- หน้าแรก
- เกิดใหม่วันสิ้นโลก สร้างยอดทีมพิฆาตอสูร
- บทที่ 3 เทขายสินทรัพย์
บทที่ 3 เทขายสินทรัพย์
บทที่ 3 เทขายสินทรัพย์
เย่เหยาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหา 'ทนายจาง' เพียงรอสายไม่นาน เสียงทุ้มหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์ของทนายจางก็ดังขึ้นจากปลายสาย "สวัสดีครับ คุณหนูเย่"
"สวัสดีค่ะทนายจาง ฉันมีเรื่องด่วนมากจะหารือกับคุณค่ะ" เย่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ทนายจางตอบรับอย่างสุภาพ "เชิญว่ามาได้เลยครับคุณหนู ไม่ต้องรีบร้อน"
"ทนายจางคะ ฉันต้องการเทขายหุ้นทั้งหมดที่มี แล้วก็วิลล่าใจกลางเมืองหลังนั้นให้เร็วที่สุด คุณคิดว่าถ้าจะขายด่วน ต้องลดราคาต่ำกว่าตลาดสักเท่าไหร่คะ?"
ทนายจางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเตือน "นี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ คุณหนูแน่ใจแล้วหรือ? ทั้งหุ้นและวิลล่ากลางเมืองถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลเลยนะครับ"
เย่เหยายืนยันเสียงแข็ง "ฉันแน่ใจค่ะ"
ทนายจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบาย "ถ้าต้องการปล่อยของให้เร็วที่สุด การลดราคามากเกินไปจะทำให้คุณหนูขาดทุนย่อยยับ แต่ถ้าลดน้อยไปก็อาจจะดึงดูดคนซื้อไม่ทันใจ โดยทั่วไปแล้ว หากลดราคาลงสัก 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากราคาตลาดก็น่าจะจูงใจได้มากพอสมควรครับ"
"ทนายจางคะ ลดไปเลย 25 เปอร์เซ็นต์ ฉันต้องการจัดการเรื่องหุ้นและวิลล่าให้จบภายในสามวัน"
ทนายจางถามด้วยความตกใจ "คุณหนูจะขายจริงๆ หรือครับ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับคุณหนูเย่?"
เย่เหยาแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาทันที "ฉันวางแผนจะย้ายไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศและคงไม่กลับมาอีกค่ะ เลยอยากรบกวนคุณช่วยจัดการเคลียร์ทรัพย์สินทุกอย่างให้เร็วที่สุด"
ทนายจางไม่ซักไซ้ต่อและตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เข้าใจแล้วครับ การลดราคาขนาดนี้น่าจะกระตุ้นความสนใจของผู้ซื้อได้ไม่ยาก ผมจะดูแลขั้นตอนการซื้อขายให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคุณหนูให้ได้มากที่สุดครับ"
"ขอบคุณค่ะทนายจาง หวังว่าเราจะเจอคนซื้อและปิดดีลได้ภายในสองวันนี้นะคะ"
"ได้ครับ ผมจะเริ่มดำเนินการทันที ขอตัวไปเตรียมเอกสารและข้อมูลก่อน หากมีผู้ซื้อที่เหมาะสมติดต่อมา ผมจะแจ้งให้ทราบทันทีครับ"
"ขอบคุณค่ะทนายจาง ฉันจะรอฟังข่าวดีนะคะ"
เย่เหยาวางสายลงช้าๆ ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาในอก สายตาทอดมองผ่านหน้าต่างไปยังใจกลางเมืองที่คุ้นเคยแต่กลับรู้สึกห่างไกล
ในมุมหนึ่งของย่านใจกลางเมืองที่เจริญรุ่งเรืองนั้น มีวิลล่าหรูหราตั้งตระหง่านอยู่ มันคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่แม่ทิ้งไว้ให้เธอ สถานที่แห่งนั้นบรรจุความทรงจำแสนงดงามระหว่างเธอกับแม่ ทุกมุมบ้านยังคงก้องกังวานไปด้วยคำพูดอ่อนโยนและเสียงหัวเราะอบอุ่นของแม่
ทว่าตอนนี้... วิลล่าหลังนั้นกลับถูกยึดครองโดยพ่อและครอบครัวแม่เลี้ยง พวกเขาสุขสำราญในบ้านที่ควรจะเป็นของเธออย่างหน้าไม่อาย ในขณะที่เธอถูกไล่ออกมาจากบ้านอย่างเลือดเย็น ต้องระหกระเหินมาเช่าห้องชุดเล็กๆ ขนาดเพียงแปดสิบตารางเมตรอยู่ตามลำพัง
เมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่ถูกขับไล่ออกจากวิลล่า ความเจ็บปวดก็แล่นพล่านเกาะกินหัวใจอีกครั้ง ความเย็นชาของพ่อ สีหน้าลำพองใจของแม่เลี้ยง ทุกภาพจำเปรียบเสมือนมีดแหลมที่กรีดแทงลงกลางใจ เธอกัดริมฝีปากแน่น สาบานกับตัวเองว่าจะทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของเธอ และจะทำให้คนที่ทำร้ายเธอต้องชดใช้อย่างสาสม
เย่เหยาสูดหายใจลึก พยายามสงบจิตใจที่ปั่นป่วน เธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาจมปลักอยู่กับความเศร้าและความโกรธแค้น เธอต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง
เมื่อคิดถึงแผนการขายหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ เธอจึงตัดสินใจเช็กยอดเงินในบัญชีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันข้างหน้า มือบางกดเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอมีเพียง 230,000 เท่านั้น ความกังวลก่อตัวขึ้นในใจ เงินจำนวนนี้คือเงินเก็บที่เธอสะสมมาตลอดหลายปี ทั้งจากการประหยัดอดออม เงินค่าขนม และทุนการศึกษา ตอนนี้เธอเพิ่งอยู่ปีสอง โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพอดี เธอจึงไม่ต้องหาข้ออ้างลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัย
ทุกครั้งที่นึกถึงหุ้นที่แม่ทิ้งไว้ให้ ความโกรธแค้นและความเศร้าเสียใจก็ปะทุขึ้น หุ้นเหล่านั้นควรเป็นหลักประกันชีวิตที่แม่มอบให้เธอ ด้วยเงินปันผลกว่าสิบล้านต่อปี มันมากพอที่จะทำให้เธอมีชีวิตที่มั่นคงและมีความหวัง แต่พ่อกลับยึดมันไปเป็นของตัวเองอย่างหน้าด้านๆ
เขามักใช้ข้ออ้างที่ฟังดูดีว่า "พ่อช่วยเก็บไว้ให้หนูนะ ยังเด็กอยู่ เดี๋ยวพอแต่งงานพ่อจะยกให้เป็นสินเดิม" แต่คำโกหกพรรค์นั้นช่างกลวงเปล่า เย่เหยารู้ดีว่าพ่อเพียงแค่ต้องการสนองความโลภของตัวเองเท่านั้น
"หึ" เย่เหยาแค่นหัวเราะเยาะหยันตัวเอง เธอรู้ดีว่าจะมัวงอมืองอเท้ารอความตายไม่ได้อีกแล้ว เธอต้องช่วงชิงของที่เป็นของเธอคืนมา เงินปันผลเหล่านั้นคือความรักและความคาดหวังของแม่ เธอจะไม่มีวันยอมให้พ่อเสวยสุขบนกองเงินกองทองของเธออีกต่อไป
นั่นคือเหตุผลที่เย่เหยาตัดสินใจเทขายหุ้นมรดกทิ้งให้เร็วที่สุดในขณะที่พ่อยังไม่ระแคะระคาย เมื่อจินตนาการถึงปฏิกิริยาของพ่อในวันที่รู้ความจริง ความสะใจสายหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นในใจ เธอนึกภาพพ่อที่กำลังตกใจสุดขีดและโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแต่ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็อดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้
เย่เหยานั่งลงที่โต๊ะ นิ้วเรียวเคาะพื้นโต๊ะเบาๆ ขณะคำนวณตัวเลขในหัว สุดท้ายเธอตัดสินใจจะลองหาช่องทางกู้ยืมเงินเพิ่มเติม เธอเปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มค้นหาข้อมูลของสถาบันการเงินต่างๆ เมื่อเห็นข้อมูลสินเชื่อมากมายบนหน้าจอ อารมณ์ของเธอก็ผ่อนคลายลง
นอกจากวิลล่ากลางเมืองมูลค่า 120 ล้าน และหุ้นมูลค่า 230 ล้านแล้ว เธอยังมีวิลล่าเก่าแก่แถบชานเมืองอีกหนึ่งหลัง วิลล่าหลังนั้นเป็นมรดกที่คุณยายมอบให้แม่ และเมื่อเย่เหยายังเด็ก แม่ได้ตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของเย่เหยาเรียบร้อยแล้ว แถบชานเมืองมีประชากรเบาบาง เธอวางแผนจะใช้ที่นั่นเป็นฐานที่มั่นหลังวันสิ้นโลก ดังนั้นสำหรับตอนนี้ เธอจะทำได้เพียงนำวิลล่าหลังเก่าไปจำนองเท่านั้น
หลังจากวางแผนเสร็จสรรพ เย่เหยาก็รีบจัดเตรียมเอกสารและมุ่งหน้าไปยังธนาคาร
เมื่อมาถึงธนาคาร เย่เหยาแจ้งความประสงค์กับพนักงานสินเชื่อทันที "สวัสดีค่ะ ฉันต้องการจำนองวิลล่าส่วนตัวแถบชานเมืองค่ะ" พูดจบเธอก็หยิบโฉนดที่ดินและเอกสารที่เกี่ยวข้องออกมาวางอย่างใจเย็น
พนักงานรับเอกสารไปตรวจสอบ เย่เหยาจึงกล่าวเสริม "วิลล่าหลังนั้นตั้งอยู่แถบชานเมือง มีพื้นที่กว้างขวางมากค่ะ มีสวนส่วนตัวและสระว่ายน้ำ การตกแต่งภายในเป็นสไตล์ยุโรปสุดหรู วัสดุที่ใช้ล้วนเป็นเกรดพรีเมียม สภาพแวดล้อมรอบด้านก็สวยงามเงียบสงบ การเดินทางสะดวกสบาย ฉันเชื่อว่ามูลค่าตลาดของวิลล่าระดับนี้น่าจะสูงพอสมควรนะคะ"
พนักงานธนาคารจดบันทึกรายละเอียดลงในสมุดก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ "ทางเราจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ประเมินราคาไปตรวจสอบสภาพวิลล่าโดยเร็วที่สุดครับ หากผลการประเมินผ่านเกณฑ์ โอกาสที่การอนุมัติสินเชื่อจะผ่านก็มีสูงมากครับ"
เย่เหยาถามย้ำด้วยความร้อนใจ "ต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะ? พอจะเร่งด่วนได้ไหม พอดีฉันจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้จริงๆ ค่ะ"
ผู้จัดการธนาคารครุ่นคิดครู่หนึ่ง "คุณผู้หญิงครับ เอกสารของคุณครบถ้วนสมบูรณ์มาก แต่การอนุมัติสินเชื่อมีขั้นตอนที่เข้มงวด เอาเป็นว่าผมจะเร่งให้ทราบผลภายในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า หากทุกอย่างราบรื่น เงินทุนน่าจะอนุมัติลงมาได้ภายในสามวัน พอจะรอไหวไหมครับ?"
เย่เหยาถอนหายใจเบาๆ "เข้าใจค่ะ ฉันจะรอ หวังว่ากระบวนการจะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ พอดีฉันรีบจริงๆ ถ้าอย่างนั้นวันนี้คงรบกวนแค่นี้ หากมีความคืบหน้าติดต่อฉันได้ทันทีตามเบอร์นี้เลยค่ะ" เธอยื่นกระดาษโน้ตที่จดเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้พนักงาน
เมื่อเดินออกมาจากธนาคาร จู่ๆ ท้องของเย่เหยาก็ส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาดังลั่นจนเธอยังตกใจ เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มขื่นๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง "ลืมไปได้ยังไงเนี่ย กองทัพต้องเดินด้วยท้องสินะ ไปหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่า"
บทที่ 3 เทขายสินทรัพย์
เย่เหยาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหา 'ทนายจาง' เพียงรอสายไม่นาน เสียงทุ้มหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์ของทนายจางก็ดังขึ้นจากปลายสาย "สวัสดีครับ คุณหนูเย่"
"สวัสดีค่ะทนายจาง ฉันมีเรื่องด่วนมากจะหารือกับคุณค่ะ" เย่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ทนายจางตอบรับอย่างสุภาพ "เชิญว่ามาได้เลยครับคุณหนู ไม่ต้องรีบร้อน"
"ทนายจางคะ ฉันต้องการเทขายหุ้นทั้งหมดที่มี แล้วก็วิลล่าใจกลางเมืองหลังนั้นให้เร็วที่สุด คุณคิดว่าถ้าจะขายด่วน ต้องลดราคาต่ำกว่าตลาดสักเท่าไหร่คะ?"
ทนายจางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเตือน "นี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ คุณหนูแน่ใจแล้วหรือ? ทั้งหุ้นและวิลล่ากลางเมืองถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลเลยนะครับ"
เย่เหยายืนยันเสียงแข็ง "ฉันแน่ใจค่ะ"
ทนายจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบาย "ถ้าต้องการปล่อยของให้เร็วที่สุด การลดราคามากเกินไปจะทำให้คุณหนูขาดทุนย่อยยับ แต่ถ้าลดน้อยไปก็อาจจะดึงดูดคนซื้อไม่ทันใจ โดยทั่วไปแล้ว หากลดราคาลงสัก 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากราคาตลาดก็น่าจะจูงใจได้มากพอสมควรครับ"
"ทนายจางคะ ลดไปเลย 25 เปอร์เซ็นต์ ฉันต้องการจัดการเรื่องหุ้นและวิลล่าให้จบภายในสามวัน"
ทนายจางถามด้วยความตกใจ "คุณหนูจะขายจริงๆ หรือครับ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับคุณหนูเย่?"
เย่เหยาแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาทันที "ฉันวางแผนจะย้ายไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศและคงไม่กลับมาอีกค่ะ เลยอยากรบกวนคุณช่วยจัดการเคลียร์ทรัพย์สินทุกอย่างให้เร็วที่สุด"
ทนายจางไม่ซักไซ้ต่อและตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เข้าใจแล้วครับ การลดราคาขนาดนี้น่าจะกระตุ้นความสนใจของผู้ซื้อได้ไม่ยาก ผมจะดูแลขั้นตอนการซื้อขายให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคุณหนูให้ได้มากที่สุดครับ"
"ขอบคุณค่ะทนายจาง หวังว่าเราจะเจอคนซื้อและปิดดีลได้ภายในสองวันนี้นะคะ"
"ได้ครับ ผมจะเริ่มดำเนินการทันที ขอตัวไปเตรียมเอกสารและข้อมูลก่อน หากมีผู้ซื้อที่เหมาะสมติดต่อมา ผมจะแจ้งให้ทราบทันทีครับ"
"ขอบคุณค่ะทนายจาง ฉันจะรอฟังข่าวดีนะคะ"
เย่เหยาวางสายลงช้าๆ ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาในอก สายตาทอดมองผ่านหน้าต่างไปยังใจกลางเมืองที่คุ้นเคยแต่กลับรู้สึกห่างไกล
ในมุมหนึ่งของย่านใจกลางเมืองที่เจริญรุ่งเรืองนั้น มีวิลล่าหรูหราตั้งตระหง่านอยู่ มันคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่แม่ทิ้งไว้ให้เธอ สถานที่แห่งนั้นบรรจุความทรงจำแสนงดงามระหว่างเธอกับแม่ ทุกมุมบ้านยังคงก้องกังวานไปด้วยคำพูดอ่อนโยนและเสียงหัวเราะอบอุ่นของแม่
ทว่าตอนนี้... วิลล่าหลังนั้นกลับถูกยึดครองโดยพ่อและครอบครัวแม่เลี้ยง พวกเขาสุขสำราญในบ้านที่ควรจะเป็นของเธออย่างหน้าไม่อาย ในขณะที่เธอถูกไล่ออกมาจากบ้านอย่างเลือดเย็น ต้องระหกระเหินมาเช่าห้องชุดเล็กๆ ขนาดเพียงแปดสิบตารางเมตรอยู่ตามลำพัง
เมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่ถูกขับไล่ออกจากวิลล่า ความเจ็บปวดก็แล่นพล่านเกาะกินหัวใจอีกครั้ง ความเย็นชาของพ่อ สีหน้าลำพองใจของแม่เลี้ยง ทุกภาพจำเปรียบเสมือนมีดแหลมที่กรีดแทงลงกลางใจ เธอกัดริมฝีปากแน่น สาบานกับตัวเองว่าจะทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของเธอ และจะทำให้คนที่ทำร้ายเธอต้องชดใช้อย่างสาสม
เย่เหยาสูดหายใจลึก พยายามสงบจิตใจที่ปั่นป่วน เธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาจมปลักอยู่กับความเศร้าและความโกรธแค้น เธอต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง
เมื่อคิดถึงแผนการขายหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ เธอจึงตัดสินใจเช็กยอดเงินในบัญชีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันข้างหน้า มือบางกดเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอมีเพียง 230,000 เท่านั้น ความกังวลก่อตัวขึ้นในใจ เงินจำนวนนี้คือเงินเก็บที่เธอสะสมมาตลอดหลายปี ทั้งจากการประหยัดอดออม เงินค่าขนม และทุนการศึกษา ตอนนี้เธอเพิ่งอยู่ปีสอง โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพอดี เธอจึงไม่ต้องหาข้ออ้างลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัย
ทุกครั้งที่นึกถึงหุ้นที่แม่ทิ้งไว้ให้ ความโกรธแค้นและความเศร้าเสียใจก็ปะทุขึ้น หุ้นเหล่านั้นควรเป็นหลักประกันชีวิตที่แม่มอบให้เธอ ด้วยเงินปันผลกว่าสิบล้านต่อปี มันมากพอที่จะทำให้เธอมีชีวิตที่มั่นคงและมีความหวัง แต่พ่อกลับยึดมันไปเป็นของตัวเองอย่างหน้าด้านๆ
เขามักใช้ข้ออ้างที่ฟังดูดีว่า "พ่อช่วยเก็บไว้ให้หนูนะ ยังเด็กอยู่ เดี๋ยวพอแต่งงานพ่อจะยกให้เป็นสินเดิม" แต่คำโกหกพรรค์นั้นช่างกลวงเปล่า เย่เหยารู้ดีว่าพ่อเพียงแค่ต้องการสนองความโลภของตัวเองเท่านั้น
"หึ" เย่เหยาแค่นหัวเราะเยาะหยันตัวเอง เธอรู้ดีว่าจะมัวงอมืองอเท้ารอความตายไม่ได้อีกแล้ว เธอต้องช่วงชิงของที่เป็นของเธอคืนมา เงินปันผลเหล่านั้นคือความรักและความคาดหวังของแม่ เธอจะไม่มีวันยอมให้พ่อเสวยสุขบนกองเงินกองทองของเธออีกต่อไป
นั่นคือเหตุผลที่เย่เหยาตัดสินใจเทขายหุ้นมรดกทิ้งให้เร็วที่สุดในขณะที่พ่อยังไม่ระแคะระคาย เมื่อจินตนาการถึงปฏิกิริยาของพ่อในวันที่รู้ความจริง ความสะใจสายหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นในใจ เธอนึกภาพพ่อที่กำลังตกใจสุดขีดและโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแต่ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็อดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้
เย่เหยานั่งลงที่โต๊ะ นิ้วเรียวเคาะพื้นโต๊ะเบาๆ ขณะคำนวณตัวเลขในหัว สุดท้ายเธอตัดสินใจจะลองหาช่องทางกู้ยืมเงินเพิ่มเติม เธอเปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มค้นหาข้อมูลของสถาบันการเงินต่างๆ เมื่อเห็นข้อมูลสินเชื่อมากมายบนหน้าจอ อารมณ์ของเธอก็ผ่อนคลายลง
นอกจากวิลล่ากลางเมืองมูลค่า 120 ล้าน และหุ้นมูลค่า 230 ล้านแล้ว เธอยังมีวิลล่าเก่าแก่แถบชานเมืองอีกหนึ่งหลัง วิลล่าหลังนั้นเป็นมรดกที่คุณยายมอบให้แม่ และเมื่อเย่เหยายังเด็ก แม่ได้ตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของเย่เหยาเรียบร้อยแล้ว แถบชานเมืองมีประชากรเบาบาง เธอวางแผนจะใช้ที่นั่นเป็นฐานที่มั่นหลังวันสิ้นโลก ดังนั้นสำหรับตอนนี้ เธอจะทำได้เพียงนำวิลล่าหลังเก่าไปจำนองเท่านั้น
หลังจากวางแผนเสร็จสรรพ เย่เหยาก็รีบจัดเตรียมเอกสารและมุ่งหน้าไปยังธนาคาร
เมื่อมาถึงธนาคาร เย่เหยาแจ้งความประสงค์กับพนักงานสินเชื่อทันที "สวัสดีค่ะ ฉันต้องการจำนองวิลล่าส่วนตัวแถบชานเมืองค่ะ" พูดจบเธอก็หยิบโฉนดที่ดินและเอกสารที่เกี่ยวข้องออกมาวางอย่างใจเย็น
พนักงานรับเอกสารไปตรวจสอบ เย่เหยาจึงกล่าวเสริม "วิลล่าหลังนั้นตั้งอยู่แถบชานเมือง มีพื้นที่กว้างขวางมากค่ะ มีสวนส่วนตัวและสระว่ายน้ำ การตกแต่งภายในเป็นสไตล์ยุโรปสุดหรู วัสดุที่ใช้ล้วนเป็นเกรดพรีเมียม สภาพแวดล้อมรอบด้านก็สวยงามเงียบสงบ การเดินทางสะดวกสบาย ฉันเชื่อว่ามูลค่าตลาดของวิลล่าระดับนี้น่าจะสูงพอสมควรนะคะ"
พนักงานธนาคารจดบันทึกรายละเอียดลงในสมุดก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ "ทางเราจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ประเมินราคาไปตรวจสอบสภาพวิลล่าโดยเร็วที่สุดครับ หากผลการประเมินผ่านเกณฑ์ โอกาสที่การอนุมัติสินเชื่อจะผ่านก็มีสูงมากครับ"
เย่เหยาถามย้ำด้วยความร้อนใจ "ต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะ? พอจะเร่งด่วนได้ไหม พอดีฉันจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้จริงๆ ค่ะ"
ผู้จัดการธนาคารครุ่นคิดครู่หนึ่ง "คุณผู้หญิงครับ เอกสารของคุณครบถ้วนสมบูรณ์มาก แต่การอนุมัติสินเชื่อมีขั้นตอนที่เข้มงวด เอาเป็นว่าผมจะเร่งให้ทราบผลภายในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า หากทุกอย่างราบรื่น เงินทุนน่าจะอนุมัติลงมาได้ภายในสามวัน พอจะรอไหวไหมครับ?"
เย่เหยาถอนหายใจเบาๆ "เข้าใจค่ะ ฉันจะรอ หวังว่ากระบวนการจะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ พอดีฉันรีบจริงๆ ถ้าอย่างนั้นวันนี้คงรบกวนแค่นี้ หากมีความคืบหน้าติดต่อฉันได้ทันทีตามเบอร์นี้เลยค่ะ" เธอยื่นกระดาษโน้ตที่จดเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้พนักงาน
เมื่อเดินออกมาจากธนาคาร จู่ๆ ท้องของเย่เหยาก็ส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาดังลั่นจนเธอยังตกใจ เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มขื่นๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง "ลืมไปได้ยังไงเนี่ย กองทัพต้องเดินด้วยท้องสินะ ไปหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่า"