- หน้าแรก
- อายุยืนยาวเริ่มต้นจากการดูแลภรรยาของเจ้านาย
- บทที่ 22 เสียงเคาะประตูยามวิกาล "พี่ชาย... มาเตะบอลกันเถอะ..."
บทที่ 22 เสียงเคาะประตูยามวิกาล "พี่ชาย... มาเตะบอลกันเถอะ..."
บทที่ 22 เสียงเคาะประตูยามวิกาล "พี่ชาย... มาเตะบอลกันเถอะ..."
บทที่ 22 เสียงเคาะประตูยามวิกาล "พี่ชาย... มาเตะบอลกันเถอะ..."
"พี่เฉิน พี่คิดว่าเรื่องนี้มันเป็นยังไง?"
เอ้อหมาจื่อเขยิบเข้ามาถามโจวเฉินใกล้ๆ
เจ้าหมาบ้าและคนอื่นๆ ต่างหันมามองโจวเฉินเป็นตาเดียว รอฟังคำตอบ
"จะคิดยังไงได้ล่ะ? ข้าก็ยืนดูอยู่แบบนี้นี่ไง!"
โจวเฉินผายมือออกแล้วกล่าวตรงๆ "ข้าเป็นแค่นายพราน ไม่ใช่ยอดมือปราบ เรื่องแบบนี้ก็ต้องแจ้งทางการสิ!"
หลังจากรู้ว่าฆาตกรอาจมิใช่มนุษย์ เขายิ่งไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ตอนนี้เขาหาแต้มวายุจันทราได้คืนละเป็นพันแต้มแล้ว
ต่อให้มีโบนัสพิเศษสำหรับการ "เปิดซิง" แต้มที่หาได้หลังจากนี้ก็น่าจะไม่ต่ำกว่าหลักร้อยอยู่ดี
ขอแค่เก็บเนื้อเก็บตัวสักพัก ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็จะพุ่งทะยาน พละกำลังก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล
แล้วจะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม?
พูดจบ โจวเฉินก็เดินจากไปทันที
เจ้าหมาบ้าและเอ้อหมาจื่อรีบวิ่งตามไปติดๆ ประหนึ่งลูกสมุนผู้ภักดี
"พี่เฉิน ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานจางเหล่าเอ้อขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แล้วเหมือนจะไปเจอ 'ของดี' เข้าให้ พอตกกลางคืนก็เกิดเรื่องแบบนี้เลย ข้าเกรงว่าจะเจอของจริงเข้าแล้วล่ะ..."
แววตาของเจ้าหมาบ้าฉายความหวาดกลัว อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย แม้แต่โจวเฉินที่ฝึกยุทธ์มาแล้วก็ยังไม่อยากไปตอแยกับสิ่งลี้ลับพวกนี้
"งั้นช่วงนี้ข้าก็คงไม่ขึ้นเขาเหมือนกัน!"
หลังจากไล่ทั้งสองคนกลับไป โจวเฉินก็ขมวดคิ้วเดินกลับบ้าน
ตอนนี้เขามีเงินอยู่สิบตำลึง พอให้ใช้ชีวิตไปได้สักพัก แต่หลังจากนั้นล่ะ?
คนเดินริมน้ำบ่อยๆ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเปียกเท้า
ถ้าเขาออกล่าสัตว์บ่อยๆ สักวันก็ต้องเจอดีเข้าจนได้
"หมู่บ้านนี้ก็ชักจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว ในเมืองน่าจะปลอดภัยกว่า การล่าสัตว์คงไม่ใช่อาชีพที่ยั่งยืน..."
ความปรารถนาที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองของโจวเฉินยิ่งแรงกล้าขึ้น
สัตว์ใหญ่ต้องใช้เวลาเติบโตนาน ยิ่งโจวเฉินล่ามากเท่าไหร่ สัตว์ในละแวกใกล้เคียงก็จะยิ่งน้อยลง แถมสัตว์พวกนี้ก็ไม่ได้โง่
พวกมันมีสัญชาตญาณไวมาก พอรู้ว่าแถวนี้อันตรายก็จะพากันอพยพหนีไป วันหน้าโจวเฉินคงต้องบุกป่าฝ่าดงเข้าไปลึกกว่าเดิมเพื่อล่าสัตว์
และยิ่งลึก ก็ยิ่งอันตราย
"ข้าสามารถขายยา 'หยางค้ำฟ้า' ในเมืองได้ แต่ถ้าขายคนเดียวมันเด่นเกินไปและจะดึงดูดความโลภของผู้อื่น ข้าต้องหาที่พึ่งพิง..."
โจวเฉินอดนึกถึงจางหลงไม่ได้ บางทีเขาอาจจะเข้ารับราชการ
แม้ไม่ใช่ใครก็จะเข้ารับราชการได้ แต่เขาสามารถแสดงฝีมือเล็กน้อย เช่น พลังระดับขัดเกลาผิวหนัง
ระดับนี้ไม่โดดเด่นเกินไปและพอจะทำให้เขาได้รับสิทธิ์และสถานะบางอย่าง ซึ่งช่วยลดปัญหาจุกจิกกวนใจได้มาก
"แต่ข้าจะรีบร้อนไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดคือรอให้อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากชวน..."
โจวเฉินครุ่นคิดถึงเส้นทางในอนาคต
ราชวงศ์ต้าเฉียนปกครองแผ่นดินมายาวนานถึงแปดร้อยปี รากฐานยังคงมั่นคง แม้จะอยู่ในช่วงเสื่อมถอย แต่ก็ยากที่พรรคอื่นหรือตระกูลใหญ่จะสั่นคลอนได้
ดังนั้น
ตอนนี้การหาตำแหน่งในระบบราชการ ทำตัวกลมกลืน และค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบๆ คือทางเลือกที่ดีที่สุด
ส่วนการเป็นหมาป่าเดียวดาย?
เหอะ
ในยุคสมัยนี้ พื้นที่รกร้างห่างไกลผู้คนคือที่ที่อันตรายที่สุด เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ ตายไปก็ไม่มีใครรู้
ในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน เรื่องลี้ลับย่อมน้อยกว่าและปลอดภัยกว่า แต่ที่ไหนมีคน ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง เพื่อเลี่ยงปัญหา การหาคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งย่อมดีที่สุด
แม้จะต้องเจอปัญหาบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้มุ่งหวังลาภยศสรรเสริญ การแก่งแย่งชิงดีจึงน่าจะน้อยลงไปมาก
"พี่เฉิน เป็นอะไรไปจ๊ะ?"
ฉินหงอวี้ตื่นแล้ว เห็นโจวเฉินขมวดคิ้วครุ่นคิดจึงถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่มีอะไรหรอก แค่เมื่อคืนครอบครัวจางเหล่าเอ้อถูกฆ่ายกครัว ทั้งหกคนโดนตัดหัวหมดเลย!"
"ว้าย!"
ฉินหงอวี้ตกใจหน้าซีดเผือด ไม่คิดเลยว่าตื่นมาโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้
คดีฆ่ายกครัวอันน่าสยดสยอง
พอนึกถึงคนที่เพิ่งพูดคุยหัวเราะกันเมื่อวาน วันนี้กลับต้องมาตายจากกันไป ฉินหงอวี้ก็รู้สึกเศร้าและหวาดกลัว นางอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกอดโจวเฉินไว้แน่น
"ไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!"
โจวเฉินลูบแผ่นหลังเนียนลื่นดุจหยกของนางเบาๆ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ดึงร่างของนางเข้ามาแนบชิด
"พี่เฉิน ท่านคงหิวแล้วสินะ? เดี๋ยวข้าไปทำกับข้าวให้!"
ฉินหงอวี้สะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าแดงซ่าน รีบผลักโจวเฉินออกแล้ววิ่งแจ้นเข้าครัวไปทำอาหาร
โจวเฉินก้มมองแล้วยิ้มมุมปาก
นั่นคือการยืนยันที่ดีที่สุดที่เขาจะมอบให้กับผู้หญิงคนหนึ่งได้
แน่นอน
เขาไม่มีทางบอกฉินหงอวี้หรอกว่า วิญญาณของเขาแอบแวบเข้าไปในคันฉ่องวายุจันทราอีกแล้ว และกำลังปั๊มแต้มวายุจันทรากับจีเฟิ่งเสียอยู่!
"จี๊ดๆ..."
จิ้งจอกน้อยวิ่งเข้ามา กระโดดขึ้นบนตักโจวเฉิน เอาหัวถูไถอกเขาอย่างออดอ้อน
เห็นได้ชัดว่ามันเชื่องแล้ว
เหมือนหมาแมวไม่มีผิด
เขาลูบขนฟูฟ่องของมันเล่นสักพักก่อนจะวางลง
โจวเฉินหยิบธนูลั่วเสียขึ้นมา
ตอนนี้เขาอยู่ในระดับขัดเกลาเนื้อหนัง แต่ความจริงแล้วเขายังไม่เคยฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างจริงจังเลยสักครั้ง
พอถือธนูลั่วเสีย ความคุ้นเคยอย่างประหลาดก็แล่นพล่านเข้ามาในใจ โจวเฉินยืนมั่นคง ง้างสายธนู หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธนู แล้วค่อยๆ เคลื่อนไหวร่างกายตามกระบวนท่า
กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาดูเหมือนจะสั่นสะเทือนไปพร้อมกับคันธนูและลูกศร ขัดเกลาร่างกายของเขาไปในตัว
เลือดลมไหลเวียนอย่างรวดเร็วภายในร่าง
ไม่นานนัก โจวเฉินที่หิวอยู่แล้วก็ยิ่งหิวหนักกว่าเดิม
การฝึกยุทธ์ใช้พลังงานมากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น วิชายิงธนูสกุลอี้เป็นวิชาระดับสูง การฝึกฝนย่อมเร็วกว่าวิชาทั่วไป และการเผาผลาญพลังงานก็ย่อมมากกว่าด้วย
"เพิ่มแต้มเอาเร็วกว่าเยอะ ฝึกเองเมื่อไหร่จะเสร็จ แถมเปลืองแรงอีกต่างหาก!"
โจวเฉินเก็บธนู แล้วเทแต้มวายุจันทราที่เพิ่งได้มาสิบกว่าแต้มลงไป
ในพริบตา
โจวเฉินรู้สึกราวกับว่าเขาได้ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดหนึ่งเดือน สัมผัสได้ชัดเจนว่าพละกำลังเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย
ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น
ไม่ว่าจะขัดเกลาผิวหนังหรือเนื้อหนัง การฝึกฝนย่อมทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ เพียงแต่แต่ละขั้นจะเน้นหนักไปคนละจุดเท่านั้น
"พี่เฉิน กับข้าวเสร็จแล้วจ้ะ!"
"ไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
โจวเฉินวางธนูลง แล้วนั่งกินข้าวกับฉินหงอวี้
จิ้งจอกน้อยนอนหมอบอยู่ข้างๆ โจวเฉินกินไปป้อนมันไป
หลังกินอิ่ม
ฉินหงอวี้เก็บกวาดและล้างจาน คราวนี้โจวเฉินไม่ได้ตามเข้าไปก่อกวนในครัว
เมื่อก่อนนางก็น่าสงสารพออยู่แล้ว
เขาอาจจะไม่รู้สึกเสียดายของคนอื่น แต่กับเมียตัวเอง เขาต้องถนอมสิ
เมี่ยวถง: "..."
โจวเฉินกลับไปงีบหลับในห้อง ส่วนวิญญาณก็ไปฝึกฝนจีเฟิ่งเสียในคันฉ่องวายุจันทรา
ระดับการบำเพ็ญเพียรของจีเฟิ่งเสียทะลวงผ่าน เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงจูงใจ
เหมือนเปลี่ยนเกียร์กระปุกเป็นเกียร์ออโต้
โจวเฉินแทบไม่ต้องเข้าเกียร์เอง แค่จับพวงมาลัยให้มั่น คุมคันเร่งกับเบรกก็พอ
ฉินหงอวี้ทำความสะอาดครัวเสร็จ ก็มาทำความสะอาดห้อง แล้วหยิบผ้าที่โจวเฉินซื้อมาเมื่อวานไปตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างมีความสุข!
โจวเฉินนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงประหนึ่งเศรษฐี ขาดก็แต่สาวใช้สองคนมาคอยนวดไหล่ทุบหลังรินน้ำชาให้เท่านั้น
ขณะที่โจวเฉินนอนตีพุงสบายใจเฉิบอยู่ที่บ้าน จางหลงก็นำลูกน้องมาที่หมู่บ้านต้าเหออีกครั้ง
"หัวหน้า ข้อมูลของโจวเฉินสืบมาได้หมดแล้วครับ แต่ย้อนหลังไปได้แค่สิบปี พวกเขาย้ายมาอยู่หมู่บ้านต้าเหอเมื่อสิบปีก่อน!"
จ้าวหู่เดินตามจางหลงพลางรายงาน:
"เมื่อก่อนโจวเฉินก็ดูธรรมดาๆ อาจารย์ของเขา 'เฒ่าเฉา' มีฝีมือยิงธนูดีพอตัว แถมยังรู้วิชานวดจัดกระดูกนิดหน่อย"
"หลังจากเฒ่าเฉาถูกเสือคาบไปกิน ชาวบ้านก็อ้างเรื่องงานศพมาขนเสบียงบ้านโจวเฉินไปจนเกลี้ยง หลังจากนั้นโจวเฉินก็ออกไปล่าสัตว์คนเดียว พอกลับมาก็ไปหา 'เฒ่าฉิน'!"
"เดิมทีเฒ่าฉินรับเงินสิบตำลึง ยกลูกสาว 'ฉินหงอวี้' ให้เป็นเมียเฒ่าเฉา กำลังจะแต่งกันอยู่แล้วเชียว แต่เฒ่าเฉาดันมาตายเสียก่อน"
"ปกติเฒ่าฉินต้องคืนเงินหรือไม่ก็ยกฉินหงอวี้ให้โจวเฉิน แต่เฒ่าฉินดันจะเบี้ยว โจวเฉินเลยเอามีดจ่อคอหอย บังคับให้เขายกเมียอาจารย์ให้ แล้วพาตัวกลับบ้าน!"
"วันรุ่งขึ้น เขาไปเจอเจ้าหมาบ้ากับเอ้อหมาจื่อ ก็อัดพวกมันซะน่วม แถมยังโชว์ฝีมือล่าสัตว์ขั้นเทพ..."
จ้าวหู่เล่าวีรกรรมของโจวเฉินอย่างละเอียด แล้วสรุปด้วยน้ำเสียงชื่นชม:
"ดูเหมือนโจวเฉินจะเติบโตขึ้นมากหลังจากเฒ่าเฉาตายไป!"
"เสบียงโดนขนเกลี้ยง แถมเมียที่ควรจะได้สืบทอดก็จะโดนเบี้ยว เป็นใครเจอแบบนี้ก็ต้องโตขึ้นทั้งนั้นแหละ!"
หยางต้าเกิน มือปราบอีกคนหัวเราะร่า
จางหลงพยักหน้า "เมื่อก่อนโจวเฉินอยู่ใต้ปีกเฒ่าเฉา พรสวรรค์เลยไม่ฉายแวว พอเฒ่าเฉาตาย เขาต้องเผชิญหน้ากับทุกอย่างเพียงลำพัง ไม่ระเบิดออกมาอย่างเงียบๆ ก็ต้องตายไปอย่างเงียบๆ!"
"ด้วยความสามารถระดับเขา ถ้ายังยอมตายไปเงียบๆ ก็คงเป็นแค่โคลนเลนที่ปั้นไม่ขึ้น ไร้ค่ายิ่งกว่าขยะ!"
จางหลงพอใจกับผลงานของโจวเฉินมาก
โจวเฉินน่าจะฝึกยุทธ์มา และน่าจะเข้าถึงแก่นแท้แล้วด้วย ฝีมือธนูก็ไม่ธรรมดา ถ้าคนแบบนี้ยังยอมให้ชาวบ้านธรรมดารังแก ก็สมควรตายไปซะ
ขณะที่คุยกัน
จางหลงพาจ้าวหู่ หยางต้าเกิน และหยางต้าลี่มาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาเลิกพูดเรื่องโจวเฉินทันที
"ซี้ด!"
เมื่อเห็นสภาพที่เกิดเหตุ จ้าวหู่มุมปากกระตุก เปลือกตากระตุกยิกๆ
จางหลงขมวดคิ้ว นี่ดูไม่ใช่ฝีมือมนุษย์เลย
คนปกติคงไม่ฆ่าคนแล้วเอาหัวมาเตะเล่นเหมือนลูกบอล นอกจากจะเป็นพวกโรคจิตวิปริตสุดกู่
หลังจากตรวจสอบรอบๆ เขาพบคราบเลือดมากมาย แต่กลับไม่พบร่องรอยของคนอื่นเลย ความสงสัยของเขายิ่งทวีคูณ
เมื่อไร้เบาะแส และฟ้าก็เริ่มมืด จางหลงจึงตัดสินใจพักค้างคืนที่หมู่บ้านต้าเหอ
เขาและลูกน้องทั้งสามไปพักที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน 'ฉินเจียงเหอ'
ในขณะเดียวกัน
เขาก็แสร้งทำเป็นถามไถ่ข้อมูลของโจวเฉิน รวมถึงความคิดเห็นของผู้ใหญ่บ้านที่มีต่อโจวเฉินไปด้วย
เมื่อโจวเฉินรู้ว่าจางหลงมา เขาก็ออกไปทักทายตามมารยาทพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ก่อนจะกลับบ้าน
เมื่อราตรีมาเยือน
โจวเฉินอุ้มฉินหงอวี้เข้าห้อง ดึงผ้าห่มคลุมโปง แล้วมุดเข้าไป
"พี่เฉิน..."
ค่ำคืนเริ่มเร่าร้อน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จีเฟิ่งเสียที่ตัวติดกับโจวเฉินในคันฉ่องวายุจันทรา จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น:
"เจ้านาย มีผีเข้ามาใกล้เจ้าค่ะ!"
"หืม?"
โจวเฉินเงยหน้าขวับ ดวงตาเป็นประกายวาววับ วิญญาณของเขากลับเข้าร่างทันที แล้วลุกพรวดขึ้น
"เอ๊ะ พี่เฉิน เป็นอะไรไปจ๊ะ..."
ฉินหงอวี้ทำหน้างงงวย สับสนไปหมด
"มีบางอย่างมา!"
โจวเฉินไม่รอช้า รีบสวมเสื้อผ้า
พอได้ยินดังนั้น ร่างบอบบางของฉินหงอวี้ก็สั่นเทา แววตาหวานเชื่อมเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวทันที นางรีบคว้าเสื้อผ้ามาใส่
"ฮิฮิ..."
"ฮิฮิฮิ..."
"พี่ชาย... มาเตะบอลด้วยกันเถอะ..."
พร้อมกับความหนาวเหน็บยะเยือกจับขั้วหัวใจ เสียงหัวเราะไร้เดียงสาของเด็กดังขึ้นที่หน้าประตู
ฉินหงอวี้ตัวสั่นงันงก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขาแข้งสั่นพั่บๆ
"พี่ชาย... มาเตะบอลด้วยกันเถอะ..."
"เตะแม่มึงสิ!"