- หน้าแรก
- ใครว่าแดนเนรเทศกันดาร ข้าจะบริหารให้เป็นเกาะสวรรค์
- บทที่ 23 เข้าเมือง
บทที่ 23 เข้าเมือง
บทที่ 23 เข้าเมือง
บทที่ 23 เข้าเมือง
ซ่งเหวินฮุ่ยรีบไปหยิบตะกร้าสะพายหลังมา แล้วเทเม่นทะเลทั้งหมดใส่ลงไป จากนั้นนางก็แบกตะกร้าและหิ้วถังใส่ปลาเตรียมพร้อม
"ท่านอาหญิง ท่านเอาปลากลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ ดูแลมันดีๆ นะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเก็บลอบแล้วจะรีบตามไป"
เจียงหว่านพูดจบก็จูงมือลูกพี่ลูกน้องตามหาจุดที่นางฝังลอบดักสัตว์เมื่อวาน
ตอนนี้น้ำลงแล้ว ลอบของนางอยู่ห่างจากน้ำทะเลพอสมควร ชาวบ้านคงหาไม่เจอแน่
"น้องเจียงหว่าน ปลาเหม็นเน่าแบบนั้นจะจับอะไรได้จริงๆ หรือ?"
"ได้สิเจ้าคะ ปลาเหม็นสำหรับเรา แต่มันเป็นอาหารโอชะของสัตว์ทะเลพวกนั้นเลยนะ คนละท้องถิ่นยังมีความชอบเรื่องอาหารไม่เหมือนกัน นับประสาอะไรกับสัตว์ต่างสายพันธุ์ ดูอย่างสุนัขในหมู่บ้านสิ พวกมันยังชอบกินอุจ... "
เจียงหว่านพูดคำว่า 'อุจจาระ' ได้แค่ครึ่งคำ ก็ถูกลูกพี่ลูกน้องเอามือปิดปากไว้
อินหนิงมองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีชาวบ้านอยู่แถวนั้น จึงค่อยคลายมือออก ใบหน้าน่าเอ็นดูของนางแดงระเรื่อ
"ปากเจ้านี่นะ! ทำไมถึงพูดจา... พูดจาแบบนี้ออกมาได้..."
ถ้ากุลสตรีอย่างนางพูดจาแบบนี้ให้ใครได้ยิน ภาพพจน์คงป่นปี้หมด
"พี่หญิง เราเป็นชาวบ้านกันหมดแล้ว จะกลัวคำพูดพวกนี้ไปทำไม? ตอนข้าไปตกปลา ข้าได้ยินพวกท่านป้าพูดจาหยาบคายกว่าข้าตั้งเยอะ เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม อย่าไปจำกฎเกณฑ์ในห้องหอพวกนั้นเลย มันเหนื่อย"
ไอ้นั่นก็พูดไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ ตอนนี้นางชักจะดีใจแล้วที่ถูกเนรเทศมา
"ไปเถอะ ไปเถอะ รีบไปดูลอบกันว่ายังอยู่ไหม"
เจียงหว่านจูงมือลูกพี่ลูกน้องเดินจากไป หลังจากสองพี่น้องเดินไปไกลแล้ว คนสองคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินไม่ไกลซึ่งกำลังขุดหาปลาหมึกยักษ์ก็ลุกขึ้นยืน
"เหลียนเยว่ แม่นางคนใหม่จากเมืองหลวงพูดจาน่าสนใจดีนะ"
ชายหนุ่มผิวเข้มจัด แต่ฟันขาวสะอาดตาเอ่ยขึ้น
"แกอยู่นิ่งๆ อย่าไปยุ่งกับพวกนาง"
เหลียนเยว่เพียงปรายตามองไปทางสองสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาและจับปลาหมึกยักษ์ใส่ตะกร้า เหลียนเฉียวเองก็เริ่มจริงจังและพูดถึงเรื่องสำคัญ
"เหลียนเยว่ ช่วงนี้ร้านหมื่นรสโอชาไม่รับซื้อปลา ราคารับซื้อปลาที่ท่าเรือก็ถูกกดต่ำมาก ต่อไปนี้ปลาที่พวกเราจับได้จะขายถูกๆ หรือจะหาลู่ทางอื่นดี?"
"ลดราคาเหมือนคนอื่นไปก่อน อากาศแบบนี้ปลาเก็บไม่ได้นาน ถ้าไม่ขายก็เสียเปล่า"
อากาศจะยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ปลาจะยิ่งทนทานน้อยลง เขาไม่ใช่เทวดา มีความสามารถจำกัด ทำได้แค่ไหลไปตามน้ำ
เจียงหว่านไม่รู้เลยว่ามีคนรู้จักอยู่ใกล้ๆ นางจูงลูกพี่ลูกน้องไปถึงจุดที่ฝังลอบ แหวกวัชพืชรอบๆ ออก แล้วชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน ดวงตาของนางโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวทันที
"พี่หญิง ดูสิ~"
นางดึงลอบออกมา อินหนิงชะโงกหน้าไปดูเห็นปูกำลังชูก้ามใหญ่อยู่
หนึ่งตัว สองตัว...
"น้องเจียงหว่าน! ปูตัวหนึ่งขาขาด!"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ปูอยู่รวมกันเยอะๆ ตีกันเป็นเรื่องปกติ เราไม่ได้เอาไปขาย เก็บไว้กินเอง ขาขาดก็ไม่เป็นไร"
เจียงหว่านคิดถึงเรื่องเข้าเมือง จึงรีบหิ้วลอบมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
ตอนนี้สมุนไพรที่บ้านถูกมัดรวมกันใส่ตะกร้าเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับปลาเก๋าจุดฟ้าสีแดงสด วันนี้รายได้จากการเข้าเมืองจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับพวกมันนี่แหละ
"ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ เรายังต้องไปรอเรือที่ท่าข้ามอีก"
สำหรับหมู่บ้านชายฝั่ง การเดินทางเข้าเมืองทางบกใช้เวลานานมาก ขณะที่ทางน้ำประหยัดเวลาได้ครึ่งหนึ่ง แถมแต่ละหมู่บ้านยังมีเรือประมงและแพไม้ไผ่มากมาย ชาวบ้านจึงนิยมเดินทางเข้าเมืองทางน้ำมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงหรือแพไม้ไผ่ เวลาล่องผ่านหมู่บ้านต่างๆ เพื่อเข้าเมือง หากเห็นคนรอที่ท่าข้ามก็จะแวะรับ คิดค่าโดยสารคนละหนึ่งอีแปะ ถือเป็นการหารายได้พิเศษระหว่างทาง
เจียงหว่านกับอีกสองคนรอที่ท่าข้ามไม่นาน จ่ายไปสามอีแปะ ก็ได้ขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว
"โอ้โฮ! นี่มันปลาเก๋าจุดฟ้านี่นา!"
บนเรือยังมีคนอื่นอีก เป็นท่านป้าจากหมู่บ้านข้างเคียง ตาของนางเบิกกว้างเมื่อเห็นปลาในถัง และร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น
"ครั้งสุดท้ายที่ข้าได้ยินว่ามีคนจับปลาเก๋าจุดฟ้าได้ก็เมื่อสี่ปีที่แล้ว แม่หนู พวกเจ้าโชคดีจริงๆ"
นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านป้าได้เห็นปลาเก๋าจุดฟ้าใกล้ๆ นางตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก
"มิน่าล่ะ พวกเศรษฐีถึงชอบปลาชนิดนี้ ดูสิ สีแดงสดใสเป็นมงคลจริงๆ"
อินไหวซีเลิกคิ้ว ขยับเข้าไปชวนท่านป้าคุย
"ท่านป้า ท่านจำได้ไหมว่าปลาเก๋าจุดฟ้าตัวนั้นขายได้เท่าไหร่?"
"จำได้ไหมงั้นรึ? จำได้แม่นเลยล่ะ! ขายได้ตั้งห้าตำลึงเงินเชียวนะ!"
ปลาทะเลส่วนใหญ่ขายได้ชั่งละไม่กี่อีแปะ อย่างแพงก็แค่สิบกว่าอีแปะ ชาวประมงคนนั้นขายได้ห้าตำลึงเงิน ทำเอาคนตกตะลึงกันไปทั่ว
"ถ้าไม่เชื่อ ลองถามตาเฒ่าอวี๋ดูสิ แกก็ต้องจำได้แน่"
ท่านป้าหันไปตะโกนถามคนนอกห้องโดยสาร ตาเฒ่าอวี๋ที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดก็ยืนยันว่าขายได้ห้าตำลึงจริงๆ
อินหนิงยกมือปิดปากด้วยความตกใจ แต่เจียงหว่านกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เดิมทีนางคิดว่าปลาตัวนี้น่าจะขายได้สักสิบหรือหลายสิบตำลึง แต่กลับได้แค่ห้าตำลึงเงิน นางโลภมากไปสินะ
ห้าตำลึงก็ถือว่าดีแล้ว ต้องรู้ไว้ว่าสำหรับชาวบ้าน การหาเงินห้าตำลึงนั้นยากลำบากแค่ไหน ถ้าวันนี้ราบรื่น ก็คงซื้อของเข้าบ้านได้หลายอย่าง
คิดได้ดังนั้น เจียงหว่านก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง สองพี่น้องนั่งเฝ้าถังไม้ ฟังเรื่องซุบซิบจากหมู่บ้านข้างเคียงพลางชมทิวทัศน์งดงามภายนอก รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเรือประมงก็จอดเทียบท่าใกล้ๆ อินไหวซีโล่งใจเรื่องลูกสาวมาก นางหิ้วถังด้วยมือข้างหนึ่งและจูงมือหลานสาวด้วยอีกข้าง ทั้งสามคนถามทางไปประตูเมือง แล้วมุ่งหน้าไปทันที จ่ายค่าผ่านทางคนละสองอีแปะ ในที่สุดก็ได้เข้าเมือง
อินหนิงเติบโตมาในเรือนหลังตั้งแต่เด็ก แทบไม่ได้ออกจากบ้านยกเว้นเวลามีงานเลี้ยงหรือไปไหว้พระ นางไม่คุ้นเคยแม้แต่ตรอกซอกซอยในเมืองหลวง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองหยวนซีที่แปลกตานี้
เด็กสาวรู้สึกกลัวนิดๆ สายตามองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ก็กลัวคนจ้องมอง นางหันไปมองลูกพี่ลูกน้อง ก็เห็นเจียงหว่านกวาดตามองรอบตัวอย่างเปิดเผย แถมยังเข้าไปถามทางคนเดินถนนด้วยท่าทีอ่อนหวานอีกหลายครั้ง
ความชื่นชมที่มีต่อลูกพี่ลูกน้องเพิ่มขึ้นทันที ถ้าเป็นนางคงพูดไม่เป็นประโยคแน่ๆ
"ท่านแม่ ท่านลุงเมื่อกี้บอกว่าภัตตาคารที่ดีที่สุดสองแห่งในเมืองอยู่ที่ถนนฉางหง ที่นั่นมีร้านขายยาด้วย เราไปที่นั่นก่อนดีไหมเจ้าคะ?"
อินไหวซีพยักหน้า พวกนางต้องรีบขายปลาให้ได้ก่อน ขืนมันตายกะทันหันราคาจะตก ยิ่งไปกว่านั้น ถังใส่น้ำนี่ก็หนักเอาเรื่อง นางแทบจะยกไม่ไหวแล้ว
"ถนนฉางหงไกลไหม?"
"ไกลหน่อย แต่ถ้าเดินลัดตามตรอกซอยก็เร็วเจ้าค่ะ"
เจียงหว่านใช้คำพูดหวานหูจนได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาเพียบ ถนนฉางหงรวมถึงถนนรอบๆ เป็นย่านการค้าที่คึกคักและเจริญรุ่งเรืองมาก ราคาสินค้าย่อมไม่ถูก ชาวเมืองจำนวนมากมักเดินลัดเลาะตามตรอกมาซื้อผักและเนื้อสัตว์ที่นี่ แค่เดินตามชาวบ้านที่มาจ่ายตลาดไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงแถวถนนฉางหงได้
ทั้งสามคนไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียว เดินตามกลุ่มคนมาจ่ายตลาด ลัดเลาะผ่านตรอกซอยหลายแห่งจนมาถึงถนนที่ค่อนข้างพลุกพล่าน ถามคนแถวนั้นก็ได้ความว่าอยู่ห่างจากภัตตาคารแค่ระยะเวลาจิบชาสองถ้วย
ร้านหนึ่งชื่อ 'ภัตตาคารเฟิงเว่ย' อีกร้านชื่อ 'เรือนตงฝู'
"ไปกันเถอะ ไปดูร้านที่ใกล้ที่สุดก่อน เรือนตงฝู"
เจียงหว่านสังเกตเห็นว่าท่านแม่เริ่มไม่ไหวแล้ว นางจึงเข้าไปช่วยหิ้วถังน้ำร่วมกับลูกพี่ลูกน้อง ถามทางไปจนถึงเรือนตงฝู
แค่ก... นางเกือบจะเดินเลยร้านไปแล้ว โชคดีที่ลูกพี่ลูกน้องอ่านหนังสือออกและรั้งนางไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นความลับคงแตกแน่ว่านางอ่านหนังสือไม่ออก