- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยข้าวผัดไข่ถ้วยเดียว ทำเอาคนทั้งสำนักหิวจนร้องไห้
- บทที่ 14 จางเคว่ยแห่งหอขัดเกลากายาสายนอก
บทที่ 14 จางเคว่ยแห่งหอขัดเกลากายาสายนอก
บทที่ 14 จางเคว่ยแห่งหอขัดเกลากายาสายนอก
ยามนี้ห้องครัวสำหรับหลินเสี่ยวฝานเปรียบเสมือนสวนหลังบ้านของตนเอง ผู้ดูแลหลี่เมื่อเห็นเขา ไม่เพียงไม่กล้าขัดขวาง กลับคอยพินอบพิเทา อยากจะเช็ดเตาเพลิงด้วยมือตนเองให้เขาใช้ยิ่งนัก
"ศิษย์น้องหลิน ต้องการใช้เตาหรือ? อยากใช้เตาใดก็เลือกใช้ได้ตามใจชอบ! ต้องการวัตถุดิบสิ่งใด? ข้าจะไปนำมาจากคลังให้เดี๋ยวนี้!" ใบหน้าของผู้ดูแลหลี่ประดับด้วยรอยยิ้มจนรอยเหี่ยวย่นเบ่งบานประดุจดอกเบญจมาศ
"ไม่จำเป็น ข้ามีเตรียมมาเอง" หลินเสี่ยวฝานโบกมือไล่ผู้ดูแลหลี่ที่กระตือรือร้นเกินเหตุออกไป ก่อนจะเริ่มตั้งกระทะใส่น้ำมันอย่างชำนาญ
ไม่นานนัก แสงสีทองและกลิ่นหอมที่คุ้นเคยก็ปกคลุมมุมหนึ่งของห้องครัวอีกครั้ง ศิษย์รับใช้หลายคนที่ยังคงทำงานอยู่ต่างลอบกลืนน้ำลาย แววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาวุ่นวาย ยามนี้หลินเสี่ยวฝานในสายตาของพวกเขานั้น ไม่ต่างจากเตาหลอมโอสถเซียนเคลื่อนที่แม้แต่น้อย
หลินเสี่ยวฝานผัดข้าวถ้วยใหญ่ออกมาหนึ่งถ้วย เขาจัดการกินเข้าไปเล็กน้อยเพื่อให้พลังปราณในร่างเต็มเปี่ยมและกระปรี้กระเปร่า จากนั้นจึงหาชามน้ำแกงขนาดใหญ่ที่มีฝาปิด บรรจุข้าวผัดไข่ที่เหลือเข้าไปอย่างระมัดระวังแล้วปิดฝาให้แน่น
แม้จะปิดฝาไว้ ทว่ากลิ่นหอมที่น่าตกใจนั้นยังคงเล็ดลอดออกมาทีละน้อย กระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกกระสับกระส่ายจนแทบทนไม่ไหว
"ใกล้จะถึงเวลาแล้ว" เขาตบหน้าท้อง ถือชามน้ำแกงแล้วเดินทอดน่องกลับไปยังลานฝึกยุทธ์
รายชื่อการประลองรอบที่สามถูกนำมาติดไว้แล้ว ผู้คนที่มาชมดูยิ่งหนาตาขึ้น หลายคนจงใจมาเพื่อดู "เจ้าศิษย์รับใช้ประหลาดแห่งเวทีอักษรเจี่ย" โดยเฉพาะ
หลินเสี่ยวฝานเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปตรวจสอบ
"เวทีอักษรเจี่ย คู่ที่เจ็ด หลินเสี่ยวฝาน (ห้องครัวศิษย์รับใช้) พบกับ จางเคว่ย (หอขัดเกลากายาสายนอก)"
มาจากหอขัดเกลากายาหรือ? หลินเสี่ยวฝานเลิกคิ้ว เป็นประเภทหนังเหนียวเนื้อหนาจริงๆ ด้วย
ใต้เวกลุ่มีผู้คนสังเกตเห็นคู่ประลองนี้เช่นกัน จึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
"ศิษย์พี่จางเคว่ย? เขาคือผู้ที่มีขอบเขตพลังปราณระดับที่สี่! อีกทั้งยังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาขัดเกลากายา ว่ากันว่าเขาสามารถต้านทานการโจมตีของผู้ที่มีขอบเขตพลังปราณระดับที่ห้าได้โดยไม่หอบหายใจเลยสักนิด!"
"จบสิ้นแล้ว คราวนี้วาสนาของศิษย์รับใช้ผู้นั้นคงถึงคราวสิ้นสุด ศิษย์พี่จางไม่มีสัตว์วิญญาณให้เขาหลอกล่อ และย่อมไม่ถูกกลิ่นเหม็นรมจนล้มลงเป็นแน่"
"คาดว่าเพียงหมัดเดียวก็คงหมอบราบไปกับพื้น พวกจากหอขัดเกลากายานั้นลงมือหนักเบาไม่เป็นเสียด้วย"
"น่าเสียดาย ชายคนนี้ก็นับว่าเป็นคนที่มีสีสันดี..."
ไม่มีผู้ใดเชื่อมั่นในตัวหลินเสี่ยวฝาน การชนะในสองรอบแรกนั้นดูเหมือนจะอาศัยเล่ห์เหลี่ยมมากเกินไป ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพละกำลังและความทนทานที่แท้จริง เล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้นดูเหมือนจะไร้ประโยชน์
หลินเสี่ยวฝานหาวออกมาหนึ่งหวอด ถือชามน้ำแกงเดินขึ้นสู่เวทีประลองอย่างเนิบนาบ
จางเคว่ยคู่ต่อสู้ของเขา ยืนรออยู่บนเวทีนานแล้ว ร่างกายของเขากำยำประดุจหอคอยเหล็ก มัดกล้ามเนื้อปูดโปน ผิวหนังแผ่ประกายสีทองสัมฤทธิ์ เพียงแค่ยืนอยู่ที่นั่นก็แผ่กลิ่นอายที่มั่นคงประดุจขุนเขา พลังบำเพ็ญขอบเขตพลังปราณระดับที่สี่นั้นแน่นแฟ้นยิ่งนัก ลมหายใจยาวนานสม่ำเสมอ
จางเคว่ยจ้องมองหลินเสี่ยวฝานที่เดินขึ้นมา แววตาของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความดูแคลนหรือโทสะเหมือนสองคนก่อนหน้า มีเพียงความจริงจังในการสำรวจเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเรื่อง "ผลการต่อสู้" ในสองรอบแรกของหลินเสี่ยวฝานมาบ้างแล้ว แต่เขาไม่คิดว่าลูกไม้เหล่านั้นจะใช้ได้ผลกับตนเอง
"ศิษย์น้องหลิน" จางเคว่ยเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม "วิธีการของเจ้านั้นพิเศษยิ่งนัก ทว่าในการประลองครั้งนี้ จงใช้ความสามารถที่แท้จริงเถิด ข้าจะไม่ยอมออมมือให้เจ้า"
หลินเสี่ยวฝานส่งเสียงตอบรับเบาๆ ก่อนจะวางชามน้ำแกงในมือลงที่มุมเวทีประลองอย่างระมัดระวัง ทั้งยังตบที่ชามเบาๆ ราวกับเกรงว่าจะทำให้ข้าวผัดข้างในตกใจ
การกระทำนี้ดึงดูดเสียงหัวเราะจากผู้ชมใต้เวทีอีกครั้ง ขึ้นประลองยุทธ์ทว่ากลับพกกล่องข้าวติดตัวมาด้วย? เป็นเพราะเกรงว่าจะหิวระหว่างการต่อสู้จนต้องกินกันบนเวทีหรืออย่างไร?
มุมปากของจางเคว่ยกระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระยิ่งนัก
ผู้อาวุโสกรรมการมองไปยังชามน้ำแกงใบนั้น หนังตาพลันกระตุกรัว อดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือน "หลินเสี่ยวฝาน! ห้ามใช้... เอ่อ... สิ่งของที่มีกลิ่นกระตุ้นรุนแรงอีกเด็ดขาด!" เขาไม่ปรารถนาจะพบกับฝันร้ายที่กระทบต่อประสาทสัมผัสการดมกลิ่นเหมือนเมื่อวานอีกจริงๆ
"ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ของสิ่งนี้คืออาหาร หอมยิ่งนัก ไม่เหม็นแน่นอน" หลินเสี่ยวฝานยืนยันด้วยใบหน้าซื่อสัตย์
ผู้อาวุโสกรรมการกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย ทว่ายังคงประกาศเริ่มการประลอง
"เริ่มได้!"
สิ้นเสียงประกาศ จางเคว่ยคำรามเสียงต่ำ พลังปราณธาตุดินสีเหลืองอ่อนรอบกายพุ่งพล่าน เขาเหยียบเท้าลงบนเวทีจนแผ่นไม้สั่นสะเทือน ร่างทั้งร่างพุ่งเข้าใส่หลินเสี่ยวฝานประดุจกระทิงคลั่ง! ความเร็วมิได้รวดเร็วนักทว่าแฝงไปด้วยพละกำลังอันมหาศาล ลมหมัดที่พัดผ่านทำให้ผิวหน้าของหลินเสี่ยวฝานรู้สึกเจ็บแสบ
เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เปิดโอกาสให้หลินเสี่ยวฝานได้เล่นตลบแตลงสิ่งใด จะใช้พละกำลังที่เหนือกว่าสยบทุกสิ่ง!
เมื่อต้องเผชิญกับการพุ่งชนที่ดุดันเช่นนี้ ปฏิกิริยาของหลินเสี่ยวฝานยังคงเป็นเช่นเดิม... นั่นคือการหลบ
เขาขยับเท้าถอยหลังไปอย่างลื่นไหล ร่างกายพลิ้วไหวหลบเลี่ยงรัศมีการโจมตีของจางเคว่ยได้อย่างพอดี ท่าเท้าของเขาดูไร้ระเบียบแบบแผน ราวกับเคลื่อนที่ตามสัญชาตญาณและการคาดคะเนที่แม่นยำ แฝงไปด้วยความเกียจคร้านที่แปลกประหลาด
จางเคว่ยออกหมัด กระแทกด้วยศอก และพุ่งชนด้วยหัวไหล่ การโจมตีโหมกระหน่ำดุจพายุฝน ทว่ากลับพลาดเป้าทุกครั้งไป เวทีประลองถูกเขาเหยียบจนส่งเสียงดังสะท้าน พลังปราณแผ่ซ่านดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ทว่าเขากลับไม่อาจแตะต้องได้แม้แต่ชายเสื้อของหลินเสี่ยวฝาน
ผู้ชมใต้เวทีต่างมองดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"ท่าร่างหลบหลีกช่างรวดเร็วนัก!"
"เจ้าศิษย์รับใช้ผู้นี้ทำได้เพียงหลบหลีกอย่างนั้นหรือ?"
"หลบแล้วจะมีประโยชน์อันใด? พลังปราณของศิษย์พี่จางเคว่ยนั้นยาวนานยิ่งนัก หากสู้กันนานเข้า อีกฝ่ายย่อมสิ้นแรงไปเอง!"
"คอยดูเถิดว่าเขาจะหลบได้ถึงเมื่อไหร่!"
เป็นไปตามคาด หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูปที่จางเคว่ยโจมตีอย่างหนักหน่วง ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ ทว่าที่ขมับเริ่มมีเหงื่อผุดออกมาเล็กน้อย เมื่อหันมามองหลินเสี่ยวฝาน เขายังคงมีท่าทางเกียจคร้านเช่นเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่เป็นเพียงการเดินเล่นพักผ่อนเท่านั้น
จางเคว่ยหยุดการโจมตี คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาพบว่าตนเองดูแคลนศิษย์รับใช้ผู้นี้เกินไป ท่าร่างหลบหลีกของอีกฝ่ายช่างพิสดาร ดูไร้กระบวนท่าทว่ากลับคาดเดาการเคลื่อนไหวของเขาได้ล่วงหน้า และหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมเป็นการสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงของตนเองโดยใช่เหตุ
เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ ไม่เร่งรีบโจมตีอย่างดุดันอีกต่อไป ทว่าเริ่มบุกอย่างมั่นคงและใจเย็น อาศัยข้อได้เปรียบที่ตนมีพลังป้องกันสูงและฟื้นฟูพลังปราณได้เร็ว บีบพื้นที่การหลบหลีกของหลินเสี่ยวฝานทีละนิด หมายจะสู้ศึกยืดเยื้อเพื่อบั่นทอนกำลัง
นี่คือสิ่งที่ศิษย์แห่งหอขัดเกลากายาถนัดที่สุด
จังหวะบนเวทีประลองพลันช้าลง จางเคว่ยประดุจหินผา เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยทว่าทุกครั้งที่ออกกระบวนท่าจะปิดทางถอยของหลินเสี่ยวฝานเสมอ ส่วนหลินเสี่ยวฝานนั้นประดุจปลาที่ลื่นไหลไปมาในพื้นที่อันจำกัด
วันเวลาค่อยๆ ผ่านไป ผู้ชมใต้เวทีเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
"น่าเบื่อนัก ไม่สู้กันให้จบสิ้นเสียที เอาแต่หลบไปหลบมาอยู่ที่นั่น"
"ศิษย์พี่จางกำลังบั่นทอนกำลังของเขาอยู่ เห็นชัดว่าศิษย์รับใช้ผู้นั้นมีพลังปราณเพียงระดับที่หนึ่ง ย่อมไม่อาจทนต่อการโคจรพลังที่ต่อเนื่องได้"
"ใกล้แล้ว ดูท่าทางของเขา การเคลื่อนไหวดูช้าลงแล้วใช่หรือไม่?"
การเคลื่อนไหวของหลินเสี่ยวฝานดูเฉื่อยชาลงเล็กน้อยจริงๆ ทว่าไม่ใช่การเสแสร้ง เขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาแล้วจริงๆ
การต้องหลบหลีกไปมาเช่นนี้ช่างเหนื่อยล้ายิ่งนัก อีกทั้งพลังปราณในตันเถียนที่หมุนเวียนต่อเนื่องก็เริ่มร่อยหรอไปไม่น้อย
ใกล้จะได้เวลาแล้ว เขาคิดในใจ
หลังจากที่เขาเบี่ยงตัวหลบหลีกอย่าง "ทุลักทุเล" ครั้งหนึ่ง หลินเสี่ยวฝานก็ถอยไปจนถึงมุมเวทีประลอง ใกล้กับสถานที่ที่เขาวางชามน้ำแกงเอาไว้
จางเคว่ยดวงตาเป็นประกายวาววับ คิดว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว เขาจึงก้าวยาวๆ พุ่งเข้าหาพร้อมออกหมัดตรงเข้าใส่จุดสำคัญของหลินเสี่ยวฝานอย่างรุนแรง ลมหมัดนั้นเฉียบคมยิ่งนัก!
ทุกคนต่างคิดว่าคราวนี้หลินเสี่ยวฝานย่อมไม่อาจหลบพ้น!
ทว่า หลินเสี่ยวฝานกลับกระทำการที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบตกถึงพื้น
แทนที่เขาจะปัดป้องหรือหลบหลีก เขากลับย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว แล้วเปิดฝาชามน้ำแกงใบนั้นออกด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!
ในพริบตา!
กลิ่นหอมที่เข้มข้นถึงขีดสุด อบอุ่นและนุ่มนวล แฝงไปด้วยความหอมกรุ่นของข้าววิญญาณและความสดใหม่ของของเหลวจากไข่ พลันระเบิดออกมาประดุจกระแสธารสีทองที่ถูกกักเก็บมานานแสนนาน!