- หน้าแรก
- ตระกูลเซียนอย่าซ่า เส้นทางผงาดของหลิงโหย่วเต้า
- บทที่ 44 - บุกเบิก
บทที่ 44 - บุกเบิก
บทที่ 44 - บุกเบิก
บทที่ 44 - บุกเบิก
ไม่นาน หลิงโหย่วเต้าก็มาถึงส่วนลึกของป่า
"ตรงนี้พลังปราณหนาแน่นที่สุด"
เขานั่งยองๆ ยื่นมือไปกำดินขึ้นมา กำหนดจิตสัมผัสพลังปราณที่แทรกซึมอยู่ในดิน
"ดูท่าตรงนี้คงเป็นพื้นที่รวมวิญญาณที่ท่านปู่ทวดเก้าพูดถึง มิน่าล่ะต้นไม้แถวนี้ถึงได้สูงใหญ่เป็นพิเศษ ทั้งหมดเป็นเพราะได้รับอานิสงส์จากพื้นที่รวมวิญญาณผืนนี้นี่เอง"
พื้นที่รวมวิญญาณบนเกาะแก่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมาก ปลูกสมุนไพรวิญญาณได้จำกัด
แต่หลังจากปลูกแล้ว เพื่อความปลอดภัยของสมุนไพร ต้องมีผู้ฝึกตนคอยเฝ้าอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งดูจะได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นพื้นที่รวมวิญญาณประเภทนี้จึงมักถูกปล่อยทิ้งร้าง
ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ เป้าหมายไม่ใช่การเก็บเกี่ยวสมุนไพรจากพื้นที่เหล่านี้เท่าไรนัก แต่เพื่อฝึกฝนคนทั้งสามสิบเจ็ดคนนี้ต่างหาก
"ตัดต้นไม้พวกนี้ก่อน แล้วปรับพื้นที่รวมวิญญาณตรงนี้ให้เป็นนาวิญญาณ จากนั้นค่อยสร้างกระท่อมไม้ข้างๆ"
คิดได้ดังนั้น หลิงโหย่วเต้าก็เรียกกระบี่อัคคีออกมา "ฉับ ฉับ ฉับ" ฟันออกไปสามครั้งติดต่อกัน ต้นไม้ใหญ่ที่หนากว่าตัวเขาก็ล้มครืนลง พร้อมกับทับต้นไม้เล็กๆ รอบข้างหักสะบั้น
"ต้นไม้ที่นี่ใหญ่และหนาดี เหมาะจะเอามาสร้างบ้าน"
ขณะที่หลิงโหย่วเต้ากำลังจะกวัดแกว่งกระบี่อัคคีอีกครั้ง เสียงนกร้องก็ดังมาจากที่ไกลๆ
"ก๊าซ!"
เขาหันขวับไปมองทางต้นเสียงด้วยความแปลกใจ เห็นนกยักษ์ปีกกว้างหนึ่งวากำลังบินโฉบลงมา
"สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ"
เขาไม่รู้จักชื่อสัตว์อสูรตัวนี้ แต่ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว มันก็คล้ายกับนกทะเลรอบๆ แทบจะเป็นรุ่นขยายส่วน
เดาได้ไม่ยากว่าสัตว์อสูรตัวนี้น่าจะเป็นนกทะเลบนเกาะที่ได้รับพลังปราณจากพื้นที่รวมวิญญาณมานาน จนเกิดสติปัญญาและวิวัฒนาการจากสัตว์ป่าธรรมดากลายเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ
เจ้านกยักษ์ไม่รู้ความร้ายกาจของหลิงโหย่วเต้า มันรู้แค่ว่าเขามาแย่งถิ่นของมัน นั่นเป็นทำเลทองที่ทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นได้ มันต้องแย่งกลับคืนมา
มองดูนกยักษ์ที่โฉบลงมา หลิงโหย่วเต้าแสยะยิ้มเย็น "ก็แค่นกทะเลตัวใหญ่ กล้ามาหาเรื่องข้า งั้นจะส่งเจ้าไปเป็นผีเฝ้าเกาะก็แล้วกัน"
เมื่อนกยักษ์โฉบลงมาใกล้ หลิงโหย่วเต้าก็ตวาดกระบี่อัคคีในมือ ปราณดาบเพลิงสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่นกยักษ์ พร้อมกับที่ตัวเขาหมุนหลบไปด้านข้าง
สัญชาตญาณของนกยักษ์บอกว่าปราณดาบเพลิงนี้อันตรายมาก มันรีบกระพือปีกสร้างลมพายุหมุนรอบตัว อาศัยแรงลมช่วยให้หลบพ้นปราณดาบไปได้
เห็นดังนั้น หลิงโหย่วเต้าก็ประสานมือร่ายเวทย์ ตาข่ายยักษ์ที่ถักทอจากเถาวัลย์สีเขียวปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เขาชี้ไปที่นกยักษ์ ตาข่ายเถาวัลย์ครอบคลุมร่างมันไว้ นกยักษ์ร่วงกระแทกพื้น
มันดิ้นรนสุดชีวิต แต่ยิ่งดิ้นตาข่ายเถาวัลย์ก็ยิ่งรัดแน่น สุดท้ายก็เฉือนร่างนกยักษ์ออกเป็นชิ้นๆ
หลิงโหย่วเต้าเดินเข้าไปเก็บแก่นอสูรของนกยักษ์ "ที่แท้ก็เป็นสัตว์อสูรธาตุลม"
เมื่อไม่มีนกยักษ์มารบกวน การบุกเบิกนาวิญญาณก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ต้นไม้ใหญ่ถูกเขาโค่นล้มทีละต้น ตอไม้ที่ฝังลึกในดินก็ถูกเขาถอนรากถอนโคน โยนไปกองรวมกันไว้ข้างๆ
พื้นที่เดิมเต็มไปด้วยหลุมบ่อมากมาย เขาใช้วิชาธาตุดินไม่ได้ จึงต้องไปขนดินจากที่อื่นมาถมให้เรียบ
จากนั้น เขาก็กั้นพื้นที่กว้างยาวสามวาทำเป็นนาวิญญาณ สร้างคันนาล้อมรอบ
ชาติก่อนเขาเคยทำไร่ไถนามาก่อน ตอนนี้มีวิชาอาคมช่วย ยิ่งทำได้ง่ายดายรวดเร็ว
ต่อมา เขาจัดการลิดกิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ออกจนเหลือแต่ลำต้นเกลี้ยงเกลา สร้างกระท่อมไม้หลังใหญ่ขึ้นตรงกลางระหว่างต้นไม้ พร้อมระเบียงยาวเชื่อมตรงไปยังนาวิญญาณที่บุกเบิกไว้
มองดูผลงานที่ลงแรงไปครึ่งชั่วยาม หลิงโหย่วเต้าปัดมือ ยิ้มกล่าวว่า "เสร็จสมบูรณ์"
"เรียกฝนหน่อย ให้ดินชุ่มชื้น แล้วค่อยลงเมล็ด"
เห็นเขาสองมือประสานอิน ร่าย 'คาถาเมฆฝน'
ไม่นาน เหนือนาวิญญาณก็ปรากฏก้อนเมฆขึ้น ก้อนเมฆดำมืดลงเรื่อยๆ เพียงครู่เดียว สายฝนโปรยปรายลงมาจากก้อนเมฆ ทำให้ดินในนาวิญญาณชุ่มฉ่ำ
หลิงโหย่วเต้าเคยทำนา รู้ดีว่าน้ำมากไปไม่ดี ไม่อย่างนั้นเมล็ดพันธุ์จะแช่น้ำจนเน่าเสียได้
เมื่อดินในนาวิญญาณชุ่มชื้นทั่วถึงแล้ว เขาก็คลายมนตร์ทันที เมฆดำเหนือนาวิญญาณสลายไปในพริบตา
เขาใช้ไม้ทำจอบ ขุดหลุมเล็กๆ หนึ่งร้อยหลุมอย่างสม่ำเสมอในนาวิญญาณ หยิบเมล็ดพันธุ์หญ้าสัมผัสวิญญาณออกจากถุงสมบัติ หยอดลงหลุมละหนึ่งเมล็ด แล้วกลบดินบางๆ
"แดดแรงไป ความชื้นในนาวิญญาณจะระเหยเร็ว ต้องหาอะไรมาบังแดดหน่อย"
หลิงโหย่วเต้าหากิ่งไม้มาทำร้านสูงครึ่งวาเหนือนาวิญญาณ บนร้านปูด้วยกิ่งไม้ใบไม้ บดบังแสงแดดอันร้อนแรงไว้
"เท่านี้ก็เรียบร้อย"
เขาเดินตามระเบียงไม้เข้าไปในกระท่อม ภายในมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ชุดหนึ่ง เตียงไม้ โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ ทั้งหมดล้วนทำจากต้นไม้ใหญ่ที่ตัดมา
หลิงโหย่วเต้านั่งขัดสมาธิพักผ่อนบนเตียงไม้ชั่วครู่
"ข้าเพิ่งมาถึงเกาะคลื่นเหิน ยังไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ที่นี่ ออกไปเดินดูรอบๆ ก่อนดีกว่า"
เขาเดินออกจากกระท่อม เห็นฝูงนกทะเลบินวนเวียนอยู่เหนือร้านบังแดดนาวิญญาณ เพราะก่อนหน้านี้หลิงโหย่วเต้าสังหารนกยักษ์ไปอย่างโหดเหี้ยม นกทะเลพวกนี้จึงยังหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้นาวิญญาณ ได้แต่บินวนดูเชิงอยู่ห่างๆ
เห็นภาพตรงหน้า หลิงโหย่วเต้าก็รู้สึกโล่งใจ โชคดีที่ออกมาดูทัน ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด เกรงว่านกทะเลคงลงไปคุ้ยเมล็ดหญ้าสัมผัสวิญญาณในนาไปแล้ว
นั่นเป็นเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิญญาณ มีพลังปราณแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย เขาไม่เชื่อหรอกว่านกทะเลพวกนี้จะทนแรงยั่วยวนไหว
เขาไล่นกทะเลที่เกาะอยู่บนร้านบังแดดไป แล้วหาไม้และกิ่งไม้มาล้อมรั้วรอบนาวิญญาณ แบบนี้นกทะเลต่อให้มาก็เข้าไปไม่ได้
ถึงตอนนี้ เขาค่อยวางใจ
เกาะคลื่นเหินไม่ใหญ่ จุดที่ยาวที่สุดเพียงสองร้อยแปดสิบเจ็ดวา จุดที่กว้างที่สุดสองร้อยสี่สิบสี่วา รูปร่างเหมือนซีกหนึ่งของยันต์ไท่จี๋ (หยินหยาง) แต่โค้งงอกว่า ตรงกลางเกิดเป็นอ่าวเล็กๆ
น้ำตรงนั้นค่อนข้างลึก เหมาะสำหรับจอดเรือเดินสมุทร
หลิงโหย่วเต้ายืนอยู่ที่อ่าว ในมือถือสมุดบันทึกข้อมูลเกาะคลื่นเหิน
"ในนี้บันทึกเรื่องนกยักษ์ตัวนั้นไว้ด้วย"
หน้าสองของสมุดเขียนไว้ว่า นกทะเลบนเกาะได้รับพลังปราณหล่อเลี้ยง มีหนึ่งตัวเกิดสติปัญญา วิวัฒนาการเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ เป็นสัตว์ปีกธาตุลม
เดินไปอีกระยะ ก็เห็นต้นมะพร้าวนับสิบต้น
ต้นมะพร้าวเหล่านี้ขึ้นอยู่ตรงหาดทรายติดชายป่า แต่ละต้นมีลูกมะพร้าวอยู่เจ็ดแปดลูก
ใต้ต้นมะพร้าว แมวน้ำสองตัวกำลังนอนทอดหุ่ย อาบแสงแดดอัน "แสนสบาย"
หลิงโหย่วเต้าเข้าไปไล่แมวน้ำสองตัวนั้นกลับลงทะเล แล้วสอยมะพร้าวลงมาสองลูก
เขาถือมะพร้าวสองลูกเดินสำรวจจนทั่วเกาะ
เพราะที่นี่เล็กเกินไป จึงไม่มีสัตว์ใหญ่ นอกจากที่บินบนฟ้า บนดินที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือหนูนา
แน่นอน ไม่นับสัตว์ในทะเล
กลับมาถึงกระท่อมไม้ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ยกมือทุบมะพร้าวแตก ดื่มด่ำกับน้ำมะพร้าวรสเลิศ
[จบแล้ว]