- หน้าแรก
- เมื่อทั้งโลกต้องปลุกวีรชน ผมดันได้จิ๋นซีฮ่องเต้มาครอง
- บทที่ 9: บุคคลที่สาม
บทที่ 9: บุคคลที่สาม
บทที่ 9: บุคคลที่สาม
ภารกิจนี้ต้องตั้งทีมสามคนถึงจะรับได้
ใบหน้าของซูเสี่ยวอวี่พลันซีดเผือดลงเล็กน้อย
เธอรู้ดีว่าด้วยชื่อเสียงของลู่เหอในตอนนี้ที่เป็นทั้ง “ขยะระดับ E” และ “คนโหด” การจะหาเพื่อนร่วมทีมอีกคนนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
ทุกคนต่างยึดมั่นในระบบชนชั้นหัวกะทิและเชื่อมั่นในข้อมูลตัวเลข
จะมีใครยอมเอาอนาคตและชีวิตของตัวเองมาเดิมพันกับตัวแปรที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างระดับ E กัน?
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับ E คนนี้ยังเพิ่งไปล่วงเกินหวังสงแห่งตระกูลหวังเข้าให้อีก
“ฉัน... เดี๋ยวฉันจะลองไปถามคนอื่นดูนะ”
ซูเสี่ยวอวี่กัดริมฝีปาก ดูเหมือนเธอจะตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
เธอรู้ว่าถ้าให้ลู่เหอเป็นคนออกหน้า คงมีแต่จะถูกคนรุมเหยียบย่ำ
แต่ถ้าเป็นเธอซึ่งมีระดับ B ก็น่าจะหาเพื่อนร่วมทีมใหม่ได้ง่ายกว่ามาก
ลู่เหอไม่ได้ห้าม เขาเพียงแค่มองแผ่นหลังของเด็กสาวเงียบๆ
เขาเห็นเธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังกลุ่มนักเรียนที่กำลังยืนคุยกันอยู่ไม่ไกล
กลุ่มนั้นมีผู้ชายสามคนผู้หญิงหนึ่งคน ตราสัญลักษณ์บนหน้าอกบ่งบอกว่าพวกเขาทุกคนอยู่ระดับ C ซึ่งถือเป็นกำลังหลักในหมู่นักเรียนใหม่เลยทีเดียว
เมื่อพวกเขาเห็นซูเสี่ยวอวี่ระดับ B เดินเข้ามาหา สีหน้าของทุกคนก็ฉายแววประหลาดใจระคนยินดีขึ้นมาทันที
“คุณซู มีธุระอะไรเหรอครับ”
นักเรียนชายร่างสูงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเอ่ยทักทายก่อนด้วยท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่ง
ซูเสี่ยวอวี่รู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่ก็ยื่นเทอร์มินัลนักเรียนของตัวเองออกไป พลางชี้ไปที่ภารกิจสำรวจบนหน้าจอ
“พวกเราอยากรับภารกิจสำรวจซากปรักหักพังหมิงซาน่ะค่ะ แต่ยังขาดเพื่อนร่วมทีมอีกคน ไม่ทราบว่าพวกคุณสนใจไหมคะ...”
นักเรียนชายร่างสูงเหลือบมองภารกิจแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมามองซูเสี่ยวอวี่ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายวาววับ
การได้ร่วมทีมกับนักเรียนระดับหัวกะทิที่มีศักยภาพระดับ B ถือเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ
“สนใจสิครับ! แน่นอนว่าต้องสนใจ!” เขากำลังจะตอบตกลงทันที
แต่เพื่อนที่อยู่ข้างๆ กลับกระตุกชายเสื้อเขาเบาๆ แล้วบุ้ยปากไปทางด้านหลังของซูเสี่ยวอวี่
นักเรียนชายร่างสูงมองตามสายตาเพื่อนไป ก็เห็นลู่เหอยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวใต้ต้นอู๋ถง เห็นไอ้ขยะระดับ E ที่กำลังมี “ชื่อเสียงกระฉ่อน” ไปทั่วในหมู่นักเรียนใหม่คนนั้น
ความกระตือรือร้นบนใบหน้าของหนุ่มร่างสูงมอดดับลงทันที เปลี่ยนเป็นความระแวดระวังและรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“พวกคุณ? เพื่อนร่วมทีมของคุณ... คือหมอนั่นเหรอ”
คำว่า “หมอนั่น” ถูกเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ใบหน้าของซูเสี่ยวอวี่แดงก่ำขึ้นมาทันที
เธอพยักหน้า “ใช่ค่ะ เขาคือลู่เหอ”
“ขอโทษที ไม่สนใจแล้ว”
ท่าทีของนักเรียนชายร่างสูงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เขาไม่อยากจะเสียเวลาพูดต่อแม้แต่คำเดียว รีบหันหน้าหนีไปทันที ราวกับว่าถ้าคุยกับพวกเขาต่ออีกสักประโยค ความซวยจะกระโดดมาเกาะตัว
“จะบ้าเหรอ ไปตั้งทีมกับระดับ E เนี่ยนะ”
“ก็ไอ้คนโหดที่ไปหาเรื่องหวังสงเมื่อวานไม่ใช่รึไง ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่หว่า”
“อย่าไปสนใจเลย ตัวเสนียดชัดๆ รีบไปกันเถอะ”
แม้คนพวกนั้นจะลดเสียงลง แต่คำพูดเหน็บแนมบาดหูเหล่านั้นก็ยังลอยมาเข้าหูอย่างชัดเจน
ซูเสี่ยวอวี่กำหมัดแน่น
เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ความอับอายและความน้อยใจถาโถมเข้าใส่จนจุกอก
เธออยากจะโต้แย้ง อยากจะบอกพวกเขาว่าลู่เหอเก่งกาจมาก
แต่คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เพราะในแง่ของข้อมูลตัวเลข ลู่เหอก็คือระดับ E ที่อ่อนแอที่สุดจริงๆ
เธอก้มหน้า เดินกลับมาหาลู่เหออย่างเงียบงัน
“ขอโทษนะ... ฉัน...”
“ลำบากเธอแล้ว”
ลู่เหอพูดแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ เจือปน เขายังมองตามหลังคนกลุ่มนั้นที่เดินจากไปอย่างนึกสนุกด้วยซ้ำ
“ดูท่า ชื่อเสียงของฉันจะดังกว่าที่คิดไว้ซะอีก”
คำพูดที่กึ่งเยาะเย้ยตัวเองกึ่งล้อเล่นนี้ ทำให้ซูเสี่ยวอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ความน้อยใจในอกพลันจางหายไปอย่างน่าประหลาด
เธอเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่สงบนิ่งราวกับบ่อน้ำลึกของลู่เหอ ในแววตานั้นไม่มีความท้อแท้หรือความโกรธอยู่เลยแม้แต่น้อย
“งั้น... ตอนนี้เราจะเอายังไงกันดีคะ” ซูเสี่ยวอวี่เริ่มทำตัวไม่ถูก
“ไม่ต้องไปง้อพวกนั้นหรอก” ลู่เหอกล่าว
“เราไปหาระดับ E สักคนก็พอ”
ดวงตาของซูเสี่ยวอวี่เบิกกว้าง สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า
“หา... ระดับ E อีกคนเหรอคะ”
เธอรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะสติแตกเต็มที
ระดับ B หนึ่งคน แบกระดับ E หนึ่งคน แค่นี้ก็ท้าทายสามัญสำนึกของทุกคนมากพอแล้ว นี่ยังจะเพิ่มมาอีกคนเนี่ยนะ?
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอันตรายหรือไม่อันตรายแล้ว แต่มันคือ... ความคิดของคนเสียสติชัดๆ!
“ลู่เหอ นายอย่าล้อเล่นน่า” น้ำเสียงของเธอเริ่มร้อนรน “ถึงจะเป็นแค่ภารกิจสำรวจ แต่มันก็ยังอันตรายสำหรับผู้กึ่งตื่นรู้นะ”
“ระดับ B หนึ่งคนแบกระดับ E สองคน...”
ลู่เหอไม่รีบร้อนโต้แย้ง เขาเพียงแค่มองเธอเงียบๆ แล้วถามกลับไปประโยคหนึ่ง
“เครื่องนั่นบอกว่าฉันเป็นระดับ E เธอก็เชื่อตามนั้นจริงๆ เหรอ”
ประโยคเดียว ทำเอาซูเสี่ยวอวี่ถึงกับพูดไม่ออก
นั่นสิ... ตัวเธอเองก็รู้สึกว่าลู่เหอเก่งมากไม่ใช่เหรอ?
แต่ระดับ E คนอื่นจะเหมือนลู่เหอได้อย่างไร?
อันที่จริง เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่เธอเชื่อว่าลู่เหอเก่งนั้นเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพราะเขาเคยช่วยเธอไว้ เธอถึงได้มาขอตั้งทีมกับเขา
ลู่เหอเห็นเธอเงียบไป จึงพูดต่อ “วางใจเถอะ มีฉันอยู่ทั้งคน”
“คนที่สามก็แค่หามาให้ครบจำนวนเท่านั้นแหละ จะระดับ A หรือระดับ E สำหรับฉันแล้วก็ไม่ต่างกันหรอก”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“อย่าว่าแต่ระดับ E เลย ต่อให้เราหิ้วหมาไปด้วยสักตัว ฉันก็พามันกลับมาได้อย่างปลอดภัย”
ซูเสี่ยวอวี่อ้าปากค้าง
เธอมองใบหน้าที่ฉายแววว่า ‘มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว’ ของลู่เหอ จนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบ
สีหน้าที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด...
คำพูดที่โอหังจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตา...
เขาเอาความมั่นใจมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหนกัน?
เหตุผลบอกเธอว่านี่มันความคิดบ้าๆ บอๆ ชัดๆ
แต่สัญชาตญาณ และความตื่นตะลึงที่ลู่เหอมอบให้เธอในวันนั้น กลับกระตุ้นให้เธอลองเสี่ยงดูสักตั้ง
ซูเสี่ยวอวี่เม้มปากแน่น
แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ตกลง! เอาตามที่นายว่าเลย!”
ในใจเธอเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
อย่างมากที่สุด... ก็แค่คิดซะว่าสองคนนี้เป็นภาระที่ต้องคอยปกป้อง ถึงตอนนั้นเธอจะลุยเดี่ยวเอง!
ทั้งสองคนเปลี่ยนเป้าหมายทันที เลิกสนใจพวกทีมกระแสหลักเหล่านั้น แล้วเดินตรงไปยังบอร์ดประชาสัมพันธ์สาธารณะที่มุมจัตุรัส
ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับพวก “ผู้ไร้สังกัด” ที่หาทีมไม่ได้มาแปะประกาศหาทีม
บนบอร์ดส่วนใหญ่เป็นประกาศของนักเรียนระดับ D หรือ C ที่กำลังมองหาขาใหญ่ระดับ B หรือ A ให้ช่วยแบก
【ระดับ D หาตี้ ขอขาใหญ่ระดับ B ช่วยแบก ถึกทนชนได้ ฟังคำสั่ง!】
【เด็กใหม่ระดับ C ทีมสองคน หาเพื่อนร่วมทีมโหดๆ หนึ่งคน!】
แทบไม่มีใครมาหาเพื่อนร่วมทีมระดับ E ที่นี่เลย
ซูเสี่ยวอวี่กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็ต้องผิดหวังเล็กน้อย
แต่สายตาของลู่เหอกลับไปสะดุดอยู่ที่มุมขวาล่างสุด
【ระดับ E หาตี้】
【มีชีวิต ขยับได้】
【ไปไหนก็ได้ ขอแค่มีข้าวกินก็พอ】
...
ประกาศนี้ จะเรียกว่ารับสมัครก็คงไม่ถูก เรียกว่าขอทานยังจะเหมาะกว่า มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความต่ำต้อยด้อยค่าและยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างถึงที่สุด
ซูเสี่ยวอวี่ก็สังเกตเห็นข้อความนี้เช่นกัน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่น
เธอหันมาสบตากับลู่เหอ ทั้งคู่ต่างเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่สื่อความหมายเดียวกัน...
ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“เอาคนนี้แหละ” ลู่เหอตัดสินใจอย่างรวบรัด
เขากดส่งข้อความไปตามเบอร์เทอร์มินัลที่ทิ้งไว้บนนั้น
【ซากปรักหักพังหมิงซา ภารกิจสำรวจ ขาดหนึ่งคน มาไหม?】
แทบจะทันทีที่ข้อความถูกส่งออกไป ฝั่งตรงข้ามก็ตอบกลับมาในเสี้ยววินาที
มีแค่คำเดียว
【มา!】
ตามด้วยสติกเกอร์รูปเสือหิวตะครุบเหยื่อ
จากนั้น ข้อความอีกข้อความก็เด้งตามมาติดๆ
【ลูกพี่! ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ! พี่ห้ามไปหาคนอื่นนะ! ผมวิ่งเร็วมาก!】
ห้านาทีต่อมา
ร่างผอมแห้งราวกับไม้เสียบผีก็วิ่งกระหืดกระหอบพุ่งเข้ามาจากระยะไกล ก่อนจะเบรกเอี๊ยดหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน
ผู้มาใหม่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา แต่ใบหน้ากลับเหลืองซีด เบ้าตาลึกโหล ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก เครื่องแบบสำนักศึกษาจี้เซี่ยตัวใหม่เอี่ยมที่เขาสวมอยู่นั้นดูหลวมโครกราวกับเด็กที่ขโมยเสื้อผู้ใหญ่มาใส่
เขามองลู่เหอก่อน แล้วจึงหันไปมองซูเสี่ยวอวี่
พอเห็นตราสัญลักษณ์ระดับ B บนหน้าอกของเธอ ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาราวกับหลอดไฟสองพันวัตต์
“ท่านเทพ! ท่านเทพคลาส B! ผะ... ผะ... ผมชื่อไป๋ฉวี่ซินครับ”
เขาตื่นเต้นจนพูดจาติดขัด รีบโค้งคำนับปลกๆ พลางยื่นมือออกไป แต่พอเห็นมือที่สกปรกมอมแมมของตัวเอง ก็รีบหดกลับไปด้วยความเจียมตัว
“ท่านเทพครับ ผมทำได้ทุกอย่างเลยนะ!”
“เดินนำ ลาดตระเวน เก็บขยะ รับจบ... ขอแค่มีข้าวกินก็พอครับ!”