- หน้าแรก
- ปฏิวัติจักรวาลทมิฬด้วยเทคโนโลยีต่างมิติ
- บทที่ 13 - เซรัส: เข้าใจแล้ว บอกมาเลย จะให้ไปกระทืบใคร?
บทที่ 13 - เซรัส: เข้าใจแล้ว บอกมาเลย จะให้ไปกระทืบใคร?
บทที่ 13 - เซรัส: เข้าใจแล้ว บอกมาเลย จะให้ไปกระทืบใคร?
บทที่ 13 - เซรัส: เข้าใจแล้ว บอกมาเลย จะให้ไปกระทืบใคร?
รังสีเกาส์
เป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงที่ราชวงศ์เนครอนหลายราชวงศ์ติดตั้งไว้ใช้งาน
หลักการทำงานคือสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังมหาศาล เพื่อทำลายพันธะอะตอมของเป้าหมาย ส่งผลให้เป้าหมายถูกทำลายล้างตั้งแต่ระดับอะตอม
เซรัสรู้ถึงความน่ากลัวของไอ้ของพรรค์นี้ดี แต่เขาไม่ค่อยเข้าใจหลักการทำงานของมันเท่าไหร่ รู้แค่ว่าลำแสงที่ยิงออกมาเป็นสีเขียว สำหรับยุทโธปกรณ์ของจักรวรรดิ นอกจากอุปกรณ์บางส่วนที่มีสนามพลังป้องกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกราะพาวเวอร์อาร์เมอร์ผสมเซรามิกที่พวกเขาสวมใส่ หรือหุ่นรบเดรดนอตที่เสริมแกร่งด้วยพลาสเหล็กของจักรวรรดิ ก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของรังสีเกาส์ได้
ขอแค่โดนรังสีนี้ยิงใส่
ต่อให้เป็นนักรบอวกาศอย่างเขา ก็มีแต่โดนเป่าหายวับไปในพริบตา
และรังสีชนิดนี้ แม้แต่ในจักรวรรดิ
พวกจักรกลสังฆะบนดาวอังคารก็ยังไม่เข้าใจหลักการทำงานของมัน อย่าว่าแต่จะวิจัยสร้างออกมาติดตั้งให้ทหารเลย
แต่คนพวกนี้ เพิ่งได้ของไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน กลับทำวิศวกรรมย้อนกลับจนสำเร็จแล้วเนี่ยนะ?
นี่มันจะเทพเกินไปหน่อยไหม?
แถมพวกเขายังบอกว่าแค่ติดปัญหาเรื่องทรัพยากร เลยผลิตออกมาไม่ได้ นั่นหมายความว่าถ้ามีทรัพยากรพอ พวกเขาก็สามารถปั๊มอาวุธรังสีเกาส์ออกมาได้ไม่อั้นเลยสิ
อาวุธสังหารสิ่งมีชีวิตอินทรีย์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
นี่มันข่าวดีชัดๆ
อาวุธที่พวกนักรบอวกาศใช้อย่างปืนโบลเตอร์ คืออาวุธพลังงานจลน์
อาวุธพวกนี้สะสมพลังงานแล้วยิงกระสุนพลังงานสูงออกมา
แม้แต่อาวุธแบบนั้น ในสนามรบก็ยังมีประโยชน์มหาศาล ไม่ต้องพูดถึงอาวุธรังสีเกาส์เลย
นอกจากรังสีเกาส์
ยังมีโลหะมีชีวิตที่อยู่ข้างๆ แล้วก็โปรโตคอลวิญญาณอันสุดท้าย
ถึงจะไม่รู้ว่าโครงการโลหะมีชีวิตวิจัยเกี่ยวกับอะไร
แต่ทิศทางการวิจัยโปรโตคอลวิญญาณ พวกเขารู้ดี
หนึ่งในนั้นคือการคัดลอกข้อมูลความทรงจำ เก็บักษาวิญญาณ เพื่อรอการชุบชีวิตกลับมาสู้ใหม่
การวิจัยรังสีเกาส์ ทำให้เขาเข้าใจ
คนพวกนี้ไม่ได้มาเล่นๆ
พวกเขากำลังวิจัยของพวกนี้จริงๆ
แถมยังมีโอกาสวิจัยสำเร็จจริงๆ ด้วย
"ขาดแคลนทรัพยากร?"
บราวน์เดินผ่านมา ได้ยินคำถามของเหล่านักรบอาสตาร์ตตัวยักษ์ ก็ตอบกลับทันที
"ไม่ใช่แค่ขาดแคลน แต่ขาดแคลนแบบฉิบหายวายป่วงเลยล่ะ"
เขาเดินตรงเข้ามาหาพวกเซรัส
ตอนมาถึง เขาก็ได้ยินคำถามของเซรัสพอดี
"ท่านหัวหน้า!"
"ท่านปรมาจารย์บราวน์"
บราวน์เหยียบขึ้นไปบนกล่องเครื่องจักรที่ตามหลังมา พยักหน้าทักทายทุกคน
จากนั้นก็มองดูอาวุธในตู้กระจกใสมือไพล่หลัง "ลำพังแค่สร้างเครื่องสกัดไซแนปส์ ก็ผลาญทรัพยากรบนดาวแม่ไปจนเกลี้ยงแล้ว อย่างที่เห็น โครงการวิจัยอื่นๆ ก็เลยต้องหยุดชะงักไปหมด"
บราวน์กระโดดลงจากกล่องเครื่องจักร แล้วเดินเข้าไปในห้องวิจัย เซรัสเดินตามหลังต้อยๆ เหมือนโดนป้ายยา "งานวิจัยที่นี่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของแผนกวิจัยเรา สถานีวิจัยของจริงตั้งอยู่บนดาวแม่ เนื้อหาการวิจัยครอบคลุมทั้งชีวภาพ ฟิสิกส์ วิศวกรรม สิ่งมหัศจรรย์ โครงการโคโลสซัส สังคมศาสตร์... และอีกหลายสาขา"
บราวน์เดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุด กล่องเครื่องจักรข้างๆ ก็เลื่อนมาตรงหน้าอีก เขาเหยียบขึ้นไป มองดูการทดลองโปรโตคอลวิญญาณในห้องแล็บ เห็นเอเลี่ยนที่ถูกดึงวิญญาณพลาดจนโดนเผาร้องโหยหวน แล้วส่ายหน้าพูดต่อ
"นับตั้งแต่ท่านผู้ว่าการซิสเลนมอบเครื่องสกัดไซแนปส์ให้เราสร้าง คาลาอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เชื่อมต่อลูกหลานของเราเข้าด้วยกัน ผมรู้ดีว่าเราสามารถใช้วิศวกรรมย้อนกลับวิจัยเทคโนโลยีอะไรก็ได้ เราสามารถวิจัยสร้างยานรบขนาดมหึมา เราสามารถสร้างหนังสติ๊กแรงโน้มถ่วงที่วาร์ปข้ามดวงดาวได้ เราสามารถเข้าใจกฎฟิสิกส์ทั้งหมดในจักรวาล วิศวกรรมย้อนกลับโครงการที่ดูเป็นไปไม่ได้ เราใช้เวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่วันก็ทำได้"
"แต่ราคาที่ต้องจ่าย..."
"คือทรัพยากรมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงการทำงานของ 'เครื่องสกัดไซแนปส์'"
ระหว่างที่พูด ไฟบนเพดานก็กะพริบอีกครั้ง เหมือนจะยืนยันคำพูดของเขา
บราวน์หันกลับมามองเซรัส
"ดังนั้น เราไม่ได้แค่ขาดทรัพยากร แต่เราขาดแคลนอย่างหนัก เราต้องการทรัพยากรจำนวนมหาศาล เราต้องการโลกที่จะมาปั่นไฟให้เรา เราต้องการโลกที่จะมาถลุงอัลลอยให้เรา เราต้องการโลกที่จะมามอบประชากรเป็นเครื่องคำนวณให้เรา เราต้องการคนเสียสละ เราต้องการคนอุทิศตน เราต้องการอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด"
"ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ลำพังแค่กำลังของดาวแกมม่าดวงเดียว อาจต้องใช้ความพยายามของคนสิบรุ่น ร้อยรุ่น หรือพันรุ่น ถึงจะสร้างกองยานความเร็วแสงได้"
"ความเจ็บปวดเป็นเรื่องชั่วคราว"
"แต่อนาคตนั้นสดใส"
"เมื่อคาลาอันศักดิ์สิทธิ์เชื่อมต่อพวกเราทุกคน เราจะหลุดพ้นจากโลกใบนี้..."
บราวน์กุมหน้าอก มองดูอาวุธที่วางสงบนิ่งอยู่ในห้องแล็บ
มีเทคโนโลยี แต่ขาดทรัพยากร จนไม่สามารถเอามันออกมาโชว์ให้โลกเห็นได้
นี่มันเรื่องน่าเศร้าชัดๆ
"..."
ฟังบราวน์ร่ายยาว
เซรัสไม่ได้คล้อยตามคำพูดของบราวน์ไปซะทั้งหมด
เขาแค่จับใจความสำคัญจากคำพูดของบราวน์ได้
ดาวดวงเดียว ต้องใช้ความพยายามสิบรุ่น ร้อยรุ่น พันรุ่น
งั้น...
ทิศทางก็ชัดเจนแล้ว
ถ้าไปยึดดาวมาเพิ่ม ก็จะลดเวลาพวกนั้นลงได้ใช่ไหม?
หลายวันมานี้ เซรัสเองก็พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้
จากซากสงคราม และบันทึกบางอย่าง
พวกเขาพอจะรู้ตำแหน่งคร่าวๆ แล้ว
มีความเป็นไปได้สูงว่าที่นี่ คือถิ่นของจักรวรรดิเอเลี่ยนเล็กๆ ที่เป็นศัตรูกับจักรวรรดิมาตลอด
ที่เขาเคยได้ยินมา
เรียกว่าจักรวรรดิเทา หรือพวกทาว
เป็นจักรวรรดิที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์
นับถือลัทธิอะไรสักอย่างที่เรียกว่า 'มหาวิถี'
ข้างๆ ดูเหมือนจะเป็นเขตของพวกอัลตรามารีน ห้าร้อยดวงดาวแห่งอัลตรามาร์
ขอแค่เชื่อมต่อกับทางนั้นได้
ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรก็จะหมดไปทันที
ประชากรเครื่องคำนวณ?
อยากได้เท่าไหร่มีให้เท่านั้น
ทรัพยากรอัลลอย?
อยากขุดยังไงก็ขุดไป
ส่วนไฟฟ้า พลังงาน?
ถูกใจอันไหน แค่เอ่ยปาก เดี๋ยวก็มีคนเอามาประเคนให้
เซรัสรู้ดีว่าห้าร้อยดวงดาวแห่งอัลตรามาร์ ยอมทุ่มทรัพยากรทุกอย่างให้เขาแน่ๆ
เพียงแต่ ตอนนี้ข้างกายพวกเขาไม่มีแอสโตรพาธถึงพวกเขาจะมีพรสวรรค์ทางพลังจิตอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกับสภาแอสโตรพาธ เพื่อส่งความต้องการไปให้คนเหล่านั้นได้โดยตรง
"สรุปคือ ถ้ามีดาวเพิ่มอีกสักสองสามดวง ปัญหาก็จบใช่ไหม" เซรัสก้มมองบราวน์ที่อยู่ระดับเข่า "พาพวกเราไปพบท่านผู้ว่าการซิสเลน"
"..."
"..."
พูดง่ายเนอะ
เรามีเรือวิจัยแค่สามลำ ท่าเรือยานรบก็ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนนี้ทั้งเครื่องสกัดไซแนปส์ ทั้งท่าเรือ ต้องสร้างพร้อมกัน เราจะเอาทรัพยากรที่ไหนไปยึดดาวดวงอื่น
สำหรับพวกนักรบอวกาศแล้ว
คุณแค่สั่งให้ชัดเจนว่าจะให้ทำอะไร แล้วปล่อยให้พวกเขาไปลุย
ที่เหลือ...
เดี๋ยวพวกเขาจัดการเอง
"ท่านปรมาจารย์ ผมจะพาพวกเขาไปพบท่านผู้ว่าการเองครับ" นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งโค้งคำนับบราวน์ แล้วหันมาพยักหน้าให้พวกเซรัส "ทุกท่าน ท่านผู้ว่าการอยู่ที่ห้องควบคุมหลัก เชิญตามผมมาครับ"
[จบตอน]