- หน้าแรก
- เริ่มเรื่องมาก็ซวยแล้ว ผมได้รับจดหมายลาตายในโลกสัประยุทธ์
- บทที่ 7 เลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ พบเจอปลาปักเป้าน้อย
บทที่ 7 เลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ พบเจอปลาปักเป้าน้อย
บทที่ 7 เลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ พบเจอปลาปักเป้าน้อย
บทที่ 7 เลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ พบเจอปลาปักเป้าน้อย
ค่ำคืนอันเงียบสงัด เฉินกวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง สัมผัสถึงพลังปราณที่เปี่ยมล้นอยู่ภายในกาย เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจาก แหวนเก็บของ บนนิ้ว
โอสถเม็ดนั้นมีสีเขียวมรกตตลอดทั้งเม็ด ขนาดเท่าดวงตามังกร ส่งกลิ่นหอมสมุนไพรเข้มข้นฟุ้งกระจาย บ่งบอกชัดเจนว่าโอสถเม็ดนี้ไม่ใช่ของธรรมดา
"โอสถระดับสี่... ผงรวมปราณ พี่เหยาเย่ช่างใจป้ำจริงๆ ถ้าข้าทะลวงด่านไม่สำเร็จ คงไม่มีหน้าไปพบพี่ท่านแน่ๆ"
สำหรับคนทั่วไปที่ฝึกฝนมาจนถึงขั้นเก้าของพลังปราณ การจะทะลวงด่านเพื่อก้าวข้ามไปสู่ระดับ ผู้ฝึกยุทธ์ นั้นมีอัตราความล้มเหลวที่สูงลิบลิ่ว และเมื่อใดที่ล้มเหลว พลังฝึกตนจะลดฮวบลงมาเหลือเพียงขั้นแปดทันที
ทว่า... ผงรวมปราณในมือของเฉินกวนสามารถขจัดปัญหานี้ได้อย่างหมดจด
ผงรวมปราณ โอสถระดับสี่ สรรพคุณคือช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าสามารถควบแน่น 'วังวนปราณ' ได้สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่เคยมีประวัติความล้มเหลวมาก่อน!
คำว่า 'ร้อยเปอร์เซ็นต์' เพียงคำเดียว ก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนนับล้านในขั้นพลังปราณน้ำลายสอและเฝ้าฝันถึงมันเช้าเย็น ส่งผลให้มูลค่าของมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เฉินกวนจำได้แม่นว่าในต้นฉบับ หนึ่งในของกำนัลที่ นาหลันเหยียนหรัน มอบให้ตระกูลเซียวเพื่อเป็นการไถ่โทษตอนมาถอนหมั้น ก็คือผงรวมปราณนี่แหละ ซึ่งสร้างความฮือฮาให้คนในตระกูลเซียวเป็นอย่างมาก
พูดได้เต็มปากว่า ไม่ว่าจะนำไปประมูลที่ไหน ราคาของผงรวมปราณหนึ่งเม็ดไม่มีทางต่ำกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองแน่นอน
เมื่อเทียบกันแล้ว แหวนเก็บของระดับต่ำในมือเขายังดูด้อยค่ากว่าเสียอีก
และของล้ำค่าทั้งสองสิ่งนี้ เป็นเพียง 'ของขวัญแรกพบ' ที่ เหยาเย่ มอบให้เขาเมื่อครึ่งเดือนก่อน
ชีวิตแมงดาเกาะผู้หญิงกินนี่มัน...
ช่างหอมหวานเหลือเกิน!
หลังจากล้อเล่นกับตัวเองในใจพอหอมปากหอมคอ เฉินกวนก็เก็บความซาบซึ้งไว้ในส่วนลึกของจิตใจ สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ปรับสภาพจิตใจให้พร้อมที่สุด
เมื่อทุกอย่างเข้าที่ เขากลืนผงรวมปราณลงคอในรวดเดียว จากนั้นจึงประสานอินมืออย่างชำนาญเพื่อเริ่มดูดซับพลังปราณ
ผงรวมปราณละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น พลังยาอันมหาศาลกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณทั่วร่างกาย จนกระทั่งมารวมตัวกันที่จุดตันเถียน
ในเวลานี้ ตันเถียนของเขาเปรียบเสมือนไหที่ถูกเติมจนเต็มปรี่ พลังปราณที่ปะทุพล่านแทบจะล้นทะลักออกมา เฉินกวนไม่รอช้า รีบส่งพลังจิตวิญญาณทั้งหมดเข้าไปในตันเถียน ทำหน้าที่เหมือนคนพรวนดิน คอยบีบอัด ควบแน่น และกดทับพลังปราณเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
พลังปราณเดิมที่ทำท่าจะล้นออกมาเริ่มลดปริมาณลงเรื่อยๆ แต่คุณภาพกลับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่คือกระบวนการเปลี่ยนจาก 'ปริมาณ' ไปสู่ 'คุณภาพ'
ในที่สุด หลังจากทำซ้ำอยู่หลายรอบ มวลพลังปราณในร่างกายก็แปรสภาพกลายเป็นวังวนสีขาวนวลหมุนวนอย่างต่อเนื่อง
วังวนปราณ... สำเร็จ!
เฉินกวนในวัยเก้าขวบ ก้าวขึ้นสู่ระดับ ผู้ฝึกยุทธ์ ได้อย่างมั่นคง!
เมื่อบรรลุระดับผู้ฝึกยุทธ์ เฉินกวนสัมผัสได้ถึงขุมพลังที่พลุ่งพล่านในร่างกาย ต่อให้ต้องสู้กับตัวเองเมื่อวานสักสิบคน เขาก็มั่นใจว่าเอาอยู่สบายๆ
นอกจากนี้ เขายังสามารถมองเห็นภายในร่างกายของตัวเองได้อย่างชัดเจน
เฉินกวนข่มความอยากที่จะไปท้าจ้าวกังสู้ลง แล้วบังคับจิตใจให้สงบเพื่อเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชา 'เคล็ดวิญญาณข้ามภพ' ที่เขาท่องจำจนขึ้นใจ หลังจากโคจรพลังอยู่สองสามรอบ เขาก็ไม่รู้สึกกดดันใดๆ
"มิน่าล่ะ ผู้คนในทวีปมัชฌิมถึงเริ่มฝึกเคล็ดวิชากันหลังจากเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ร่างกายตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นมากจริงๆ ถ้ามีโอกาสในอนาคต ข้าต้องหาทางขัดเกลาร่างกายให้มากกว่านี้ ร่างกายที่แข็งแกร่งย่อมได้เปรียบในการต่อสู้"
โดยรวมแล้ว เฉินกวนพึงพอใจมาก
เขาลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาอีกครั้ง แล้วเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่สีเขียวอ่อน เขารู้สึกว่าหลังจากทะลวงด่าน ร่างกายดูเหมือนจะสูงขึ้นอีกไม่กี่เซนติเมตร และดูเพรียวกระชับขึ้น ดูราวกับเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้า ความเป็นเด็กน้อยจางหายไปมาก
คนเราพอมรืเรื่องดีๆ จิตใจก็เบิกบาน นานๆ ทีเฉินกวนจะไม่อุดอู้อยู่แต่กับการฝึกฝน เขาเปิดประตูเดินออกมาที่ลานฝึก รับลมยามค่ำคืนเพื่อผ่อนคลาย
อาจเป็นเพราะใกล้ถึงวันประเมินผลครึ่งปี แม้จะดึกดื่นแล้ว แต่ลานฝึกก็ยังมีคนจับคู่ประลองฝีมือกันอยู่เนืองแน่น ต่างคนต่างเร่งลับคมดาบในนาทีสุดท้าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน
เฉินกวนค่อนข้างมีชื่อเสียงในกลุ่มเด็กรุ่นเดียวกัน หลายคนตาเป็นประกายเมื่อเห็นเขา ไม่มีใครคาดคิดว่า 'เจ้าบ้าพลัง' คนนี้จะยอมออกจากห้องมาเดินเล่น
เหลือเชื่อจริงๆ!
แม้จะอยากรู้อยากเห็น แต่ด้วยความที่ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาทักทาย ทำเพียงแค่พยักหน้าให้ตามมารยาทเท่านั้น
เฉินกวนไม่ได้ใส่ใจ เขาเดินทอดน่องไปรอบๆ ลานฝึกอย่างสบายใจ จะว่าไปก็น่าขำ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง แต่ขอบเขตชีวิตของพวกเขาก็วนเวียนอยู่แค่ลานฝึกแห่งนี้ ช่างน่าเบื่อหน่ายสิ้นดี
ยกเว้นเฉินกวนแล้ว คนอื่นๆ คงรู้ลู่ทางทุกซอกทุกมุมของที่นี่เหมือนหลังมือตัวเอง มีเพียงเขาคนเดียวนี่แหละที่เพิ่งจะมาเดินสำรวจที่นี่อย่างจริงจัง
เขาเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ใกล้ประตูทางเข้าลานฝึก เตรียมจะเดินกลับห้อง
แต่จังหวะนั้นเอง สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับโลลิน้อย... เด็กหญิงคนหนึ่งนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนบันไดหน้าประตูธรณี ดูอายุราวเจ็ดแปดขวบ สองมือเท้าคาง แก้มป่องพองลม ดูราวกับปลาปักเป้าที่กำลังโกรธจัด
เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราที่สวมใส่ และเหล่าทหารองครักษ์ด้านหลังที่ยืนตัวตรงมองไปข้างหน้าทำทีเป็นไม่เห็นนาง ฐานะของเด็กหญิงคนนี้ก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง
คงหนีไม่พ้น องค์หญิงน้อย ที่เขายังไม่เคยพบหน้า
ในขณะที่เขากำลังเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวขณะมองนาง เด็กหญิงคนนั้นก็สังเกตเห็นเขาเช่นกัน
"นี่ เจ้าคนนั้นน่ะ บังอาจนักนะ กล้าหัวเราะเยาะองค์หญิงเปิ่นกงงั้นรึ?"
"อะแฮ่ม เปล่าครับ ท่านมองผิดแล้ว"
"เจ้าโกหก! ข้าเห็นเต็มตาว่าเจ้าจ้องข้าแล้วก็ยิ้ม มานี่เลย เปิ่นกงกำลังอารมณ์ไม่ดี เล่าเรื่องตลกให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะยกโทษให้"
เฉินกวนกำลังอารมณ์ดี แม้ว่าเจ้าปลาปักเป้าน้อยตัวนี้จะทำอะไรเขาไม่ได้ตราบใดที่มีเหยาเย่หนุนหลัง แต่เขาก็ยอมเดินไปนั่งข้างๆ นาง
ในเวลานี้ เขาไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่า อาจเป็นเพราะความเมตตาที่ราชวงศ์มีต่อเขา หรืออาจเป็นเพราะเขาเรียกเหยาเย่ว่า 'พี่สาว' เขาจึงรู้สึกสนิทใจกับองค์หญิงน้อยผู้นี้ตั้งแต่แรกเห็น และเผลอปฏิบัติต่อนางเหมือนน้องสาวโดยไม่รู้ตัว
ต้องยอมรับว่าแผนการ 'ซื้อใจ' ของราชวงศ์นั้นได้ผลจริงๆ
องค์หญิงเยาเยว่ ไม่ได้ถือสาการกระทำที่ดูหยาบคายเล็กน้อยของเขาที่มานั่งข้างๆ นางเอ่ยถามว่า "นี่ เจ้าชื่ออะไร?"
"ฉู่ยวี่สวิน" เด็กหนุ่มโพล่งชื่อมั่วๆ ออกไป
"ชื่อเรียกยากชะมัด เอ้า เล่าเรื่องตลกมาได้แล้ว ถ้าเปิ่นกงพอใจ เรื่องเมื่อกี้จะถือว่าแล้วกันไป แต่ถ้าฟังแล้วไม่พอใจล่ะก็..."
"ถ้าไม่พอใจแล้วจะทำไม?"
"ข้าจะลงโทษให้เจ้าเล่าสิบเรื่อง... ไม่สิ เล่าไปเรื่อยๆ จนกว่าเปิ่นกงจะพอใจนั่นแหละ"
เฉินกวนอดหัวเราะออกมาไม่ได้อีกครั้ง ช่างเป็นบทลงโทษที่น่ากลัวเหลือเกิน กลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้วเนี่ย
"ตกลงครับ ตามใจท่านเลย แต่ก่อนอื่น ท่านต้องบอกข้ามาก่อนว่าทำไมถึงอารมณ์ไม่ดี ข้าจะได้ 'จ่ายยาให้ถูกโรค' เล่าเรื่องตลกที่ไม่ไปซ้ำเติมท่านไง"
องค์หญิงเยาเยว่ลดมือที่เท้าแก้มซ้ายลง แล้วหันมามองด้วยสายตาเคลือบแคลง ใบหน้าของปลาปักเป้าน้อยกลายเป็นรูปทรงไม่สมมาตรทันที เล่นเอาคนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำแทบกระอักเลือดตาย
"เล่าเรื่องตลกต้องบอกสาเหตุที่อารมณ์เสียด้วยเหรอ?"
"แน่นอนสิครับ เหมือนไปหาหมอนั่นแหละ อยากหายป่วยก็ต้องบอกอาการหมอ อยากมีความสุขก็ต้องบอกสาเหตุของความทุกข์ จริงไหม?"
"ฟังดูมีเหตุผลเหมือนกันนะ... จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่วันนี้ข้าไปที่สมาคมนักปรุงยา แล้วท่านปู่ ฟาหม่า ให้ข้าท่องจำทฤษฎีสมุนไพร ถ้าข้าไม่ผิดพลาดเลย ท่านปู่อาจจะรับข้าเป็นศิษย์ ข้าซ้อมที่บ้านท่องได้คล่องปรื๋อแล้วเชียว แต่พอไปถึงสมาคมฯ กลับท่องผิดสองรอบติด ทั้งที่ก่อนไปข้าคุยโวกับเสด็จพี่และท่านปู่ไว้ซะดิบดี แบบนี้จะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ?"
เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ แต่องค์หญิงเยาเยว่กลับเล่าไปปากยื่นปากยาวไป ดูเป็นทุกข์เป็นร้อนเหลือเกิน ความคิดของเด็กน้อยช่างเรียบง่ายจนน่าเหลือเชื่อ
เฉินกวนตะลึงงันไปชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะจนปัญญาจะแก้ปัญหาให้ปลาปักเป้าน้อย แต่เพราะเขานึกถึงอาชีพยอดฮิตที่นางเอ่ยถึงต่างหาก
นักปรุงยา!