- หน้าแรก
- ใครว่าแดนเนรเทศกันดาร ข้าจะบริหารให้เป็นเกาะสวรรค์
- บทที่ 18 กิจการเล็กๆ
บทที่ 18 กิจการเล็กๆ
บทที่ 18 กิจการเล็กๆ
บทที่ 18 กิจการเล็กๆ
"ท่านแม่~ ท่านแม่~"
เจียงหว่านส่งเสียงเรียกมาแต่ไกลตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าบ้าน
"มีอะไรหรือ? ทำไมดูอารมณ์ดีจัง"
อินไหวซีกำลังตากสมุนไพรอยู่ หันมามองใบหน้าตื่นเต้นของลูกสาวด้วยความสงสัย
"ท่านแม่ ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องนี้มาจากป้าชุยฟางที่บ้านป้าน่ะ..."
เจียงหว่านถ่ายทอดเรื่องราวที่เหมาชุยฟางเพิ่งเล่าให้ฟังทั้งหมด แม่ลูกย่อมรู้ใจกันดี อินไหวซีเข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการทำอะไร
"เจ้าเอากรรไกรกลับมาด้วย จะขายเม่นทะเลหรือ?"
"อื้อ! ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านก็ได้กินแล้ว ไข่ของเม่นม่วงนี่อร่อยมากใช่ไหมล่ะเจ้าคะ? อากาศข้างนอกร้อนอบอ้าวขนาดนี้ ได้กินไข่เม่นเย็นๆ ลื่นคอ ทั้งบำรุงร่างกายทั้งสดชื่น ข้าอยากลองดูเจ้าค่ะ"
เจียงหว่านมองหน้าแม่ แล้วหันไปมองหน้าลูกพี่ลูกน้อง สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
อินหนิงรีบแสดงตัวสนับสนุนลูกพี่ลูกน้องทันที
"น้องเจียงหว่าน ข้าจะช่วยถือถังเอง!"
อินไหวซีถอนหายใจ ลูกสาวของนางมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ ย่อมอยากจะแบ่งเบาภาระของครอบครัวสกุลโจว
"ไปก็ได้ แต่รอให้อาหญิงเจ้ากลับมาก่อนเถอะ"
ถ้าทุกคนออกไปกันหมด พี่สะใภ้กลับมาไม่เจอใครคงร้อนใจแย่
"งั้นระหว่างรออาหญิง เราต้มน้ำไว้สักสองหม้อ แช่ใบสะระแหน่ไปด้วย ขายน้ำชาเย็นๆ ควบไปด้วยเลยดีกว่า"
ลงทุนลงแรงไม่กี่บาท ขายได้ชามหนึ่งก็ได้กำไรชามหนึ่ง
เด็กสาวสองคนราวกับถูกฉีดเลือดไก่ รีบวิ่งเข้าครัวไปทันที
จังหวะนั้นเอง มีคนสองคนปรากฏตัวที่หน้าประตู อินไหวซีมองพวกเขาแล้วพอจะนึกออกลางๆ
เป็นคนจากบ้านสกุลโจว
"น้องไหวซี ยุ่งอยู่หรือเปล่า?"
หลินหว่านหรงส่งยิ้มทักทายพลางเดินเข้ามา ด้านหลังมีโจวเชียน สามีของนาง ถือตะกร้าสานจากใบตาลเดินตามมาด้วย ในตะกร้ามีถ้วยไม้ไผ่ไม่กี่ใบกับช้อนไม้ไผ่อันเล็กๆ อีกห้าคัน ฝีมือการทำอาจจะดูหยาบไปบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ
"พี่โจว พี่สะใภ้หลิน มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ?"
"พวกเราเอาของมาให้น่ะ"
หลินหว่านหรงดูขัดเขินเล็กน้อย พวกเขาแลกบ้านกับสกุลอิน แต่ของตอบแทนน้ำใจกลับมีแค่นิดเดียว
"พวกเราเพิ่งย้ายเข้าไป ข้าวของระเกะระกะไปหมด กว่าจะจัดเข้าที่เข้าทางได้ก็ปาเข้าไปป่านนี้ ในบ้านหลังนั้นมีของที่พอใช้ได้อยู่หลายอย่าง แต่พวกเราเห็นว่าบ้านหินหลังนี้ไม่มีถ้วยชามสักใบ นี่เป็นของที่นายท่านผู้เฒ่าทำเองกับมือ ทนใช้แก้ขัดไปก่อนนะ"
นายท่านผู้เฒ่าโจวเกิดในตระกูลชาวนา พ่อและปู่ของเขาเป็นช่างไม้และช่างสานไม้ไผ่ เขาจึงได้เรียนรู้วิชาติดตัวมาบ้าง แต่ภายหลังสอบจอหงวนได้เป็นขุนนาง ทักษะเหล่านี้จึงถูกละทิ้งไป
ชีวิตคนเราช่างคาดเดาไม่ได้ สุดท้ายนายท่านผู้เฒ่าก็ต้องงัดวิชาเก่าเก็บออกมาใช้อีกครั้ง
อินไหวซีรับตะกร้ามาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี บ้านสกุลโจวขาดแคลนของจุกจิกพวกนี้อยู่พอดี
"พี่สะใภ้หลิน ของพวกนี้เป็นสิ่งที่บ้านสกุลอินกำลังต้องการพอดี ข้าคงไม่เกรงใจนะเจ้าคะ ฝากขอบคุณท่านลุงโจวด้วย ไว้พวกเราจัดการทุกอย่างเข้าที่แล้ว จะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ"
"ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ พวกเราเพิ่งมาถึงหมู่บ้าน ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ ถ้าบ้านเจ้าขาดตะกร้าหรือกระบุงอะไร อย่าไปซื้อเชียวนะ นายท่านผู้เฒ่าของเราทำเองได้"
"ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าไม่เกรงใจแน่นอน"
ยิ่งคุยกัน ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น อินไหวซีเดินไปส่งหลินหว่านหรงและสามี พอหันกลับมาก็เห็นลูกสาวกอดถ้วยไม้ไผ่ หอมฟอดใหญ่ไปสองที
"ท่านแม่ ถ้วยพวกนี้มาได้จังหวะพอดีเลย! เราต้องใช้ขายชาเย็น"
"ต้องใช้อะไรนะ?"
อินไหวซานเดินเข้ามาในบ้าน ในมือถือมัดตอกไม้ไผ่กับตะกร้าสะพายหลังที่ยังสานไม่เสร็จ
"ท่านลุง! ดูถ้วยพวกนี้สิเจ้าคะ พวกเราจำเป็นต้องใช้ไหม?"
"โอ้? ถ้วยพวกนี้... ข้าเจอพี่โจวตอนเดินกลับมา บ้านสกุลโจวเอามาให้รึ?"
เจียงหว่านพยักหน้า สายตาจับจ้องไปที่ตะกร้าสะพายหลังในอ้อมแขนของลุง
"ท่านลุง ท่านไปขอเรียนวิชาจากใครมาหรือเจ้าคะ? เขายอมสอนท่านด้วยหรือ?"
"ทำไมจะไม่ยอมล่ะ หัวหน้าหมู่บ้านใจดีมากเชียวนะ เขาช่วยข้าขึ้นโครงก้นตะกร้าใบนี้ด้วย แถมยังรับปากว่าจะสอนข้าสานกระด้งกับหมวกไม้ไผ่อีกต่างหาก"
พอรู้ว่าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าเป็นคนสอน เจียงหว่านก็ไม่แปลกใจอีก
อย่าเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านหน้าดุ ที่จริงแล้วเขาเป็นคนใจดีมาก เขาห่วงใยคนในหมู่บ้านจริงๆ ไม่เคยถือตัวหรือกลั่นแกล้งครอบครัวสกุลอินกับสกุลโจวเลย
ไม่นับสกุลไช่นะ พวกนั้นทำตัวเอง
"ท่านลุง ท่านเก่งจังเลยเจ้าค่ะ ทั้งเรียนหนังสือ ทั้งหาอาหาร ตอนนี้ยังสานตะกร้าเป็นอีก"
ใบหน้ากร้านแดดของอินไหวซานแดงระเรื่อ เขาอุ้มตะกร้าแก้เขินแล้วนั่งลงที่ธรณีประตู สานต่ออย่างขะมักเขม้น
อินหนิงแอบยิ้มอยู่ข้างๆ
ท่านพ่อเป็นคนเคร่งขรึมและอยู่ในกรอบระเบียบเสมอมา แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ท่านพ่อกลับดูเหมือนเด็กหนุ่มซื่อๆ คนหนึ่ง ท่านดูมีเลือดเนื้อและมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
นางชอบท่านพ่อแบบนี้จัง
"พี่หญิง น้ำเดือดแล้วเจ้าค่ะ~"
"มาแล้วๆ เอาน้ำร้อนลวกถ้วยไม้ไผ่พวกนี้ก่อน"
การขายของกิน ความสะอาดของภาชนะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้
อินหนิงจำได้ว่าอาหญิงเรียกว่าการฆ่าเชื้อโรค แม้จะมองไม่เห็นเชื้อโรค แต่สิ่งที่พี่หญิงและอาหญิงพูดมักจะมีเหตุผลเสมอ เชื่อฟังไว้ไม่เสียหาย
สองพี่น้องช่วยกันลวกถ้วย แล้วต้มน้ำอีกหม้อเพื่อแช่ใบสะระแหน่และรอให้เย็น อินไหวซานได้ยินว่าจะไปขายของที่ถนนใหญ่ คิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจไปด้วย
"เดี๋ยวลุงช่วยขนของไปให้ ระหว่างพวกเจ้าขายของ ลุงจะหาต้นไม้นั่งสานตะกร้าอยู่แถวๆ นั้นแหละ"
คนบ้านสกุลอินมีแต่ผู้หญิง เขาไม่วางใจ
อินไหวซีก็ไม่ปฏิเสธ มีพี่ชายไปด้วยย่อมอุ่นใจกว่า
"แล้วถ้าพี่สะใภ้กลับมาไม่เจอใครล่ะเจ้าคะ?"
อินไหวซานมองน้องสาวด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะหันไปหยิบถ่านจากเตาไฟ เขียนข้อความสองประโยคไว้บนประตูอย่างรวดเร็ว
อินไหวซี: "..."
นางเกือบลืมไป พี่ชายกับพี่สะใภ้เป็นปัญญาชน
เรื่องเลยง่ายขึ้น ทั้งสี่คนช่วยกันเก็บข้าวของ เจียงหว่านกับอินหนิงแบกตะกร้าและตอกไม้ไผ่ อินไหวซีหิ้วถังใส่เม่นทะเล และยังเอาตะกร้ากับถ้วยไม้ไผ่ที่สกุลโจวให้มาไปด้วย
เนื่องจากการเตรียมเม่นทะเลต้องใช้น้ำล้างเยอะ อินหนิงจึงหิ้วถังเปล่าไปด้วยอีกใบ
คูน้ำหมู่บ้านเหลียนเจียอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่ จะตักน้ำก็สะดวก
เมื่อตรวจดูความเรียบร้อยแล้ว ทั้งกลุ่มก็ขนของมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน ระหว่างทางไม่ค่อยเจอผู้คน ช่วงเวลานี้ผู้ชายที่มีเรือต่างออกทะเลไปหมด ส่วนผู้หญิงก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกทำงานบ้าน ปลูกผักเลี้ยงเป็ดไก่ ไม่ได้สนิทสนมกันมากนักจึงไม่จำเป็นต้องทักทายเวลาเดินสวนกัน
ไม่นานทั้งสี่คนก็มาถึงถนนใหญ่ที่เหมาชุยฟางบอก
บนถนนมีรอยล้อรถม้า แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าช่วงบ่ายจะมีรถผ่านมาหรือไม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะจอดซื้อของหรือไม่
เจียงหว่านมองไปรอบๆ วางของลง แล้วขอให้แม่กับลูกพี่ลูกน้องช่วยหาท่อนไม้ขนาดยาวและหนาหน่อยในป่าละแวกนั้น
ถ้าวางของกินไว้กับพื้นเฉยๆ เวลารถม้าวิ่งผ่านฝุ่นจะตลบอบอวล คนซื้อคงไม่กล้ากิน นางจึงวางแผนจะทำโต๊ะง่ายๆ จากท่อนไม้
ขาโต๊ะทำง่ายที่สุด ส่วนหน้าโต๊ะก็ไม่ยาก เอาท่อนไม้วางเรียงกัน มัดยึดด้วยหญ้าแห้งหรือเถาวัลย์ให้แน่น แล้ววางพาดบนขาโต๊ะ
แค่รับน้ำหนักหม้อดินกับถ้วยไม้ไผ่ไม่กี่ใบ รับไหวแน่นอน
เดี๋ยวนะ นางจะขายเม่นทะเลด้วยนี่นา จะใช้อะไรใส่ไข่เม่นดีล่ะ? จะป้อนใส่ปากลูกค้าเลยก็คงไม่ได้ ต้องมีภาชนะใส่
เจียงหว่านมองไปรอบตัว
โอ้ คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ ใบของท่านช่างงดงามเหลือเกิน
ข้าขอยืมใบไม้สักกำมือหน่อยนะเจ้าคะ~