- หน้าแรก
- วันพีช เลือกสกิลแอลโอแอล เองแล้วยังไม่ไร้เทียมทานอีกเหรอ
- บทที่ 8: ฟาร์ม Stack (คิว) อย่างเป็นสุข
บทที่ 8: ฟาร์ม Stack (คิว) อย่างเป็นสุข
บทที่ 8: ฟาร์ม Stack (คิว) อย่างเป็นสุข
บทที่ 8: ฟาร์ม Stack (คิว) อย่างเป็นสุข
เรือเข้าเทียบท่า และลงจอดบนเกาะ ตลอดแนวชายหาดไม่มีทั้งท่าเรือหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าเรือ วินด์เบรกเกอร์ จะลำเล็กแค่ไหน แต่มันก็ยังเป็นเรือเดินสมุทร จึงไม่สามารถขยับเข้าใกล้ฝั่งได้มากนัก หยางหนิง จึงทำได้เพียงจอดเรือทิ้งไว้ในเขตน่านน้ำใกล้ชายฝั่ง แล้วพาลูกน้องว่ายน้ำขึ้นฝั่งไป
หลังจากพิจารณาหลายด้าน เขาตัดสินใจทิ้ง จอร์จน้อย, บราวน์ ซี และซีลี ไว้เฝ้าเรือ ส่วนตัวเขาพาสมาชิกที่เหลืออย่าง จอห์นนี่แก่, บราวน์ ตง และวิลลี่ ขึ้นไปบนเกาะ ทรายบนเกาะนี้ละเอียดกว่าชายหาดที่เขาข้ามมิติมาครั้งแรกเสียอีก มันเป็นหาดทรายขาวเกรดพรีเมียมที่เหยียบแล้วรู้สึกสบายเท้าอย่างมาก
ถัดจากหาดทรายไปจะเป็นหาดกรวด ยิ่งเดินลึกเข้าไปก้อนกรวดก็ยิ่งใหญ่ขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นพื้นดินที่แน่นหนา หลังจากเดินไปได้สักพัก พวกเขาก็เริ่มเห็นร่องรอยของการอยู่อาศัย มันเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอสมควรทีเดียว กลุ่มของหยางหนิงเริ่มมีท่าทีตื่นเต้น ภายใต้การนำของหยางหนิง พวกเขาเร่งฝีเท้าและก้าวเข้าสู่เมืองเล็กๆ แห่งนั้น
ในเมืองมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ทุกคนกลับมีใบหน้าที่หมองเศร้าและสิ้นหวัง แม้แต่ตอนที่เห็นคนนอกอย่างพวกเขาก้าวเข้ามา แววตาของชาวเมืองก็แค่สั่นไหวด้วยความแปลกใจเพียงวูบเดียว ก่อนจะหันกลับไปทำธุระของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งนี้ทำให้หยางหนิงรู้สึกเหมือนได้กลับไปยังตึกออฟฟิศในชาติที่แล้ว บรรยากาศของ 'คนตายทั้งเป็น' แบบนี้มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน
เมืองนี้มีการทำงานระบบ 996 (ทำ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์) หรือมีหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหดด้วยหรือไงกัน?
ด้วยความสงสัย หยางหนิงจึงพาลูกน้องไปที่โรงเหล้าประจำเมือง สถานที่ในตำนานสำหรับการรวบรวมข่าวสารจากทุกสารทิศ ภายในโรงเหล้าสไตล์คาวบอยตะวันตกที่ดูเก่าแก่ มีลูกค้านั่งกระจายอยู่ไม่กี่โต๊ะ ถึงแม้พวกเขาจะกำลังดื่มกิน แต่มันก็ไม่ได้รื่นเริงอย่างที่เขาจินตนาการไว้เลย
บาร์เทนเดอร์ที่หน้าเคาน์เตอร์เหลือบมองพวกเขาเล็กน้อยแต่ไม่ได้ซักถามอะไร ทำเพียงถามตามมารยาทว่า: "แขกผู้มีเกียรติอยากจะดื่มอะไรดีครับ?" หยางหนิงไม่ใช่คนชอบดื่ม หลังจากสั่งเหล้าผลไม้ท้องถิ่นให้คนละแก้ว เขาก็พยายามตกข่าวจากบาร์เทนเดอร์ แต่ผิดคาด บาร์เทนเดอร์กลับทำท่าทางมีลับลมคมในและปฏิเสธที่จะพูด แม้หยางหนิงจะพยายามให้ทิปแล้วก็ตาม
สิ่งนี้เริ่มทำให้หยางหนิงฉุนขาด ฉันมันโจรสลัดนะโว้ย พยายามมีเหตุผลให้ทิปแกแล้วแต่แกไม่รับ งั้นก็ไม่ต้องใช้เหตุผลกันแล้ว!
"ปึก!" เสียงปังตอเล่มยักษ์สับลงบนเคาน์เตอร์บาร์อย่างแรง บาร์เทนเดอร์ผู้นั้นเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมทันทีและคายความลับทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับเมืองนี้ออกมาจนหมดเปลือก
ปรากฏว่าเดิมทีเมืองนี้เคยสงบสุขและร่มเย็นมาก ชาวเมืองอยู่ดีกินดีจากการทำฟาร์มและล่าสัตว์ จนกระทั่งมีปีศาจตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ใจกลางเกาะ ปีศาจตนนั้นเรียกตนเองว่า ราชาโลหิต (Blood King) เขามีขุนพลคู่ใจสองคนคือ ขุนพลหมัด และ ขุนพลดาบ พร้อมด้วยลูกน้องที่ดุร้ายอีกกว่าร้อยชีวิต
พวกมันยึดภูเขาใจกลางเกาะไว้ ไม่เพียงแต่ข่มขู่เอาอาหารและเสบียงจากชาวเกาะเท่านั้น แต่ยังฉุดคร่าลูกเมียของชาวบ้านไปตามใจชอบด้วย และที่ร้ายที่สุดคือ "ราชาโลหิต" ผู้นี้ต้องการให้ชาวเกาะถวาย "เลือด" ให้เขาเป็นประจำ หากมีสิ่งใดไม่พอใจเพียงเล็กน้อย เขาจะส่งลูกน้องเข้าเมืองมาฆ่าฟันผู้คน ชาวเกาะบางคนพยายามจะหนี แต่ถ้าถูกสมุนของราชาโลหิตจับได้ ทั้งครอบครัวก็จะถูกสูบเลือดจนแห้งตาย
ดังนั้น ทั้งเกาะจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของราชาโลหิต หยางหนิงฟังจบก็เบ้ปากอย่างพูดไม่ออก เขาได้แต่คิดว่าสมกับเป็นโลกของ 'ราชาโจรสลัด' จริงๆ พล็อตเรื่องนี่มันช่างน้ำเน่าได้โล่
อย่างไรก็ตาม มันก็เข้ากับธรรมชาติของคนพวกนี้... ธรรมชาติของพวกโจรสลัด ใช่แล้ว ตามที่เขาเดาไว้ แม้บาร์เทนเดอร์จะพรรณนาราชาโลหิตราวกับภูตผีหรือเทพเจ้าที่ลึกลับและน่าสยดสยอง แต่เขาก็น่าจะเป็นแค่โจรสลัดที่มีพลังจาก ผลปีศาจ เท่านั้น ในทะเลอีสต์บลู ความรู้ของผู้คนค่อนข้างจำกัด พลังจากผลปีศาจต่างๆ จึงดูไม่ต่างจากพลังของภูตผีปีศาจสำหรับพวกเขา
"กัปตันครับ ในเมื่อที่นี่มีเจ้าถิ่นอยู่แล้ว งั้นเรา..." หลังจากออกจากโรงเหล้า จอห์นนี่แก่กระซิบเตือนหยางหนิง พลางชำเลืองมองคนเดินผ่านไปมาอย่างระมัดระวัง กลุ่มคนพวกนี้ฟังดูไม่ใช่คนที่จะไปตอแยด้วยได้ง่ายๆ และโจรสลัดอย่างพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยงชีวิตเพื่อชาวบ้านพวกนี้ เรื่องความยุติธรรมอะไรนั่นมันเป็นหน้าที่ของพวก ทหารเรือ ในเมื่อเราเป็นโจรสลัด เราก็ควรจะ—
"ลงมือกันเถอะ! เราต้องจัดการพวกมันให้ได้ ดูสิว่าคนพวกนี้ชั่วร้ายแค่ไหน เราต้องช่วยผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ออกมา" คำประกาศที่เต็มไปด้วยคุณธรรมของหยางหนิงทำเอาจอห์นนี่แก่ถึงกับอึ้ง ดวงตาฝ้าฟางของชายชราเบิกกว้าง มองหยางหนิงราวกับเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหยางหนิงไม่ได้สนใจเรื่องธรรมะหรืออธรรมเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือ... ในที่สุดเขาก็มีคนให้ฆ่าเสียที! สกิลต่างๆ ของเขากำลังกระหายและรอคอยชีวิตใหม่ๆ มาเซ่นสังเวย
จริงอยู่ที่ชาวเกาะข้างนอกนั่นอ่อนแอกว่าและฆ่าง่ายกว่า แต่ทำไมต้องฆ่าพวกเขาล่ะ? บอกได้เพียงว่าหยางหนิงผู้ใช้ชีวิตมากว่ายี่สิบปีภายใต้ธงแดงและเติบโตมาในสายลมฤดูใบไม้ผลิของโลกก่อน ยังคงมีศีลธรรมพื้นฐานหลงเหลืออยู่ เขาอาจจะเลือดเย็นและเด็ดขาดในการฆ่าศัตรู แต่เขาก็ทำใจฆ่าล้างบางผู้บริสุทธิ์ไม่ลง
สำหรับคำตัดสินของหยางหนิง จอห์นนี่แก่แสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่เข้าใจและไม่สนับสนุน แต่ในเมื่อมีมีดจ่อคอหอยอยู่ (ในฐานะลูกน้อง) เขาจึงทำได้เพียงเคารพการตัดสินใจนั้น ส่วนบราวน์ ตง และวิลลี่ คนหนึ่งสนใจแต่เรื่องกิน อีกคนเป็นคนซื่อบื้อที่สนใจแต่เรื่องหัวเราะ พวกเขาแทบจะประมวลผลคำพูดของบาร์เทนเดอร์ไม่ได้ด้วยซ้ำ การจะขอแรงสนับสนุนจากสองคนนี้ดูจะเป็นการใช้งานสมองของพวกเขาหนักเกินไป
ดังนั้น ด้วยมติที่เป็นเอกฉันท์ กลุ่มของหยางหนิงทั้งสี่คนจึงตัดสินใจอย่างเป็นสุขที่จะกำจัดแก๊งราชาโลหิตให้สิ้นซาก แต่พวกเขาจะทำอย่างไรล่ะ? เขาไม่ใช่พระเอกเลือดร้อนแบบ ลูฟี่ การบุกเข้าไปตรงๆ คงส่งผลให้งานศพของเขาถูกจัดขึ้นทันทีด้วยโอกาสสำเร็จเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์
โชคดีที่เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะฆ่าคนที่เรียกว่าราชาโลหิตคนนั้น เพราะเป้าหมายของเขาคือการฆ่าคนให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อผดุงความยุติธรรมจริงๆ ดังนั้น เขาจึงพาลูกน้องไปซื้อเสบียงและขนย้ายไปไว้ที่เรือก่อน จากนั้นจึงหาอ่าวลับริมชายฝั่งเพื่อซ่อนเรือไว้ แล้วจึงพาลูกน้องเริ่มการล่า
ดึกสงัด ณ นอกบ้านร้างชายขอบเมือง เงาร่างหลายร่างกำลังลากบางอย่างอยู่ "คนที่เจ็ดแล้ว" หยางหนิงเช็ดดาบยาวที่เปื้อนเลือดในมือ มองดูลูกน้องขุดหลุมฝังศพอย่างชำนาญ
คืนนั้น เขาประสบความสำเร็จในการลอบโจมตีลูกน้องของราชาโลหิตไปแล้วเจ็ดคน ขณะที่พวกมันเดินกร่างกลับจากในเมือง เขาจะส่งคนสองคนไปดึงดูดความสนใจจากด้านหน้า ส่วนตัวเขาจะแอบเข้าข้างหลังอย่างเงียบเชียบ การโจมตีที่ประสานเข้ากับสกิล Siphoning Strike เข้าที่ศีรษะสร้างความเสียหายมหาศาล—การโจมตีเพียงครั้งเดียว ปลิดชีพได้ในทันทีโดยไร้เสียงเล็ดลอด
ด้วยเจ็ดชีวิตเล็กๆ ในมือ มีแม้กระทั่งลูกแก้วแสงสีเขียวดรอปลงมา ทำให้ค่าสถานะของหยางหนิงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
【พลังชีวิต (HP): 174→200 / 184→212】 【พลังเวท (AP): 48→50】 【เกราะ (Armor): 51→53】 【สกิลติดตัว: Damnation (เก็บวิญญาณ 46 ดวง): สามารถเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของศัตรูที่ตายใกล้ตัว วิญญาณแต่ละดวงจะมอบเกราะ 1 หน่วย และพลังเวท 1 หน่วย】 【สกิล 1: Siphoning Strike (Stack 7): หากศัตรูตายด้วยสกิลนี้ จะเพิ่มความเสียหายถาวรให้กับสกิลอีก 3 หน่วย โบนัสความเสียหายปัจจุบัน: 21】 【สกิล 2: Soul Furnace (ฆ่าไป 13 หน่วย): เมื่อฆ่ายูนิตได้ จะได้รับโบนัสพลังชีวิตสูงสุด 4 หน่วย โบนัสพลังชีวิตปัจจุบัน: 52】
เพียงแค่ฆ่าโจรสลัดเจ็ดคน ความเสียหายสะสม (Stack) ของสกิล Siphoning Strike ก็แซงหน้าพลังโจมตีพื้นฐานของตัวเขาไปแล้ว แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะพลังโจมตีพื้นฐานของเขามันค่อนข้างกระจอกด้วยแหละ
เขาแอบทดสอบตอนอยู่บนเรือ พละกำลังของลูกน้องเขานั้นแข็งแกร่งกว่าเขาราวๆ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าอยู่ที่ประมาณ 20 หน่วย เมื่อพิจารณาจากที่ลูกเรือบอกว่าพลังต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้ต่างจากคนธรรมดานัก เขาจึงคาดการณ์ว่าพลังโจมตีของชายฉกรรจ์ทั่วไปในโลกราชาโจรสลัดจะอยู่ที่ราวๆ 20 หน่วย
หยางหนิงมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนผู้ใหญ่ในวัยยี่สิบปี แต่พละกำลังของเขากลับต่ำกว่าคนปกติมาก บางทีนี่อาจจะเป็นช่องว่างระหว่างสองโลก โชคดีที่เขาสามารถเพิ่มพลังโจมตีได้ตราบใดที่เลเวลอัป หากทุกอย่างล้มเหลว เขาก็แค่ฟาร์มเลเวลให้เยอะๆ เมื่อถึงเลเวล 100 พลังโจมตีพื้นฐานก็จะสูงขึ้นเอง
สกิล Siphoning Strike และ Starfire Spellblade ของเขาไม่เสียมานาและไม่มีคูลดาวน์ มันสามารถใช้เป็นวิธีการโจมตีถาวรได้เลย ดังนั้นพลังโจมตีพื้นฐานที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก เมื่อมองดูตัวเลขบนแผงหน้าจอ เขาจึงคำนวณคร่าวๆ ในใจ ด้วยการต่อยเพียงครั้งเดียวในตอนนี้ ความเสียหายที่เพิ่มเข้ามาอาจสูงถึงสามหรือสี่เท่าของชายฉกรรจ์ทั่วไปเลยทีเดียว
พลังของหมัดเดียวช่างน่าหวาดหวั่นจริงๆ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกดี หยางหนิงข่มความกระหายที่พุ่งพล่านที่จะไปท้าดวลตัวต่อตัวกับราชาโลหิตเอาไว้ แล้วซุ่มรออยู่บนถนนกับลูกน้องต่อไป เพื่อรอคอยเจ้าคนดวงซวยรายหน้าที่จะเดินผ่านมา...