเสียงเรียบ “อีกห้าท่านล้วนเป็นรุ่นอาวุโส มีเพียงข้าและจ้วนเมี่ยที่เพิ่งสืบทอดกระบี่ต้วนสุ่ยและกระบี่จ้วนพั่วเมี่ยหุนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทว่า—”
ต้วนสุ่ยจ้องมองตรงไปยังเซียวอู๋มิ่ง แววตาหนักแน่นลึกล้ำยิ่งขึ้น “หากคิดว่าเจ็ดกระบี่มีดีเพียงเท่านี้ ข้าต้วนสุ่ยก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ชีวิตของเจ้าเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อเตือนสติผู้อื่น”
ในชั่วขณะนี้ ต้วนสุ่ยไร้ซึ่งความแหลมคมโดยสิ้นเชิง เปรียบประดุจกระบี่ทื่อในมือ แม้ปากจะกล่าววาจาห้าวหาญ แต่กลับไร้ซึ่งรังสีอำมหิต ทว่ากลิ่นอายอันหนักแน่นและอันตรายกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ใครบอกว่ากระบี่ทื่อฆ่าคนไม่ได้!
เมื่อเผชิญกับกลิ่นอายอันตรายนี้ มุมปากของเซียวอู๋มิ่งแสยะยิ้มกระหายเลือด มือข้างหนึ่งกดด้ามกระบี่ ร่างกายหมอบต่ำ เตรียมพร้อมที่จะ...
ถังเฟิงหรู: “......”
ถังเฟิงหรูที่ยืนอยู่ข้างกายเซียวอู๋มิ่ง พลันเห็นวัตถุทรงกลมรีร่วงหล่นจากด้านข้าง กระแทกลงบนพื้นถนนเบื้องล่าง กระดอนสองสามครั้ง แล้วกลิ้งช้าๆ จนหยุดหงายหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงรอยยิ้มกระหายเลือดนั้น
“หัว...” ถังเฟิงหรูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นเชิดที่กลไกติดขัด ความหวาดกลัวเต็มปรี่จนอยากตะโกนร้อง แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก เหมือนมีก้างปลาติดคอ ทรมานเหลือแสน
แต่ต่อให้ทรมานเพียงใดก็ต้องอดทน เพราะความหวาดกลัวขั้นสูงสุดได้มาเยือนจากทิศทางที่ไม่อาจล่วงรู้
เซียวอู๋มิ่งที่เมื่อครู่ยังเตรียมพร้อมจู่โจม บัดนี้ศีรษะกลับลงไปนอนกลิ้งอยู่บนถนนราวกับลูกบอล ในขณะที่ร่างกายยังคงรักษิท่าทางกดกระบี่เตรียมชักอยู่อย่างนั้น ไม่ไหวติง
ความสยดสยองระดับนี้ ถังเฟิงหรูจะทนรับไหวได้อย่างไร!
“เขาบอกว่าอยากจะเห็นความสามารถของเจ็ดกระบี่...”
น้ำเสียงแหบพร่ายื่อยเนือยดังมาจากด้านข้าง เพียงแค่ได้ยินเสียง ก็สามารถจินตนาการภาพชาวยุทธ์ตกอับได้ในหัว
“ตอนนี้ เขาได้เห็นแล้ว”
ถังเฟิงหรูเหลือบตามองไปด้านข้าง เห็นนักดาบสภาพมอมแมมยืนอยู่ข้างกาย กำลังมองศีรษะมนุษย์เบื้องล่างพร้อมพึมพำกับตัวเอง
ดูจากภายนอก นักดาบผู้นี้ดูธรรมดาสามัญจนหาที่เปรียบไม่ได้ ในยุทธภพไม่เคยขาดแคลนคนตกอับเช่นนี้ แต่หากมองประกอบกับ ‘กระบี่คู่ขาวดำ’ ที่สะพายอยู่บนหลัง ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้มีความรู้ทุกคนต้องยำเกรงคนผู้นี้ด้วยความหวาดหวั่น
“กระบี่คู่ขาวดำ... เสวียนเจี่ยน...” ถังเฟิงหรูเค้นเสียงออกจากลำคอราวกับคนใกล้ตาย
เสวียนเจี่ยนหันมามองถังเฟิงหรู แล้วยิ้มบางๆ “ตอนขามา ข้าเจอ ‘ถังเหล่าซื่อ’ ระหว่างทาง เขาฝากเหล้ามาให้เจ้ากาหนึ่ง”
[จบแล้ว]