- หน้าแรก
- ระบบค้าขายข้ามมิติ ผมเอาของกินไปแลกองค์หญิงเอลฟ์
- บทที่ 14 ยากจะเยียวยา แต่หาใช่ไร้หนทาง
บทที่ 14 ยากจะเยียวยา แต่หาใช่ไร้หนทาง
บทที่ 14 ยากจะเยียวยา แต่หาใช่ไร้หนทาง
บทที่ 14 ยากจะเยียวยา แต่หาใช่ไร้หนทาง
ว่ากันตามตรง ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าซูอี้นั้นดูไร้มารยาทสิ้นดี
ทั้งที่เขานัดแนะเวลากับเฒ่าหลิวไว้ดิบดี ตนเองก็มาตรงเวลาไม่ขาดไม่เกิน แต่กลับต้องมายืนรอชายผู้นี้โอ๋ลูกสาวอยู่นานกว่าสิบนาที เขาและเยว่หลิงต้องยืนหัวโด่ราวกับเป็นบ่าวรับใช้ในบ้านคนอื่นก็ไม่ปาน
หากไม่ใช่เพราะเยว่หลิงกระซิบบอกว่าเด็กหญิงคนนั้นมีชะตาใกล้ขาด ร่อแร่เต็มที จนทำให้ซูอี้พอจะเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อที่ทิ้งแขกเหรื่อไปดูแลลูกสาวได้บ้างล่ะก็ เขาคงพาเยว่หลิงเดินหนีกลับไปนานแล้ว
ถึงอย่างไรเขาก็มาทำธุรกิจ ไม่ได้มาขอทาน
แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับตาลปัตร กลายเป็นฝ่ายนั้นต้องมาขอร้องเขาแทน ถึงจะไม่อยากพูดอะไรมาก แต่คำขอโทษก็ยังเป็นสิ่งที่ซูอี้ต้องการ
ชายผู้นั้นมองกล่องในมือเยว่หลิงด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวรูปร่างบอบบางงดงามกลับแบกของหนักหลายสิบกิโลกรัมไว้ได้นานสองนาน... วูบหนึ่งเขาพลันได้สติและตระหนักถึงความเสียมารยาทของตนก่อนหน้านี้ จึงรีบลุกขึ้นยื่นมือออกมาทักทาย
"คุณคงเป็นคุณซู ผม 'เสิ่นหมิงเหวิน' ครับ"
"ต้องขอโทษจริงๆ ครับ วันนี้ผมเป็นฝ่ายผิดนัดเอง พอดีอาการป่วยของลูกสาวผมมัน... เฮ้อ"
"เอาเป็นว่าผมผิดเอง เพื่อแสดงความจริงใจ ทองคำล็อตนี้ผมขอรับซื้อในราคาตลาดโดยไม่ต้องตรวจสอบคุณภาพ คุณส่งเลขบัญชีมาได้เลย ผมจะโอนเงินให้เดี๋ยวนี้"
"ซูอี้ครับ" ซูอี้จับมือตอบก่อนจะยิ้มบางๆ
"ไม่จำเป็นขนาดนั้นหรอกครับ ธุรกิจก็คือธุรกิจ สินค้ายังไงก็ต้องตรวจสอบ"
แม้ปากจะบอกว่าต้องตรวจสอบ แต่เมื่ออีกฝ่ายเสนอซื้อในราคาตลาด ซูอี้ย่อมไม่ขัดศรัทธา เพราะนั่นหมายถึงส่วนต่างราคากรัมละกว่าร้อยหยวนเชียวนะ!
"ได้ครับ งั้นตรวจสอบกันเลย!" เสิ่นหมิงเหวินไม่ใช่คนเจ้าน้ำตาฟูมฟาย เขาตอบรับทันที
เพียงครู่เดียว เจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์ตรวจสอบครบครันก็ถูกเรียกเข้ามาในสวนเพื่อตรวจเช็กความบริสุทธิ์ของทองคำ ณ จุดนั้น
เดิมทีซูอี้บอกเฒ่าหลิวว่าจะขายทองยี่สิบกิโลกรัม แต่พอเห็นสถานการณ์หน้างาน เขาก็เปลี่ยนใจขนทองทั้งหมดออกมาจากมิติเก็บของ เก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ และดูทรงแล้วเสิ่นหมิงเหวินผู้มั่งคั่งคนนี้คงไม่มีปัญหากับการรับซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
การมีเยว่หลิงอยู่ด้วย ทำให้การแอบเอาทองใส่กระเป๋าเอกสารโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นไม่ใช่เรื่องยาก
ระหว่างรอตรวจสอบทอง เสิ่นหมิงเหวินก็เข้ามาผูกมิตรชวนซูอี้คุย ชายผู้นี้มีความฉลาดทางอารมณ์สูงลิ่ว เพียงไม่กี่ประโยคก็สลายความกระอักกระอ่วนจากการปล่อยให้แขกรอก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ท่าทีการยอมรับผิดของเขาก็ดูจริงใจยิ่งนัก
ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยและอีกฝ่ายมีเหตุผลที่น่าเห็นใจ ซูอี้จึงไม่เก็บมาใส่ใจ ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอ และแล้วบทสนทนาก็วนกลับมาเรื่องอาการป่วยของเด็กหญิงตามคาด
ซูอี้ได้รับรู้ในที่สุดว่าเธอป่วยเป็นโรคอะไร
มะเร็งเม็ดเลือดขาวแต่กำเนิด
แม้จะไม่ใช่หมอ แต่เขาก็พอเคยได้ยินชื่อโรคร้ายนี้มาบ้าง ก่อนหน้านี้ซูอี้ยังนึกสงสัยว่าเด็กน้อยป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ที่เงินทองมากมายก็ไม่อาจรักษาได้ บัดนี้ข้อสงสัยได้กระจ่างแล้ว
"คุณซู โรคนี้... คุณพอจะรักษาได้ไหมครับ?"
เมื่อเห็นจังหวะเหมาะ เสิ่นหมิงเหวินจึงเอ่ยถามเรื่องที่เขาห่วงใยที่สุดอย่างระมัดระวัง
"ยาก... ยากมากครับ!" ซูอี้ส่ายหน้าถอนหายใจ
ทว่าเสิ่นหมิงเหวินได้ฟังกลับตาเป็นประกายแทนที่จะผิดหวัง
ยาก... แปลว่าไม่ใช่รักษาไม่ได้!
เขาไม่ได้พูดจาอวดร่ำอวดรวยประเภท 'ผมมีเงินล้นฟ้า บอกมาสิว่าติดขัดตรงไหน' แต่กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจสุดซึ้ง
"คุณซู ผมกับแม่ของอิ๋งอิ๋งรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกัน จนได้ครองรักแต่งงานกันในที่สุด แต่ภรรยาคู่ชีวิตผมกลับล้มป่วยหลังจากคลอดอิ๋งอิ๋งได้ไม่นาน และจากไปภายในปีเดียว"
"อิ๋งอิ๋งไม่ใช่แค่ลูกสาวหรือทายาทสืบสกุล แต่แกคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจชิ้นสุดท้ายของความรักชั่วชีวิตของผม"
"ดังนั้นไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ขอแค่ผมทำได้ ผมไม่มีวันปฏิเสธแน่นอน!"
นี่สิคนฉลาดพูด ซูอี้พอใจกับท่าทีของเขามาก
จะให้พูดเรื่องเงินตรงๆ ก็ดูหยาบคายไปหน่อย เขาจึงแสร้งนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเปรยถึงการไปดูงานที่ 'หยวนเฟิงฟาร์ม' ในวันนี้ บ่นเรื่องขั้นตอนเอกสารที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่เขามีความจำเป็นต้องรีบใช้ฟาร์มแห่งนั้น หากจัดการเรื่องนี้ได้เร็วก็คงจะดี
ทันทีที่ได้ยิน เสิ่นหมิงเหวินรับลูกทันทีโดยไม่ลังเล อาสาจัดการให้เสร็จสรรพภายในวันพรุ่งนี้
ตลอดการสนทนา เขาไม่พูดเรื่องตัวเงินเลยแม้แต่คำเดียว แต่เป็นที่รู้กันว่าเขาตั้งใจจะเป็นผู้จ่ายค่าโอนกิจการมูลค่า 160 ล้านหยวนนั่นเอง
ในเมื่ออีกฝ่ายใจป้ำ ซูอี้ย่อมไม่ตระหนี่
เขาเสนอตัวไปดูอาการเด็กหญิงที่ชื่อ 'เสิ่นอิ๋งอิ๋ง' ทันที
นี่คือสิ่งที่เสิ่นหมิงเหวินรอคอยอยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ จะบอกว่าเขาเชื่อสนิทใจว่าซูอี้รักษาโรคร้ายแรงนี้ได้ก็คงโกหก เขาเพียงแค่ทำทุกวิถีทางเพราะลูกสาวเหลือเวลาไม่มากแล้ว เปรียบเสมือนการรักษาซากม้าตายให้เป็นม้าเป็น
แน่นอนว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมาหลอกเขา
คนเขี้ยวลากดินอย่างเสิ่นหมิงเหวิน เพียงแค่คุยไม่กี่ประโยคก็ดูออกว่าใครมีของจริงหรือแค่ราคาคุย นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขายอมเสี่ยงเดิมพันด้วยเงินกว่าร้อยล้าน นั่นคือมีน้อยคนนักที่รู้รายละเอียดอาการป่วยของเสิ่นอิ๋งอิ๋ง การที่คนนอกอย่างซูอี้มองปราดเดียวก็รู้สภาพร่างกาย แถมยังคาดคะเนเวลาที่เหลืออยู่ของเธอได้อย่างแม่นยำ แสดงว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา
ไม่นาน คณะทั้งหมดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องบนชั้นสองของวิลล่า
ก่อนเปิดประตู ซูอี้เอ่ยขึ้นว่า
"คุณเสิ่น วันนี้ผมไม่ได้เตรียมอุปกรณ์รักษามา แต่ผมมีวิชาทุยหนา (นวดแผนจีน) ชุดหนึ่งที่พอจะบรรเทาอาการของคุณหนูเสิ่นได้บ้าง พรุ่งนี้คุณค่อยพาเธอไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อดูผลลัพธ์ก็แล้วกัน"
"แต่ระหว่างรักษา นอกจากผมกับผู้ช่วย ขอเชิญคนอื่นรอข้างนอก ห้ามเข้ามาในห้องเด็ดขาด คุณเสิ่นรับได้ไหมครับ?"
เสิ่นหมิงเหวินอ้าปากจะพูด ลังเลเพียงครู่เดียวก่อนพยักหน้าอย่างเด็ดขาด
"ตกลงครับ!"
ว่าแล้วเขาก็เคาะประตู
หลังจากพยาบาลผู้ดูแลเสิ่นอิ๋งอิ๋งออกมา ซูอี้ก็พาเยว่หลิงเดินเข้าไปในห้องนอนสีชมพูหวานแหววของเด็กสาว
ภายนอกห้อง เสิ่นหมิงเหวินมองประตูห้องนอนที่ค่อยๆ ปิดลง แววตาคมกริบวาบขึ้นชั่วขณะ เขาปรายตามองชายวัยกลางคนชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ชายชุดดำพยักหน้ารับทราบ ทันใดนั้นบอดี้การ์ดฝีมือดีจำนวนมากก็ปรากฏตัวขึ้นตรึงกำลังทั้งในและนอกวิลล่า
เสิ่นหมิงเหวินทำธุรกิจทั้งขาวและเทา ศัตรูคู่อริย่อมมีมาก แต่ประการแรก แทบไม่มีใครรู้อาการป่วยหนักของลูกสาวเขา ประการที่สอง ศัตรูของเขาไม่ใช่คนโง่ หากไม่รู้ซึ้งว่าเขารักลูกสาวมากเพียงใด คงไม่มีใครคิดใช้วิธีจับลูกสาวมาต่อรอง เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเท่ากับเป็นการปลุกเสือหลับให้คลั่งขึ้นมาเปล่าๆ
นี่คือเหตุผลที่เสิ่นหมิงเหวินยอมให้ซูอี้และผู้ติดตามอยู่ตามลำพังกับลูกสาว
แต่ทว่า... ความเข้าใจก็เรื่องหนึ่ง จิตใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง เพื่อความไม่ประมาท เขาจึงต้องระดมพลมาเตรียมพร้อมไว้
หากเกิดอะไรขึ้นกับเสิ่นอิ๋งอิ๋ง เขาไม่มีทางปล่อยให้ซูอี้และคนของเขาเดินออกไปจากที่นี่แน่
แม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา แต่ทุกคนต่างเข้าใจตรงกัน...