เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

บทที่ 12 ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

บทที่ 12 ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ


บทที่ 12 ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ครอบครัวตระกูลอินต่างกลับมาพร้อมเสบียงเต็มไม้เต็มมือ

ก่อนจะก้าวเข้าประตูบ้าน ทุกคนยังมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า แต่ทันทีที่เท้าเหยียบข้ามธรณีประตู สีหน้าของทุกคนก็พลันเปลี่ยนไป

หน่อไม้แห้งที่ตากไว้หายเกลี้ยง! ปลาเค็มที่แขวนไว้ก็อันตรธานหายไป!

ซ่งเหวินฮุ่ยรีบพุ่งเข้าไปในครัว ดวงตาของนางแดงก่ำในชั่วพริบตา

"ของในตู้กับข้าวหายไปหมดเลย!"

ไข่ไก่ ผักป่า และข้าวฟ่างที่ได้รับแจกตอนย้ายเข้ามา ทั้งหมดถูกขโมยไปจนเกลี้ยงตู้

"ต้องเป็นพวกตระกูลไช่แน่ๆ!"

เจียงหว่านไม่คิดว่าชาวบ้านจะมาเพ่งเล็งข้าวของเล็กน้อยของพวกเขา ครอบครัวของนางเพิ่งย้ายมาและเป็นช่วงที่ยากจนที่สุด คงไม่มีคนสติไม่ดีคนไหนมาขโมยของ จะมีก็แต่ตระกูลไช่ที่มีความแค้นเรื่องถูกยึดเรือน และด้วยจำนวนสมาชิกที่มากปากมากท้อง พวกเขาต้องขาดแคลนอาหารอย่างหนักแน่นอน จึงเป็นกลุ่มที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะลงมือ

อินฮวายซานเองก็นึกถึงตระกูลไช่เช่นกัน เขาขบกรามแน่น วางของในมือลงเตรียมจะพุ่งออกไป แต่กลับถูกน้องสาวรั้งไว้

"น้องเล็ก?"

"พี่ใหญ่ ใจเย็นๆ เราไปหาผู้ใหญ่บ้านกันก่อน"

อินฮวายซีรู้ดีอยู่เต็มอกว่าร้อยละเก้าสิบเก้าต้องเป็นฝีมือตระกูลไช่ แต่ครอบครัวนางออกไปเก็บของทะเลตั้งแต่เช้าตรู่ มีเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ตระกูลไช่อาจจะจัดการกินของทั้งหมดลงท้องไปแล้ว หากบุกไปตอนนี้แล้วเจอหลักฐานก็ดีไป แต่ถ้าไม่เจออะไรเลย พวกนางอาจจะถูกเล่นงานกลับได้

"ข้าเพิ่งดูในตู้กับข้าว เมล็ดสลอดที่ข้าเก็บไว้ก็ถูกขโมยไปเหมือนกัน ถ้าพวกนั้นเอาไปทำอาหารกิน วันนี้คงได้พบกับความทรมานแสนสาหัส เผลอๆ อาจถึงตายได้ เราต้องไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านก่อน"

เมล็ดสลอดกองนั้นมีมากกว่าสามสิบเม็ด หากตระกูลไช่กินเข้าไปในปริมาณนั้น รับรองว่าท้องเสียจนหมดแรงข้าวต้มแน่ ในหมู่บ้านไม่มีหมอ ถ้าอาการหนักขึ้นมาก็อาจถึงแก่ชีวิตได้จริงๆ

นี่แหละหนา กรรมตามสนอง

เมื่อได้ฟังน้องสาวพูด ความโกรธของอินฮวายซานก็เบาบางลงบ้าง แม้เขาจะไม่รู้เรื่องยา แต่ก็รู้ว่ากินสลอดแล้วจะท้องเสีย ตระกูลไช่เองก็เพิ่งถูกเนรเทศ ร่างกายย่อมอ่อนแออยู่แล้ว สมควรโดนสั่งสอนเสียบ้าง

แม้อาหารจะหายไปจนน่าใจหาย แต่โชคดีที่พวกนั้นไม่ได้เอาหอยแครงและหอยทากในถังไป ด้วยเสบียงที่หามาได้วันนี้ พวกเขาก็คงไม่อดตาย

อินฮวายซีตัดสินใจพาพี่ชายไปหาผู้ใหญ่บ้านทันที ส่วนซ่งเหวินฮุ่ยพาลูกสาวสองคนไปทำอาหารกลางวัน

หอยแครงที่แช่น้ำไว้ตั้งแต่เมื่อวานคายทรายออกหมดแล้ว เหมาะจะนำมาปรุงอาหาร ส่วนที่ขุดมาได้วันนี้ก็แช่ไว้ให้คายทรายต่อไป สำหรับหอยตาวัวและหอยสังข์ เจียงหว่านไม่ให้อาสะใภ้เอาไปต้มแกง แต่เลือกที่จะนำมาย่างกินพร้อมกับปู

เนื้อหอยสังข์มีกลิ่นคาวเฉพาะตัว สมัยก่อนนางมักจะนำไปผัดฉ่าหรือจิ้มกับน้ำจิ้มรสจัด แต่ตอนนี้เครื่องปรุงมีจำกัด การย่างจึงเป็นทางเลือกเดียว อาหารทะเลที่มีเปลือกแข็งแบบนี้พอนำมาย่างจะมีกลิ่นหอมไหม้อันเป็นเอกลักษณ์ รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว

ในขณะที่ควันไฟจากการทำอาหารเริ่มลอยขึ้น อินฮวายซีและพี่ชายก็มาถึงบ้านผู้ใหญ่บ้าน

เวลานั้นครอบครัวผู้ใหญ่บ้านกำลังทานข้าว และหัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องสามครอบครัวที่เพิ่งถูกเนรเทศมา

"เมื่อเช้าข้าเห็นคนตระกูลโจวกับตระกูลอินไปเก็บของทะเลที่ชายหาด แต่ไม่เห็นคนตระกูลไช่เลย ไม่รู้ว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ได้ยินอาเย่ว์บอกว่าคนตระกูลไช่นิสัยแย่มาก เมื่อวานยังพยายามจะขโมยผักที่บ้านนางจนโดนด่าเปิง คนพรรค์นี้ ท่านพ่อไม่คิดจะหาวิธีไล่พวกเขาไปหน่อยหรือ?"

เหลียนเจียเป่าเป็นคนพูด เขาเป็นคนไปรับคนกลุ่มนี้มาเอง จึงพอรู้นิสัยใจคอของทั้งสามครอบครัวดี

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าซดข้าวต้มคำโต คิ้วขมวดมุ่น เห็นชัดว่าไม่ชอบใจตระกูลไช่เช่นกัน

"คนเขาส่งมาแล้ว จะไล่ไปง่ายๆ ได้ยังไง แค่สองวันเอง ต่อไปก็ระวังหน่อย พวกนั้นอยู่ท้ายหมู่บ้าน คงไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามหรอก เออ เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ เจ้าไปเตือนพวกนั้นหน่อย แล้วก็บอกเรื่องที่เหมืองหินต้องการคนด้วย"

เหลียนเจียเป่าพยักหน้ารับคำ กำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ ก็ได้ยินเสียงเรียกจากหน้าประตู

"ท่านผู้ใหญ่บ้านอยู่ไหมเจ้าคะ?"

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าความจำดี จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของนังหนูตระกูลอิน มาหาถึงบ้านตอนกลางวันแสกๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขารีบซดข้าวต้มจนหมดชามแล้วเดินออกไปที่ลานบ้านเพื่อเรียกแขกเข้ามา

"มีเรื่องอะไรหรือ?"

"ท่านผู้ใหญ่บ้านเจ้าคะ เรื่องคอขาดบาดตายเจ้าค่ะ!"

อินฮวายซีห้ามพี่ชายไว้ แล้วเล่าเรื่องที่บ้านถูกขโมยของแบบใส่สีตีไข่เล็กน้อย

"ท่านผู้ใหญ่บ้าน ข้าพอจะรู้เรื่องยาสมุนไพรอยู่บ้าง เมื่อวานข้าไปเก็บสมุนไพรบนเขามา นอกจากเมล็ดสลอดที่เป็นพิษแล้ว ยังมีสมุนไพรมีพิษอีกหลายชนิด ถ้าพวกนั้นเอาไปทำกับข้าวกิน มีหวังได้ตายกันยกครัวแน่ ทำยังไงดีเจ้าคะ?!"

คิ้วของผู้ใหญ่บ้านเฒ่ากระตุก ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้ารู้วิชาแพทย์ด้วยรึ?"

สองพี่น้อง: "..."

นั่นใช่ประเด็นหรือ?

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าเริ่มรู้ตัวว่าหลุดประเด็น กระแอมไอแก้เก้อสองที แล้วถามหาเบาะแส

"มีรอยเท้าทิ้งไว้เจ้าค่ะ อย่างอื่นไม่มี"

"มีรอยเท้าก็ยังดี"

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าหันไปเรียกลูกชายคนโต ให้พาคนไปที่เพิงพักชั่วคราวของตระกูลไช่ แล้ว 'ค้น' ให้ทั่ว

โดยไม่ต้องไตร่ตรอง พวกเขามุ่งหน้าไปหาตระกูลไช่ทันที แสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่บ้านเฒ่าก็เป็นคนฉลาด มองออกทันทีว่าใครคือผู้ต้องสงสัย

เรื่องนี้เดาไม่ยาก ใครเจอก็ต้องสงสัยตระกูลไช่ ตระกูลไช่เองก็รู้ตัวดี จึงรีบหุงหาอาหารกินกันจนเกลี้ยง แล้วเอาเปลือกไข่ไปฝังกลบในหลุมส้วม ส่วนหน่อไม้แห้งบางส่วนก็กินไปแล้ว ที่เหลือก็เอาไปซ่อนไว้ไกลๆ ถ้าไม่ค้นให้ละเอียดคงหาไม่เจอแน่

ของกลางอยู่ในท้องหมดแล้ว ตราบใดที่พวกเขายืนกรานปฏิเสธ ใครจะกล้าปรักปรำว่าพวกเขาขโมยมา?

"อ่า... อดอยากมาตั้งนาน ในที่สุดก็ได้อิ่มท้องสักที"

ไช่เหวินเซิงจากบ้านรองตระกูลไช่ตบพุงด้วยความพึงพอใจ ครั้งนี้ครอบครัวเขาทำความดีความชอบใหญ่หลวง ได้กินเยอะที่สุด แถมท่านปู่ยังไม่ด่าว่าอะไร อารมณ์ดีเป็นพิเศษ

เห็นไหมล่ะ มีแต่บ้านรองเท่านั้นที่พึ่งพาได้ บ้านใหญ่ควรจะถอดใจไปตั้งนานแล้ว

"พี่รอง ข้าสังเกตว่าผักป่าที่เรากินเมื่อกี้หน้าตาคุ้นๆ เราขึ้นเขาไปหามาบ้างดีไหม? จะให้ขโมยตลอดก็คงไม่ได้"

ไช่เหวินอี้ขี้ขลาดกว่าพี่ชาย ตอนขโมยก็ตื่นเต้นดี แต่พอกินเสร็จก็เริ่มกังวล กลัวว่าจะโดนตามมาเอาเรื่อง เลยคิดจะหนีไปหลบภัยบนเขา

เป็นพี่น้องกันมาหลายปี ไช่เหวินเซิงย่อมรู้นิสัยน้องชายดี กำลังจะเอ่ยปากเยาะเย้ย ก็เห็นลูกพี่ลูกน้องจากบ้านสามวิ่งหน้าตื่นเข้ามา

"ท่านปู่ ท่านย่า แย่แล้ว! ผู้ใหญ่บ้านพาคนตระกูลอินมา!"

"ผู้ใหญ่บ้าน?"

หัวใจของผู้เฒ่าไช่กระตุกวูบ แต่ก็รีบตั้งสติ ในเมื่อกล้าขโมย ก็ต้องเตรียมใจรับมือตระกูลอินไว้แล้ว จะกลัวอะไร? ของก็กินลงท้องไปหมดแล้ว ไม่มีหลักฐานให้จับได้หรอก

"ไป ไปทักทายผู้ใหญ่บ้านกันหน่อย"

คนตระกูลไช่ฝืนทำใจดีสู้เสือ เดินออกจากเพิงพักพร้อมรอยยิ้มจอมปลอม

"ท่านผู้ใหญ่บ้าน มีธุระอะไรหรือขอรับ?"

"รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่รึ"

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ารู้จักคนในหมู่บ้านดีเกินไป ไม่มีชาวบ้านคนไหนจะไปขโมยของตระกูลอินได้หรอก มีแต่ตระกูลไช่นี่แหละ

"เจียเป่า ไปค้นให้ทั่ว"

เหลียนเจียเป่าไม่แม้แต่จะมองหน้าคนตระกูลไช่ เขาพาคนบุกเข้าไปค้นหารอบๆ เพิงพักทันที

"ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านทำแบบนี้หมายความว่ายังไง? รังแกคนมาใหม่หรือขอรับ?!"

พี่น้องตระกูลไช่ยืนเรียงหน้ากระดาน ดูน่าเกรงขามไม่น้อย แต่ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าก็ไม่หวั่น สายตาแข็งกร้าวยิ่งกว่า

"บ้านตระกูลอินถูกขโมยเมื่อเช้านี้ ครอบครัวพวกเจ้าเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง จะให้ข้าไปค้นบ้านใครถ้าไม่ใช่พวกเจ้า อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า คนหมู่บ้านนี้มีเยอะกว่าพวกเจ้ามาก อยู่เฉยๆ ซะ ถ้าขโมยจริง เดี๋ยวค่อยมาคิดบัญชี"

หมู่บ้านที่เขาดูแล จะไม่ยอมให้มีเรื่องลักเล็กขโมยน้อยเด็ดขาด

เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของผู้เฒ่าไช่ก็ดำทะมึนทันที เขาคิดว่าผู้ใหญ่บ้านคงจะอะลุ่มอล่วยบ้าง แต่ตาเฒ่านี่กลับหัวแข็งยิ่งนัก

คนในครอบครัวสบตากันเลิ่กลั่ก แม้จะรู้สึกผิดแต่ก็ไม่ได้กลัวมากนัก เพราะทำลายหลักฐานไปหมดแล้ว พวกนี้ไม่มีทางหาเจอ

ตระกูลไช่ยังอ่อนหัดเกินไป

พวกเขาอาจเก่งเรื่องตำราและเล่ห์เหลี่ยม แต่กลเม็ดตื้นๆ อย่างการฝังกลบ ไม่อาจตบตาชาวบ้านได้หรอก

เหลียนเจียเป่าและพรรคพวกค้นหาไม่นานก็เจอร่องรอยดินที่ถูกขุด แม้จะสังเกตยาก แต่คนเหล่านี้คลุกคลีอยู่กับดินทรายมาทั้งชีวิต มองปราดเดียวก็รู้ ดินที่ถูกขุดใหม่จะชื้นกว่าดินรอบๆ และสีก็ต่างกันเล็กน้อย

ชาวบ้านใช้จอบขุดไม่กี่ทีก็เจอเปลือกไข่

"ท่านพ่อ ดูนี่!"

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ารับเปลือกไข่มาจากมือลูกชาย แล้วโยนลงตรงหน้าตระกูลไช่

"ช่างบังเอิญเสียจริง ตระกูลอินไข่ไก่ไข่เป็ดหาย แล้วนี่ก็มีเปลือกไข่ถูกฝังอยู่ใกล้ๆ ที่พักพวกเจ้า แถมไข่ก็ถูกกินไปแล้ว จะแก้ตัวว่ายังไง?!"

ตระกูลไช่แน่นอนว่าไม่ยอมรับ

"ใครจะไปรู้ว่าใครกินแล้วเอามาฝังไว้ใส่ร้ายพวกข้า? คนในหมู่บ้านรู้กันทั่วว่าตระกูลไช่กับตระกูลอินไม่ถูกกัน พวกข้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องตกเป็นเป้า แล้วจะโง่ไปขโมยทำไม?"

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ารู้สึกรังเกียจพฤติกรรมนี้ยิ่งนัก กำลังจะเอ่ยปากด่า ก็เห็นนังหนูตระกูลอินเดินยิ้มเข้ามา

"ท่านผู้ใหญ่บ้าน ลำพังแค่เปลือกไข่พวกนี้คงเอาผิดตระกูลไช่ไม่ได้ แต่สมุนไพรที่ข้าเก็บมามีพิษปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะเมล็ดสลอดกองนั้น ใครกินเข้าไปไม่เกินสามชั่วยามต้องออกฤทธิ์แน่ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครเป็นคนขโมย"

คู่สามีภรรยาบ้านรองหน้าซีดเผือด รู้ตัวดีว่าเมื่อกี้พวกเขากินเข้าไปเยอะที่สุด...

"ถ้ายอมรับตอนนี้ ข้ายังพอคุยกับผู้ใหญ่บ้าน หายาถอนพิษให้ได้ แต่ถ้าไม่ยอมรับ ก็ทนเอาหน่อยแล้วกัน พอยาออกฤทธิ์ ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว"

คราวนี้คนตระกูลไช่หน้าถอดสีกันเป็นแถว นานๆ ทีจะมีของดีตกถึงท้อง ทุกคนต่างยัดทะนานกันจนพุงกาง แล้วมาบอกว่ามีพิษงั้นรึ!

ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานหรือยาเริ่มออกฤทธิ์ พวกเขาเริ่มรู้สึกมวนท้องตุบๆ

ทางหนึ่งคือยอมรับว่าเป็นโจรแล้วได้ยาถอนพิษ อีกทางคือปฏิเสธหัวชนฝาแล้วรอให้พิษกำเริบ

ผู้เฒ่าไช่ถูกภรรยาหยิกแขนสองที ก็เข้าใจความหมายทันที หันไปมองลูกชายคนรอง ส่วนบ้านใหญ่หัวไวยิ่งกว่า ผลักไช่เหล่าเอ้อร์ออกไปข้างหน้า

"ท่านผู้ใหญ่บ้าน น้องรองเป็นคนทำทั้งหมด! พวกข้าออกไปหาของทะเลเมื่อเช้านี้!"

ไช่เหล่าเอ้อร์มองพี่ชายและพ่อด้วยความตกตะลึง เขาเข้าใจทันทีว่านี่คือการสละเบี้ยเพื่อรักษาขุน แต่ทำไมต้องเป็นเขาล่ะ?! พวกนั้นก็กินด้วยกันแท้ๆ!

"ท่านผู้ใหญ่บ้าน พี่ใหญ่พูดพล่อยๆ! พวกเขาก็ร่วมมือด้วย แล้วเราก็แบ่งกันกินเห็นๆ!"

ไช่เหล่าเอ้อร์โกรธจนหน้ามืด ยอมรับความจริงและลากครอบครัวพี่ชายลงเหวไปด้วย ส่วนบ้านสามกลัวโดนหางเลข รีบไปแอบหลังเพิงพัก

ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่บ้านจะได้พูดอะไร ตระกูลไช่ก็เกิดจลาจลขึ้นเอง พี่ใหญ่กับน้องรองเริ่มลงไม้ลงมือกัน จากนั้นหลานๆ ก็ตะลุมบอน ตามด้วยสะใภ้สองคนที่กระชากผมข่วนหน้ากันนัวเนีย

อินฮวายซีรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พาพี่สะใภ้และหลานๆ มาดูฉากเด็ดนี้

"พอได้แล้ว! ทำตัวให้น่าสมเพชไปได้ เจียเป่า ไปแยกพวกมันออกมา"

สิ้นเสียงผู้ใหญ่บ้านเฒ่า เหลียนเจียเป่าก็นำคนเข้าไปแยกตระกูลไช่ออกจากกัน

เวลานี้ผู้เฒ่าไช่ดูโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้ม บ้านใหญ่และบ้านรองต่างสะบักสะบอม โดยเฉพาะไช่ซูหยวนจากบ้านใหญ่ที่ร่างกายอ่อนแอ สู้แรงสามพี่น้องบ้านรองไม่ได้ จนสลบเหมือดไปแล้ว

"ในเมื่อยอมรับแล้ว ก็คุยกันง่าย จะเอาแบบทางการหรือแบบส่วนตัว ถ้าแบบทางการ ข้าจะส่งพวกเจ้าเข้าที่ว่าการอำเภอ ให้ท่านนายอำเภอตัดสินความเป็นตาย ถ้าแบบส่วนตัว ก็ชดใช้ค่าเสียหายให้ตระกูลอิน แล้วตระกูลอินจะไม่เอาความ"

ตระกูลไช่เงียบกริบ พวกเขาไม่อยากไปที่ว่าการอำเภอ เพราะเป็นนักโทษเนรเทศที่เพิ่งมาถึง ถ้าไปก่อเรื่องอาจถูกเชือดไก่ให้ลิงดูได้ แต่ถ้าจะให้ชดใช้ส่วนตัว ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีปัญญา แล้วตระกูลอินคงไม่ใจดีให้ผ่อนผันแน่

ที่สำคัญที่สุด พวกเขากินยาพิษเข้าไปจริงหรือ??

คู่สามีภรรยาบ้านสามเริ่มร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอให้อินฮวายซีช่วยถอนพิษ ถึงขนาดสัญญาว่าจะเป็นวัวเป็นม้าให้ตระกูลอิน แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ได้แยกบ้าน อำนาจตัดสินใจยังอยู่ที่ผู้เฒ่าไช่

ขณะที่คนในครอบครัวกำลังส่งสายตากันไปมา เหลียนเจียเป่าก็เดินถอยหลังมาหาพี่น้องตระกูลอิน แล้วกระซิบเบาๆ

"ยอมความส่วนตัวเถอะ"

สองพี่น้องชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นความต้องการของผู้ใหญ่บ้านเฒ่าหรือ?

ยอมความเพื่อรักษาชื่อเสียงหมู่บ้าน หรือมีเหตุผลอื่น?

อินฮวายซีสบตาพี่ชาย เห็นเขาพยักหน้า นางก็เข้าใจว่าควรทำตามคำแนะนำของเหลียนเจียเป่า ก็ดีเหมือนกัน ได้ค่าชดเชย แถมตระกูลไช่ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษสลอด แค่นี้ก็สาสมแล้ว

ตระกูลไช่อยากยอมความส่วนตัว พี่น้องตระกูลอินก็ตกลงยอมความ

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าพยักหน้า กำลังจะไกล่เกลี่ยเรื่องค่าเสียหาย ผู้เฒ่าไช่ก็ไม่อาจระงับความโกรธได้อีกต่อไป บ้านใหญ่และบ้านสามต่างตะโกนข แยกบ้าน

"เรื่องนี้บ้านรองเป็นตัวตั้งตัวตี แล้วก็กินเข้าไปเยอะที่สุด ทำไมพวกข้าต้องมาร่วมชดใช้ด้วย? ข้าขอแยกบ้าน ใครกินใครจ่าย ยุติธรรมที่สุด!"

พี่ใหญ่และน้องสามน้ำตาไหลพราก ภรรยาทั้งสองก็ร้องไห้ปานจะขาดใจ บีบคั้นให้ผู้เฒ่าไช่ยอมแยกบ้าน

สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเฒ่าดูแปลกประหลาดพิกล เขาถามย้ำหลายครั้ง

"พวกเจ้าจะแยกบ้านกันจริงๆ หรือ?"

"ใช่ แยก!"

"ไม่เสียใจภายหลังนะ?"

"ไม่เสียใจแน่นอน!!"

ท่าทีเด็ดเดี่ยวของลูกชายทั้งสองทำเอาผู้เฒ่าไช่แทบกระอักเลือด แต่เขาก็รู้ว่าครอบครัวนี้แตกแยกเกินเยียวยาแล้ว สุดท้ายจึงจำยอมตกลง

ตระกูลไช่ไม่มีสมบัติอะไรติดตัว การแยกบ้านจึงทำได้ทันทีโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นพยาน

"เอาล่ะ ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว มาคุยเรื่องชดใช้ค่าเสียหายกันต่อ"

ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าสูบยาเส้นเฮือกหนึ่ง ก่อนจะตำหนิตระกูลไช่อย่างรุนแรง เปรียบเปรยว่าเป็นปลาเน่าตัวเดียวทำเหม็นไปทั้งข้อง

"ด้วยพฤติกรรมอันเลวร้ายของพวกเจ้า และไม่มีปัญญาชดใช้คืนตระกูลอินได้ในเร็ววัน งั้นก็ใช้ 'คน' ชดใช้แทนแล้วกัน"

คนตระกูลไช่ รวมถึงพี่น้องตระกูลอิน ต่างเงยหน้ามองผู้ใหญ่บ้านพร้อมกันด้วยความงุนงง

"พวกเจ้าเพิ่งมาถึง ข้ายังไม่ได้บอกเรื่องนี้ ใกล้ๆ หมู่บ้านเรามีเหมืองหินของหลวง ขาดแคลนแรงงานอยู่ตลอด ทุกครอบครัวที่ถูกเนรเทศมาจะต้องส่งคนไปทำงานหนึ่งคน"

ถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ามองดูตระกูลไช่ที่เพิ่งแยกบ้านด้วยรอยยิ้ม

"ตอนนี้พวกเจ้าแยกเป็นสามครอบครัวแล้ว ก็ต้องส่งไปสามคน บวกกับชดเชยให้ตระกูลอินอีก รวมเป็นห้าคน ไปตกลงกันเองว่าจะส่งใครไป"

คนตระกูลไช่ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ยืนอ้าปากค้างกันเป็นแถว

จบบทที่ บทที่ 12 ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว