- หน้าแรก
- จากบุรุษสู่จักรพรรดินี ผู้ปกครองแห่งความโกลาหลดั้งเดิม
- บทที่ 5 : สมญานามทารกปีศาจ... ระบบปรากฏกาย
บทที่ 5 : สมญานามทารกปีศาจ... ระบบปรากฏกาย
บทที่ 5 : สมญานามทารกปีศาจ... ระบบปรากฏกาย
เมื่อประตูเรือนทิงจู๋ถูกผลักเปิดออกอย่างหยาบคาย หลิวอวิ๋นกำลังอุ้มซูชิงเฉินพร้อมฮัมเพลงกล่อมเบาๆ
สามวันผ่านไปนับจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในงานเลี้ยงครอบครัว ตลอดสามวันที่ผ่านมา เรือนหลังน้อยนี้เงียบสงัดผิดปกติ... เงียบจนน่าใจหาย ไร้แขกเหรื่อ ไร้ข่าวคราว แม้แต่บ่าวไพร่ที่เคยส่งเบี้ยหวัดรายเดือนก็หายหน้า หลิวอวิ๋นเต็มไปด้วยความกังวลใจ ขณะที่แม่นมหลี่เฝ้าหน้าประตูเรือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดตลอดวัน
ดังนั้น เมื่อประตูไม้บานหนาถูกกระแทกเปิดด้วยพลังปราณจนบานประตูกระแทกผนังเสียงดังสนั่น หลิวอวิ๋นจึงสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นยืนและกอดซูชิงเฉินไว้แนบอกเพื่อปกป้อง
ผู้มาเยือนมิใช่เพียงคนเดียว แต่มากันเป็นขบวน
นำโดยผู้อาวุโสรอง ‘ซูหมิงหยวน’ ในชุดคลุมดำของผู้อาวุโส ใบหน้าเคร่งเครียดดั่งน้ำนิ่ง ขนาบข้างด้วยผู้อาวุโสสาม ‘ซูหมิงไห่’ ชายชราเคราขาวผู้เคร่งครัดระดับ ‘จู้จีขั้นต้น’ เบื้องหลังคือศิษย์สี่นายในชุดหน่วยบังคับการสกุลซู ระดับ ‘เลี่ยนชี่ขั้นปลาย’ สีหน้าขึงขัง มือแตะอาวุธวิเศษที่เอวพร้อมลงมือ
การมาเยือนครั้งนี้... มิได้มาดีอย่างแน่นอน
“ฮูหยินหลิว” ซูหมิงหยวนเอ่ยเสียงเย็นชา ไร้ความเกรงใจใดๆ “ส่งตัวเด็กนั่นมา”
หลิวอวิ๋นหน้าซีดเผือด นางกอดซูชิงเฉินแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ ถอยหลังไปครึ่งก้าว “ผู้อาวุโสรอง... นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ? เฉินเอ๋อร์นาง...”
“เรื่องอะไรงั้นรึ?” ซูหมิงหยวนแค่นหัวเราะ สายตาราวกับคมมีดจ้องทะลุไปยังทารกน้อยในอ้อมแขน “ห้าเดือนเจรจาได้ วาจาฉะฉาน สติปัญญาเฉียบคม... นี่ใช่สิ่งที่ทารกธรรมดาจะทำได้หรือ? หลังงานเลี้ยง ข้าและผู้อาวุโสท่านอื่นได้ค้นคว้าตำราโบราณและปรึกษาสหายผู้รู้ทั่วนครชิงหลาน มีเพียงความเป็นไปได้เดียวสำหรับเรื่องนี้”
เขาหยุดเว้นจังหวะ เน้นเสียงหนักแน่นทีละคำ “ดวงจิตมารสิงสู่... การยืมร่างกลับชาติมาเกิด!”
ประโยคสุดท้ายเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาด หลิวอวิ๋นสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“ไม่... เป็นไปไม่ได้!” นางกรีดร้อง น้ำตาเอ่อล้น “ข้าเห็นเฉินเอ๋อร์คลอดออกมากับตา อุ้มชูนางทุกวัน นางก็แค่... แค่ฉลาดและรู้ความเร็วกว่าเด็กอื่นเท่านั้น! ผู้อาวุโสรอง ได้โปรดพิจารณาด้วยเถิด!”
“รู้ความเร็ว?” ผู้อาวุโสสามซูหมิงไห่ส่ายหน้า น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงอำนาจเด็ดขาด “ทารกห้าเดือน ดวงจิตยังไม่มั่นคง ญาณหยั่งรู้ยังไม่เปิด ต่อให้เป็นรากปราณสวรรค์กลับชาติมาเกิด ก็ไม่มีทางมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโต้ตอบผู้อาวุโสด้วยเหตุผล ฮูหยินหลิว ความรักลูกของเจ้านั้นเข้าใจได้ แต่เรื่องนี้มีพิรุธจริง เพื่อความปลอดภัยของตระกูล จำต้องตรวจสอบ”
ในอ้อมอกมารดา ซูชิงเฉินได้ยินทุกคำชัดเจน
นางแค่นหัวเราะในใจ อ้างตำราโบราณ อ้างสหายผู้รู้ ก็แค่หาข้ออ้างมาเล่นงานนางเท่านั้น เพราะตาแก่ผู้อาวุโสรองนี่เสียหน้าที่ถูกเด็กด่ากลางงานเลี้ยง จึงยกเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลกำจัด ‘เสี้ยนหนาม’ อย่างนางและแม่ให้สิ้นซาก ส่วนผู้อาวุโสสามก็แค่ทำวางมาดเป็นกลาง แต่เนื้อแท้ก็คือหุ่นเชิดของฝ่ายผู้อาวุโสรองดีๆ นี่เอง
“แล้ว... จะตรวจสอบอย่างไรเจ้าคะ?” หลิวอวิ๋นถามเสียงสั่น ลางสังหรณ์ร้ายแรงผุดขึ้นในใจ
แววตาอำมหิตวาบผ่านดวงตาของซูหมิงหยวน “ง่ายมาก หากเป็นดวงจิตมารสิงสู่จริง วิญญาณย่อมยังไม่หลอมรวมกับกายเนื้อสมบูรณ์และมีกลิ่นอายชั่วร้าย ‘ค่ายกลชำระวิญญาณ’ ของตระกูลสามารถดึงพลังปราณหยางบริสุทธิ์มาชะล้างวิญญาณได้ หากเป็นเด็กปกติ ค่ายกลจะแค่ทำให้นางอึดอัดเล็กน้อยและหลับไปไม่กี่วัน แต่ถ้าเป็นมารสิงสู่จริง—”
เขาจ้องซูชิงเฉินพลางเอ่ยเน้นทีละคำอย่างเลือดเย็น “มันจะถูกเปิดเผยภายใต้แสงแห่งปราณหยาง และต้องมีอันเป็นไป... วิญญาณแตกสลาย!”
วิญญาณแตกสลาย!
หลิวอวิ๋นเหมือนถูกสายฟ้าฟาดซ้ำ ขาอ่อนจนแทบล้มทั้งยืน ดีที่แม่นมหลี่ช่วยประคองไว้ นางก้มมองลูกน้อยในอ้อมแขน ซูชิงเฉินมองนางด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับ แววตานั้นใสซื่อปนสงสัยแบบเด็กทารก แต่ก็แฝงความสงบนิ่งที่เกินวัย
นี่จะเป็นดวงจิตมารได้อย่างไร? นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง คือเฉินเอ๋อร์ของนาง!
“ไม่... ข้าไม่ยอม!” หลิวอวิ๋นรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นสู้สายตา แม้น้ำตายังนองหน้า แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าไม่ยอมเด็ดขาด! เฉินเอ๋อร์เพิ่งห้าเดือน ต่อให้เป็นเด็กปกติก็ไม่อาจทนรับค่ายกลเช่นนั้นได้! ผู้อาวุโสรอง ท่านกำลังจะเอาชีวิตนาง!”
“ฮูหยินหลิว!” ซูหมิงหยวนตวาดลั่น ปลดปล่อยแรงกดดันระดับสร้างรากฐานออกมาฉับพลัน อากาศในเรือนทิงจู๋เหมือนถูกแช่แข็ง “นี่คือมติของสภาผู้อาวุโส! สตรีอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาขัดขวาง? หรือที่เจ้าขัดขืนซ้ำซาก เป็นเพราะเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่านังเด็กนี่ผิดปกติ แต่จงใจปกปิดเอาไว้?”
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันเพิ่มทวีคูณ “วันนี้เจ้าต้องส่งตัวมา ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่... หน่วยบังคับการ นำตัวเด็กมาให้ข้า!”
ศิษย์หน่วยบังคับการทั้งสี่ก้าวออกมาตามคำสั่ง พลังปราณในกายพุ่งพล่าน
แม่นมหลี่ถลันออกมาขวางหน้าหลิวอวิ๋น แม้พลังระดับเลี่ยนชี่ขั้นสองจะต่ำต้อย แต่นางก็ยืดหลังตรง ตะโกนเสียงสั่น “ผู้อาวุโส! ฮูหยินคือภรรยาของนายน้อยเหวินหยวน และคุณหนูชิงเฉินคือสายเลือดเดียวของนายน้อย! ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“สามหาว!” ผู้อาวุโสสามซูหมิงไห่ขมวดคิ้ว “บ่าวไพร่กล้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่? จับตัวนางไว้!”
ศิษย์หน่วยบังคับการคนหนึ่งเอื้อมมือจะคว้าตัวแม่นมหลี่
ทันใดนั้นเอง—
“แงงงงง—!”
เสียงร้องไห้จ้าของทารกดังลั่นออกมาจากอ้อมอกหลิวอวิ๋น
ซูชิงเฉินแผดเสียงร้องสุดแรงเกิดอย่างไร้เทคนิค เป็นการระบายอารมณ์แบบสัญชาตญาณดิบล้วนๆ ทว่าความคับแค้น ความกลัว และความโกรธที่อัดแน่น ผสานกับพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง ทำให้เสียงร้องนั้นทะลุทะลวงผ่านแรงกดดันของผู้อาวุโสรอง ดังก้องไปทั่วเรือน
นางร้องไห้พลางปัดป่ายแขนขา ดิ้นรนในอ้อมกอดมารดา ใบหน้าเล็กแดงก่ำ น้ำตาเม็ดโตไหลพราก ดูเหมือนทารกขี้กลัวทั่วไปไม่มีผิดเพี้ยน
เสแสร้ง? ไม่เลย นางโกรธจริงและขยะแขยงพวกนี้จริงๆ แต่สิ่งที่นางรู้ดีกว่าคือ การต่อต้านซึ่งหน้าในตอนนี้ไร้ความหมาย นางต้องดูเชิง ประเมินสถานการณ์ และหาดูว่าในสกุลซูแห่งนี้ นอกจากตาแก่ซูหมิงหยวนที่อยากให้ตายแล้ว ยังมีใครที่จะเป็นตัวแปรได้อีกบ้าง
เสียงร้องไห้นั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดในเรือนชะงักงัน
หลิวอวิ๋นหัวใจแทบสลาย กอดลูกสาวที่ร้องไห้จ้าไว้แน่น ร้องไห้ตามไปด้วย “เฉินเอ๋อร์ ไม่ร้องนะลูก ไม่ต้องกลัว แม่รอยู่ตรงนี้...”
ซูหมิงหยวนขมวดคิ้วมองทารกที่ร้องไห้สุดเสียง ความระแวงสงสัยยิ่งลึกล้ำ ปฏิกิริยานี้เหมือนเด็กทั่วไปที่หวาดกลัวจริงๆ แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ เจตนาฆ่าในใจเขายิ่งรุนแรง... หากไม่กำจัดเสียแต่ตอนนี้ ด้วยความฉลาดเกินวัย หากปล่อยให้โตไปและจำความแค้นในวันนี้ได้ นางต้องกลายเป็นภัยใหญ่หลวงแน่!
ผู้อาวุโสสามซูหมิงไห่สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย กระซิบเตือน “พี่รอง เสียงร้องดังขนาดนี้อาจเรียกความสนใจที่ไม่จำเป็น รีบจัดการให้จบดีกว่าไหม?”
ซูหมิงหยวนพยักหน้า กำลังจะสั่งให้ชิงตัวเด็กอีกครั้ง—
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนแหบพร่าแต่ทรงพลังดังมาจากนอกเรือน
ทุกคนหันขวับไปมอง เห็นชายชราในชุดผ้าดิบสีเทา ถือไม้เท้าเถาวัลย์ เดินเนิบนาบเข้ามาในลาน ใบหน้าตอบและเต็มไปด้วยริ้วรอย แต่ดวงตากลับสว่างสดใสเป็นประกาย ย่างก้าวของเขามั่นคง กลิ่นอายสงบเยือกเย็น... แท้จริงแล้วคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับ ‘สร้างรากฐานขั้นปลาย’!
เมื่อเห็นผู้มาเยือน ทั้งซูหมิงหยวนและซูหมิงไห่หน้าเปลี่ยนสีทันที
“ผู้อาวุโสห้า?” น้ำเสียงซูหมิงหยวนเคร่งเครียดขึ้น “ท่านไม่ได้เข้าฌานอยู่ที่หอคัมภีร์หรอกหรือ... เหตุใดจึงมาที่นี่?”
ผู้มาเยือนคือ ‘ผู้อาวุโสห้า’ ซูเฉิงเยว่ ผู้ดูแลหอคัมภีร์ของตระกูล ปกติรักสันโดษและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ทว่าด้วยลำดับอาวุโสและพลังบำเพ็ญที่รองเพียงแค่บรรพชนและประมุขตระกูล ทำให้เขามิบารมีสูงส่งในตระกูล
ซูเฉิงเยว่ไม่ตอบทันที เขาปรายตามองซูชิงเฉินที่ยังสะอื้นฮักในอ้อมกอดหลิวอวิ๋น แล้วกวาดตามองกลุ่มศิษย์ที่ท่าทางคุกคาม ก่อนจะหยุดสายตาที่ผู้อาวุโสรอง เอ่ยช้าๆ “หากข้าไม่มา เกรงว่าสายเลือดแท้ๆ ของสกุลซูคงถูกคนกันเองจับไป ‘ชำระล้าง’ ทั้งเป็นแสกๆ กลางวันแสกๆ เสียแล้วกระมัง”
“ผู้อาวุโสห้า ท่านกล่าวเกินไป!” ซูหมิงหยวนแย้งเสียงแข็ง “เด็กคนนี้ที่มาน่าสงสัย อาจเป็นมารจุติ เราทำเพื่อขจัดภัยให้ตระกูล!”
“มารจุติ?” ซูเฉิงเยว่เคาะไม้เท้าลงพื้นเบาๆ เสียงทึบหนัก “เพียงเพราะนางพูดได้ตอนห้าเดือนรึ? หมิงหยวน เจ้าคุมหอวินัยมานานปี ไม่รู้หรือว่าการ ‘ยืมร่าง’ นั้นยากเย็นเพียงใด? ต้องระดับจินตานขึ้นไป วิญญาณต้องแกร่งกล้าดั่งวัตถุ และต้องแทรกแซงในวินาทีแห่งความตายจึงจะมีโอกาสริบหรี่ แล้วทารกที่เกิดจากสตรีธรรมดาจะมีอะไรน่าดึงดูดใจให้จินตานมายืมร่าง? ได้ไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด?”
เขาหยุดครู่หนึ่ง น้ำเสียงเริ่มคมกริบ “ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นมารจินตานจริง ค่ายกลชำระวิญญาณระดับสร้างรากฐานขั้นต้นของเจ้าก็เหมือนเกาให้มันคันเล่น รังแต่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น! การจะจัดการคนในตระกูลอย่างบุ่มบ่ามเช่นนี้ แถมยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวที่เหวินหยวนทิ้งไว้... หมิงหยวน แท้จริงแล้วเจ้ามีเจตนาใดกันแน่?”
คำถามรัวเป็นชุด สมเหตุสมผลและทิ่มแทงใจดำ
ซูหมิงหยวนหน้าแดงสลับซีด เขาเองก็ไม่ได้มั่นใจนักเรื่องมารสิงสู่ แค่ใช้เป็นข้ออ้าง พอถูกผู้อาวุโสห้าฉีกหน้ากลางวงจึงรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง
“ผู้อาวุโสห้า ท่านจะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก” ผู้อาวุโสสามซูหมิงไห่รีบไกล่เกลี่ย “เด็กคนนี้ผิดปกติจริง ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า แม้จะไม่ใช่การยืมร่าง แต่แก่แดดเกินวัยเช่นนี้ก็อาจไม่ใช่นิมิตหมายที่ดี ต้องควบคุมและเฝ้าระวัง...”
“เฝ้าระวังได้ แต่ห้ามใช้ค่ายกลชำระวิญญาณเด็ดขาด!” ซูเฉิงเยว่ประกาศกร้าว “ในเมื่อเด็กแซ่ซู นางย่อมอยู่ใต้การคุ้มครองของตระกูล หากสงสัยจริง ให้แจ้งท่านประมุขเพื่อหาวิธีตรวจสอบที่ปลอดภัยกว่า หรือรอให้นางโตกว่านี้ค่อยสังเกตพฤติกรรม จะทำร้ายเด็กเล็กๆ อย่างมักง่ายได้อย่างไร?”
เขากวาดตามองหลิวอวิ๋นและแม่นมหลี่ แล้วมองซูชิงเฉินที่เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ฮูหยินหลิว พาลูกกลับเข้าเรือนเถิด เรื่องวันนี้ข้าจะไปชี้แจงกับท่านประมุขเอง”
สำหรับหลิวอวิ๋น นี่คือเสียงสวรรค์โปรด นางน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง ก้มหัวคำนับปลกๆ “ขอบคุณเจ้าค่ะผู้อาวุโสห้า! ขอบคุณเจ้าค่ะ!” ว่าแล้วนางก็รีบพาซูชิงเฉินและแม่นมหลี่กลับเข้าเรือน ปิดประตูลั่นดาลทันที
ในลานเรือน ซูหมิงหยวนหน้าเขียวคล้ำ จ้องหน้าซูเฉิงเยว่เขม็ง “ผู้อาวุโสห้า ท่านจงใจขัดขวางข้าหรือ?”
ซูเฉิงเยว่ตอบเรียบๆ “ไม่ใช่การขัดขวาง แต่ทำตามเหตุผล หมิงหยวน ตระกูลไม่ใช่ของคนคนเดียว จะทำอะไรควรรู้จักยับยั้งชั่งใจ ลาก่อน”
กล่าวจบ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังเดินถือไม้เท้าจากไปอย่างเชื่องช้า
ซูหมิงหยวนยืนนิ่ง อกกระเพื่อมด้วยความโกรธ เจตนาฆ่าในดวงตาแทบจับตัวเป็นก้อน เขาจ้องมองประตูที่ปิดสนิทอย่างอาฆาตมาดร้าย กัดฟันเค้นเสียงลอดไรฟัน “กลับ!”
เหล่าหน่วยบังคับการมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รีบตามสองผู้อาวุโสออกจากเรือนทิงจู๋ไป
ความเงียบกลับคืนสู่เรือนหลังน้อย เหลือเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีตามแรงลม
ภายในเรือน หลิวอวิ๋นทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง น้ำตาแห่งความหวาดกลัวยังไหลไม่หยุด แม่นมหลี่เองก็ตัวสั่น พยายามปลอบประโลมนายหญิง
ส่วนซูชิงเฉิน หยุดร้องไห้ไปแล้ว
นางนอนหลับตาพริ้มในอ้อมอกมารดา ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว แต่ภายในใจกลับเย็นเยียบและกระจ่างใสดุจสระน้ำแข็ง
เจตนาฆ่าของซูหมิงหยวนนั้นชัดเจน มันคือศึกที่ต้องตายกันไปข้าง
ผู้อาวุโสห้าซูเฉิงเยว่ช่วยนางไว้ชั่วคราวด้วยหลักการหรือผลประโยชน์บางอย่าง แต่ก็ไม่อาจวางใจได้เต็มร้อย
ภายในตระกูล ฝักฝ่ายแบ่งแยกชัดเจน ความขัดแย้งปะทุขึ้นสู่ผิวน้ำแล้ว
แม้วันนี้จะรอดพ้นหายนะมาได้ แต่ปัญหายังไม่จบ ดาบที่เรียกว่า ‘ค่ายกลชำระวิญญาณ’ ยังแขวนอยู่เหนือหัว
นางต้องรีบหาพลังมาปกป้องตัวเองให้เร็วกว่านี้
ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้น—
【ติ๊ง...】
ลึกเข้าไปในดวงจิต ตัวตนบางอย่างที่หลับใหลมาตลอดหลายเดือน มีเพียงคลื่นความเคลื่อนไหวแผ่วเบา จู่ๆ ก็ส่งแรงสั่นสะเทือนที่ชัดเจนอย่างยิ่งออกมา
ตามมาด้วยเสียงแจ้งเตือนแบบเครื่องจักรที่เย็นชา ดังขึ้นในห้วงสติของนางโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย:
【ตรวจพบเจตจำนงในการเอาชีวิตรอดของโฮสต์ถึงระดับวิกฤต...】
【กำลังสแกนสภาพแวดล้อม... ปรับจูนพลังงาน...】
【ระบบแกะรอยวิถีเซียน (Dao Tracing System) เริ่มทำงาน—】
ซูชิงเฉินเบิกตาโพลงทันที