- หน้าแรก
- ตระกูลเซียนอย่าซ่า เส้นทางผงาดของหลิงโหย่วเต้า
- บทที่ 12 - งานทดสอบรากวิญญาณ ณ หุบเขาสู่เซียน
บทที่ 12 - งานทดสอบรากวิญญาณ ณ หุบเขาสู่เซียน
บทที่ 12 - งานทดสอบรากวิญญาณ ณ หุบเขาสู่เซียน
บทที่ 12 - งานทดสอบรากวิญญาณ ณ หุบเขาสู่เซียน
หนึ่งเดือนต่อมา หลิงโหย่วเต้าถูกหลิงหยวนเซิงเรียกตัวไปที่กระท่อมโอสถ
"ท่านปู่ เรียกหลานมามีเรื่องอันใดให้รับใช้หรือขอรับ"
"เอ๊ะ! นี่เจ้าทะลวงสู่ขั้นห้าแล้วรึ?"
"ขอรับ เพิ่งเลื่อนระดับได้ไม่นาน"
"ฮ่าฮ่า ดี ดีมาก แต่จะว่าไป เจ้าก็น่าจะหัดปรุงยาบ้างนะ"
"ท่านปู่ ท่านก็รู้ว่าหลานหัวทึบ ลำพังแค่ฝึกวิชาไม่ให้ตามคนอื่นทันก็ยากแล้ว เรื่องปรุงยาเอาไว้ก่อนเถอะขอรับ"
หลิงหยวนเซิงส่ายหน้าอย่างระอา "เฮ้อ ตามใจเจ้าก็แล้วกัน"
"ขอบคุณท่านปู่"
"อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานวัดรากวิญญาณของตระกูลแล้ว ตอนนี้คนสายที่เจ็ดที่อยู่บนเกาะชางหลีก็มีแค่ปู่กับหลาน ปู่ติดพันเรื่องปรุงยาปลีกตัวไปไม่ได้ เจ้าช่วยพาเจ้าหนูเหรินซิ่นกับเหรินอี้ไปทดสอบรากวิญญาณแทนปู่ทีนะ"
"หลานรับทราบ"
"อ้อ แล้วก็มีลูกหลานในสายของเราที่อยู่ในโลกมนุษย์อีกหลายคนที่ถึงเกณฑ์ทดสอบ เจ้าช่วยปู่ดูแลพวกเขาด้วยนะ"
"หลานเข้าใจแล้วขอรับ"
"ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปเถอะ"
ออกจากสวนสมุนไพร หลิงโหย่วเต้าคิดในใจ "ท่านปู่มีลูกชายในโลกมนุษย์ตั้งสิบกว่าคน ป่านนี้คงมีเหลนมีลื่อเต็มไปหมดแล้วมั้ง
ผู้บำเพ็ญเพียรนี่แพร่พันธุ์ได้น่ากลัวจริงๆ ยิ่งตอนแก่ไม่ต้องลงสนามเองด้วยซ้ำ"
เมื่อกลับถึงเรือนพักสายที่เจ็ด เขาก็แจ้งความประสงค์ของหลิงหยวนเซิงให้สองพี่น้องทราบ
"ต้องรบกวนท่านเซียนแล้ว"
หลิงโหย่วเต้ายิ้มแล้วโบกมือ "ไม่เป็นไรหรอก พวกเขาก็เป็นคนสายที่เจ็ด ถ้ามีรากวิญญาณขึ้นมา ก็เท่ากับเพิ่มกำลังให้สายของเรา ข้าในฐานะอาสามพวกรุ่นหลานไปก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ"
เขาหันไปยิ้มให้เด็กน้อยทั้งสอง "สองสามวันนี้พวกเจ้าพักผ่อนให้เต็มที่ จะได้เป็นมังกรหรือเป็นหงส์ก็ขึ้นอยู่กับวันงานแล้ว"
หลิงเหรินซิ่นกับหลิงเหรินอี้พยักหน้าหงึกหงัก แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เห็นเด็กๆ เป็นแบบนี้ หลิงโหย่วเต้าก็พูดไม่ออก
"ให้พวกเขาดีใจไปก่อนเถอะ เผื่อว่าผลออกมา... ช่างเถอะ ไม่พูดดีกว่า เรื่องนี้มันโหดร้าย โดยเฉพาะกับเด็กตัวแค่นี้"
ชั่วขณะหนึ่ง หลิงโหย่วเต้าคิดว่าการเลี้ยงเด็กไว้ในโลกมนุษย์อาจจะดีกว่า อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องคาดหวังสูง พอรู้ว่าไม่มีรากวิญญาณจะได้ไม่เสียใจมาก
สองพี่น้องเติบโตมาในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร รู้ซึ้งถึงพลังอำนาจของการเป็นเซียน จึงมีความหวังอย่างเปี่ยมล้น
แต่ถ้าพวกเขารู้ความจริงว่าตัวเองเป็นเซียนไม่ได้ จะเป็นอย่างไรกันนะ?
หลิงโหย่วเต้ากลับเข้าเรือนตัวเอง จนกระทั่งวันที่ห้า ประตูเรือนถึงได้เปิดออกอีกครั้ง
สองพี่น้องพาลูกชายมาดักรออยู่หน้าประตู ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมแล้ว คงถูกจับแต่งตัวมาอย่างประณีต
หลิงโหย่วเต้าอดไม่ได้ที่จะเตือนสติ "อย่าคาดหวังกันสูงเกินไปนัก ในร้อยคนจะมีสักคนที่มีรากวิญญาณก็ยากแล้ว"
ได้ยินแบบนั้น สีหน้าของสองพี่น้องก็สลดลงวูบหนึ่ง
หลิงโหย่วเต้ายิ้มปลอบ "ส่งเจ้าตัวเล็กมาให้ข้าเถอะ"
"ฝากท่านเซียนด้วยเจ้าค่ะ"
แล้วนางก็หันไปกำชับลูก "ต้องเชื่อฟังท่านอาสามนะ ที่นั่นไม่ใช่ที่บ้าน จะทำตัวซุกซนไม่ได้"
"ท่านแม่วางใจ ลูกทราบแล้ว"
หลิงโหย่วเต้าปล่อยนกกระเรียนกระดาษออกมา มันขยายร่างใหญ่โตจนเด็กทั้งสองตาค้าง
เขาหิ้วปีกหลานทั้งสองกระโดดขึ้นหลังนกกระเรียน ร่ายคาถาบังคับให้มันค่อยๆ บินลงเขาไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กทั้งสองได้บินบนฟ้า แรกๆ ก็กลัว แต่พอเริ่มชินก็ตื่นเต้นชี้นิ้วถามนู่นถามนี่ไม่หยุด
หลิงโหย่วเต้าตอบบ้าง ตอบแบบขอไปทีบ้าง
เด็กส่วนใหญ่ที่มาทดสอบรากวิญญาณมาจากโลกมนุษย์ งานจึงจัดขึ้นที่ "หุบเขาสู่เซียน" ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขาเขียวขจี
มีคนบินลงมาจากยอดเขาเป็นสิบๆ กลุ่มแล้ว ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากอีกหกสายที่พาหลานๆ มาทดสอบ
นกกระเรียนกระดาษบินผ่านน่านฟ้าเหนือหุบเขาสู่เซียน มองเห็นฝูงคนดำมืดและรถม้าเรียงรายเป็นตับ เด็กทั้งสองตะลึงตาค้าง "ท่านอาสาม ดูสิ คนเยอะแยะไปหมดเลย!"
"อืม พวกเขาเป็นเด็กจากตระกูลเราที่อยู่ในโลกมนุษย์ มาที่นี่เพื่อทดสอบรากวิญญาณเหมือนกัน"
สองพี่น้องพยักหน้า
หลิงโหย่วเต้าบังคับนกกระเรียนให้ลงจอดที่ลานว่างในหุบเขา หิ้วหลานลงพื้นแล้วเก็บนกกระเรียน
เขามองไปรอบๆ แล้วยิ้มขื่น "หุบเขาสู่เซียน? พวกเราเองก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาที่ยังไม่บรรลุเซียนเลยแท้ๆ"
หุบเขานี้กว้างใหญ่ ตรงกลางเป็นลานกว้าง ลึกเข้าไปเป็นแท่นสูงคล้าย "แท่นบูชา" นั่นคือที่สำหรับทดสอบรากวิญญาณ สองฝั่งของลานกว้างเป็นบ้านพักมากมาย
เนื่องจากวันหนึ่งทดสอบได้แค่พันคน เด็กเกือบหมื่นคนจึงต้องใช้เวลาถึงสิบวันกว่าจะครบ บ้านพักพวกนั้นมีไว้รับรองเด็กๆ เหล่านี้
ตระกูลหลิงให้ความสำคัญกับงานวัดรากวิญญาณประจำปีมาก ปีนี้ส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณมาหลายสิบคน แถมยังมีระดับสร้างรากฐานมาคุมงานด้วยหนึ่งท่าน
หลิงโหย่วเต้าพาหลานทั้งสองเดินขึ้นไปบนแท่นสูง ประสานมือคารวะชายวัยกลางคนในชุดคลุมลายเมฆสีเทา ที่หน้าอกซ้ายปักลายทะเลสีครามและคลื่นสองลูก
"โหย่วเต้าคารวะท่านปู่เก้า"
ชายคนนั้นพยักหน้า มองเด็กน้อยข้างกายหลิงโหย่วเต้าแล้วยิ้ม "โหย่วเต้า นี่คงเป็นเหลนสายตรงของสายที่เจ็ดสินะ"
คนผู้นี้คือ "หลิงหยวนซิง" แห่งสายที่สี่ ลำดับที่เก้าในรุ่น "หยวน" ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลหลิง มีพลังระดับสร้างรากฐานขั้นต้น
"เด็กสองคนนี้เป็นลูกของพี่ใหญ่หลิงโหย่วเหวย เป็นรุ่นที่สี่ของสายที่เจ็ดขอรับ"
หลิงโหย่วเต้าหันไปดุหลาน "ยังไม่รีบเรียกท่านปู่ทวดเก้าอีก มัวยืนบื้ออยู่ได้"
เด็กทั้งสองรีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม "คารวะท่านปู่ทวดเก้า"
หลิงหยวนซิงพยักหน้า "อืม พาเจ้าตัวเล็กไปพักด้านโน้นก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกสายเลือดหลักจะได้ทดสอบก่อน"
"หลานขอตัว"
ว่าแล้วเขาก็พาหลานไปรอที่มุมหนึ่งของลาน เพื่อรอการทดสอบที่จะเริ่มขึ้น
รอไม่นาน งานวัดรากวิญญาณก็เริ่มขึ้น
เริ่มจากสายเลือดหลัก ไล่เรียงจากสายที่หนึ่งไปจนถึงสายที่เจ็ด
เด็กชายวัยสิบขวบคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนแท่น ผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณสองคนจัดแจงเตรียมการ
จากนั้นหลิงหยวนซิงก็ลงมือเปิดใช้งานแท่นทดสอบด้วยตัวเอง ทันใดนั้นลำแสงสี่สี ขาว น้ำเงิน แดง เหลือง ก็พุ่งขึ้นฟ้า
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรยังคงสงบนิ่ง แต่พวกเด็กๆ ฮือฮากันยกใหญ่ หุบเขาเซียนจอแจขึ้นมาทันที
"เงียบ!"
เสียงตวาดแฝงพลังปราณ ทำเอาเด็กๆ แสบแก้วหูจนเงียบกริบด้วยความกลัว
หลิงหยวนซิงประกาศเสียงดัง "บันทึก! สายที่หนึ่ง หลิงเหรินเฟิ่ง รากวิญญาณสี่ธาตุ น้ำ ไฟ ดิน ทอง... น้ำสามนิ้ว ไฟสองนิ้ว ดินสามนิ้ว ทองสี่นิ้ว"
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบจรดพู่กันบันทึกทันที
"คนต่อไป หลิงเหรินฮว่า"
หลิงเหรินเฟิ่งวิ่งลงจากแท่นด้วยความดีใจ เด็กชายวัยสิบขวบอีกคนเดินสวนขึ้นไป
ผู้คุมสอบสองคนเตรียมการ หลิงหยวนซิงเปิดเครื่อง
ผ่านไปครู่ใหญ่ แท่นทดสอบกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เขาส่ายหน้า "ไม่มีรากวิญญาณ ลงไปได้"
หลิงเหรินฮว่าร้องไห้โฮวิ่งลงจากแท่น
"คนต่อไป..."
[จบแล้ว]