เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 หัวขโมย

บทที่ 10 หัวขโมย

บทที่ 10 หัวขโมย


บทที่ 10 หัวขโมย

อินหวายซีและแม่ของนางปฏิเสธที่จะแลกบ้านกับตระกูลไช่ เรื่องนี้สร้างความเกลียดชังให้แก่คนตระกูลไช่อย่างมหาศาล หากไม่ใช่เพราะผู้ใหญ่บ้านคอยเตือนสติอยู่หลายครั้ง พวกมันคงอาศัยความที่มีผู้ชายในบ้านเยอะมาหาเรื่องระรานไปแล้ว

ในเวลานี้ พวกเขาไร้ที่ซุกหัวนอน ต้องอาศัยเพิงหญ้าชั่วคราวคุ้มกันแดดฝน เสบียงอาหารที่ได้รับแจกมาก็หมดเกลี้ยงไปนานแล้ว ก่อนหน้านี้พอเห็นคนในหมู่บ้านแห่กันไปทะเล พวกเขาก็ทำตามบ้าง ขุดหอยตลับมาได้พอสมควร แต่พอย่างกินกลับเคี้ยวโดนทรายเต็มปาก โมโหจนแทบกระอักเลือด

ยิ่งพอได้ยินข่าวว่าบ้านสกุลอินมีปลาและไข่กินกันอิ่มหมีพีมัน ไฟริษยาก็ลุกโชนจนเผาผลาญสติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้

"ก่อนหน้านี้อินหวยซานบอกว่าไม่มีเงิน ถึงขนาดต้องขุดหลุมฝังศพพ่อแม่ด้วยมือเปล่า ที่แท้ก็ตอแหลเก่งนี่หว่า"

"น่าแค้นใจนัก! ครอบครัวมันทำให้พวกเราต้องมานอนกลางดินกินกลางทราย แต่พวกมันกลับเสวยสุข สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!"

"จะปล่อยให้พวกมันอยู่อย่างสบายไม่ได้! พี่ใหญ่ พี่พาพวกรองกับพวกสามไปจับตาดูบ้านนั้นไว้ พอพวกมันออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ เราจะแอบเข้าไปขโมยเงิน"

สามพี่น้องบ้านรองไม่ต้องรอปรึกษาบ้านใหญ่หรือบ้านสาม พวกเขาตัดสินใจวางแผนกันเองทันที ผู้เฒ่าไช่ไม่ได้คัดค้านแต่ก็ไม่ได้สนับสนุน อย่างไรเสียถ้าหลานๆ ได้ดี เขาก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย การนิ่งเงียบไว้ถือว่าเป็นการลอยตัวเหนือปัญหา

สองสามีภรรยาบ้านใหญ่ขยับปากอยากจะมีส่วนร่วม แต่กลับถูกหลานชายทั้งสามเย้ยหยันกลับมาอย่างเจ็บแสบ

"พี่ใหญ่แค่นั้นจะไปทำอะไรได้ แค่ถอนหญ้าต้นเดียวยังหอบแฮกๆ พึ่งพาไม่ได้หรอก"

ตอนนี้บ้านรองเริ่มมีอำนาจเหนือกว่า ส่วนบ้านใหญ่ถูกกดข่มจนโงหัวไม่ขึ้น

ครอบครัวกว่าสิบชีวิต ต่างคนต่างมีความคิดและเจตนาแอบแฝง

ในขณะเดียวกัน อินหวายซีกลับมาถึงบ้านแล้ว หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อย นางก็หยิบ 'โกฐจุฬาลัมพา' ที่เก็บมาได้แล้วเดินไปที่บ้านของเสี่ยวหม่าน การต้มน้ำสมุนไพรชนิดนี้ง่ายมาก เพียงแค่ล้างใบให้สะอาดแล้วต้มในน้ำเดือด โกฐจุฬาลัมพามีสรรพคุณยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและแก้คัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ตอนนี้

อาจจะเป็นอุปาทานหรือยาดีจริงก็สุดรู้ แต่หลังจากเสี่ยวหม่านได้อาบน้ำยา นางก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ป้าชิวฟางดีใจจนแทบจะคุกเข่ากราบอินหวายซีอีกรอบ

กระดาษและพู่กันเป็นของหายากในหมู่บ้าน อินหวายซีจึงไม่สามารถเขียนใบสั่งยาให้ได้ ทำได้เพียงบอกปากเปล่าให้สองแม่ลูกจดจำตัวยาไว้ แล้วค่อยไปหาซื้อที่ร้านยาในตัวเมือง

ด้วยการรักษาควบคู่กันเช่นนี้ อาการป่วยน่าจะหายขาดภายในเจ็ดถึงสิบวัน ถึงตอนนั้นค่อยมาดูอาการซ้ำอีกทีก็พอ

อินหวายซีไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรจากบ้านเสี่ยวหม่าน เพียงแค่ขอยืมมีดปังตอกลับมาด้วย นางจำเป็นต้องใช้มัน เพราะหน่อไม้ที่บ้านต้องหั่น และนางใช้มือหักไม่ไหว

"น้องเล็ก เจ้าจะทำจริงๆ หรือ? เมียตาเฒ่าหนิวบอกว่าของพวกนี้มันฝาดเฝื่อน กินไม่ได้ไม่ใช่รึ?"

"นั่นเป็นเพราะพวกเขาทำไม่เป็นต่างหาก พี่ใหญ่ ข้าเคยใช้ชีวิตในเรือนพักสตรี ลองผิดลองถูกเรื่องอาหารมาสารพัด หน่อไม้พวกนี้รสชาติดีมาก เดี๋ยวข้าทำเสร็จพี่ได้ชิมแล้วจะรู้เอง"

อินหวายซีคว้าหน่อไม้ที่ปอกเปลือกแล้วมาหั่นเสียงดังฉับๆ อินหวยซานมองท่าทางคล่องแคล่วของนางแล้ว จู่ๆ ขอบตาก็ร้อนผ่าว

น้องเล็กถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมตั้งแต่เด็ก ไม่เคยต้องเข้าครัวทำอาหาร แต่หลังจากแต่งงานกับเจียงเฉิงคนสารเลวนั่น นางกลับต้องเรียนรู้ทั้งวิชาแพทย์และการทำอาหาร พอนึกภาพน้องสาวผู้บอบบางต้องมาทนลำบากหน้าเตาไฟ เขาก็อยากจะลากตัวเจียงเฉิงมากระทืบให้ตายคามือ

ไอ้คนชั่วนั่น! ตอนแต่งงานทำทีเป็นรักใคร่ปานจะกลืนกิน แต่พอได้ตัวนางไปแล้วกลับไม่เห็นค่า พอตระกูลอินต้องโทษ มันก็รีบหย่าขาดทันที แม้แต่เจียงหว่านลูกสาวแท้ๆ ก็ไม่ไยดี... ช่างไร้หัวใจสิ้นดี

ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะ...

เอ่อ... เขาคิดเพลินไปหน่อย

ลืมไปว่าตอนนี้เขาเป็นเพียงนักโทษเนรเทศ

อินหวยซานเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ชาตินี้ถูกเนรเทศแล้วคงไม่มีวันได้กลับเมืองหลวง อยากจะไปกระทืบมันแค่ไหนก็คงทำไม่ได้ ได้แต่หวังว่าสวรรค์จะมีตา ขอให้ไอ้คนชั่วนั่นมีจุดจบที่ไม่ตายดี!

"ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!"

เจียงเฉิงที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มจามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง พ่นน้ำลายใส่หน้าหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่างจนกิจกรรมต้องหยุดชะงักกลางคัน

"ท่านพี่..."

หญิงสาวร้องเรียกอย่างแง่งอน ก่อนจะหันหน้าหนีแล้วใช้เสื้อเช็ดหน้าอย่างรังเกียจ เจียงเฉิงเองก็หมดอารมณ์ จึงพลิกตัวลงนอนแผ่บนเตียง รอให้ลูกพี่ลูกน้องสาวของเขามาปรนนิบัติเช็ดตัวให้

"ท่านพี่ ท่านเป็นหวัดหรือเจ้าคะ?"

"จะเป็นไปได้ยังไง ร่างกายข้าแข็งแรงจะตาย ไม่ปวดหัวตัวร้อนสักนิด สงสัยต้องมีคนนินทาข้าอยู่แน่ๆ"

เจียงเฉิงหน้าทะมึน คงกำลังนึกอยู่ว่าใครกันที่กล้าสาปแช่งเขาในเวลานี้

"ท่านพี่ ห้ามท่านคิดถึงพี่หญิงนะเจ้าคะ~"

ท่อนแขนเรียวบางโอบกอดเขาไว้ สีหน้าของเจียงเฉิงดีขึ้นทันตา เขาหันไปจูบแก้มหญิงสาวพลางปลอบประโลม "อิ๋งอิ๋งไม่ต้องห่วง ใจข้าอยู่ที่เจ้าคนเดียว"

นังผู้หญิงจืดชืดอย่างอินหวายซี แถมยังอ้วนฉุแบบนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะอำนาจบ้านเดิมของนาง เขาคงไม่ลดตัวไปแต่งงานด้วย ตอนนี้เขาเป็นขุนนางขั้นสี่ มีอนาคตไกล นางยอมถอยเปิดทางให้ก็นับว่าสวรรค์เป็นใจแล้ว

"ท่านพี่~ เมื่อไหร่ท่านจะมาสู่ขอข้าเสียทีเจ้าคะ? หลายครั้งมานี้ข้าไม่ได้กินยาห้ามครรภ์ เกรงว่าจะมีน้องตัวน้อยๆ แล้วนะเจ้าคะ"

"ว่าไงนะ?! เจ้าไม่ได้กินยา?!"

เจียงเฉิงลุกพรวดขึ้นนั่ง สีหน้าฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน เฉียนอิ๋งอิ๋งนึกในใจว่า... ปฏิกิริยาของท่านพี่ดูแปลกไป

"ทำไมล่ะเจ้าคะ? ท่านพี่ ท่านเคยบอกว่าจะแต่งงานกับข้าหลังจากหย่าแล้ว ตอนนี้อินหวายซีก็ไปแล้ว ไม่มีอุปสรรคขวางกั้นเราอีก การหยุดยาห้ามครรภ์ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?"

เฉียนอิ๋งอิ๋งสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ยังคงแสร้งทำท่าทางออดอ้อนพึ่งพาเขา เจียงเฉิงกัดฟันกรอด ข่มอารมณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อไม่ให้หลุดคำพูดรุนแรงออกไป

เขากำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นสาม ส่วนลุงของเขาเป็นแค่ขุนนางขั้นหก ญาติผู้น้องแบบนี้จะคู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินเอกของเขาได้อย่างไร?

ตำแหน่งฮูหยินเอกอันล้ำค่า ย่อมต้องเก็บไว้ให้สตรีที่สามารถหนุนส่งอำนาจวาสนาให้เขาได้ ส่วนญาติผู้น้อง... เป็นได้แค่อนุภรรยา นางเป็นม่ายที่เคยหมั้นหมายกับคนอื่นมาแล้ว ไม่ว่าจะแต่งหรือไม่แต่ง นางก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่ดี ไว้รอเขาแต่งฮูหยินเอกเรียบร้อยแล้วค่อยรับนางเข้าบ้านในฐานะอนุภรรยาก็ยังไม่สาย

"เรื่องนี้ยังไม่รีบด่วน เรื่องของตระกูลอินเพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ถ้าข้ารีบแต่งงานใหม่ตอนนี้ คนอื่นจะมองข้ายังไง? ที่หย่าเมียก่อนหน้านี้ยังพออ้างได้ว่าเพื่อความถูกต้อง ตัดขาดจากคนผิด แต่ถ้าแต่งใหม่เร็วเกินไป ย่อมเกิดข่าวลือเสียหายแน่ อินหวายซียังมีเพื่อนฝูงในเมืองหลวงอยู่บ้าง ข้าเกรงว่าพวกนั้นจะพูดจาให้ร้ายจนกระทบชื่อเสียงของเจ้า"

คำพูดของเจียงเฉิงฟังดูมีเหตุผล เฉียนอิ๋งอิ๋งจำใจต้องเชื่อ นางหันหลังกลับแล้วล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย ความเชื่อฟังมอบให้เจียงเฉิง แต่ในแววตากลับเริ่มฉายแววเคียดแค้น

ทั้งหมดเป็นความผิดของนังแพศยาอินหวายซีนั่นคนเดียว! ถ้าตอนนั้นมันไม่ยั่วยวนท่านพี่ที่วัดชิงถาน ป่านนี้ท่านพี่คงหมั้นกับนางไปนานแล้ว นางคงไม่ต้องถูกแม่เลี้ยงจับใส่ตะกร้าล้างน้ำไปแต่งกับคนขี้โรคจนต้องกลายเป็นม่าย

ป่านนี้นังนั่นคงไปถึงเกาะลี่โจวแล้วสินะ ได้เวลาส่ง 'ของขวัญ' ไปทักทายมันหน่อยแล้ว รับรองว่ามันจะไม่ได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่!

แผนร้ายจากพันลี้ยังเดินทางไปไม่ถึงเกาะลี่โจว ตอนนี้ครอบครัวอินกำลังมีความสุขกับการต้มหน่อไม้

วิธีกำจัดรสขมและฝาดของหน่อไม้มีหลายวิธี

วิธีง่ายๆ คือแช่น้ำสะอาดแล้วหมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ หรือไม่ก็นำไปต้มน้ำทิ้ง การแช่น้ำจะทำให้หน่อไม้กรอบ ส่วนการต้มจะทำให้ความกรอบลดลง

ด้วยข้อจำกัดของอุปกรณ์ในบ้าน พวกเขาไม่มีภาชนะพอที่จะแช่หน่อไม้ แถมการต้องเปลี่ยนน้ำทุกสองชั่วยามก็ยุ่งยากเกินไป

เจียงหว่านเสนอให้นำหน่อไม้ไปแช่ในลำธารแล้วเอาหินล้อมไว้ แต่พอลองไปดู กลับเจอเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นน้ำอยู่ พวกนั้นจ้องหน่อไม้ในมืออินหวยซานตาเป็นมัน

อินหวยซานกลัวว่าถ้าทิ้งไว้ เด็กพวกนี้คงขโมยหน่อไม้ไปเล่นแน่ จึงจำใจต้องแบกกลับมา

ไฟในครัวลุกโชน หม้อดินสองใบผลัดกันต้มน้ำลวกหน่อไม้

อินหนิงคอยเติมฟืนอยู่หน้าเตา ส่วนเจียงหว่านช่วยแม่อยู่ข้างนอก ล้างใบปาล์มที่เก็บกลับมา

ใบปาล์มล้างแล้วแห้งไว สองแม่ลูกช่วยกันตัดแต่ง วัดขนาด แล้วเริ่มลงมือสาน

บ้านนี้ขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้แทบทุกอย่าง ฝีมือสานของสองแม่ลูกก็มีจำกัด ทำของซับซ้อนไม่ได้ จึงสานแบบง่ายๆ โดยพับใบปาล์มขัดกันเป็นตารางสี่เหลี่ยม สานต่อกันจนเป็นแผงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่

มีเจ้านี่แล้วการตากของจะสะดวกขึ้นมาก เอาไว้ตากหน่อไม้ที่ต้มเสร็จแล้วก็ได้

เพิ่งมาถึงหมู่บ้านได้แค่วันเดียว พวกเขามีทั้งหอย ปู หอยสังข์ หน่อไม้ ไข่เป็ด แถมยังมีผักป่าอีกกองโต ชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าครอบครัวอื่นแบบเทียบไม่ติด

"เย็นนี้ต้มไข่เป็ดกินกันคนละฟองไปเลย!"

พอได้ยินว่าจะต้มไข่เป็ดตั้งหลายฟอง สองสามีภรรยาอินหวยซานก็รีบค้านด้วยความเสียดาย ต่อให้อยากกินแค่ไหนก็ทำใจไม่ได้

"น้องเล็ก ไข่เป็ดพวกนี้เจ้าได้มาจากค่ารักษา พวกพี่รับไว้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวตอนเจ้ากลับไป เอาหม้อดินติดมือไปด้วย ไปก่อก้อนหินต้มกินกันเองเถอะ"

"พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ เห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกลหรือไง? ข้ากับเจียงหว่านมากินข้าวที่นี่ ไม่ต้องตักน้ำ ไม่ต้องหาฟืน แบบนี้ข้าต้องจ่ายเงินเพิ่มด้วยไหม? คนกันเองทำไมต้องคิดเล็กคิดน้อย พี่ใหญ่พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากนับญาติกับข้าแล้วใช่ไหม?"

คำพูดตัดพ้อรุนแรงทำเอาอินหวยซานอึกอักลนลาน

"ไม่... ไม่ใช่นะ! น้องเล็ก พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น!"

อินหวายซีย่อมรู้อยู่แล้วว่าพี่ชายไม่ได้คิดแบบนั้น แต่เพื่อความสงบสุขในภายภาคหน้า นางต้องพูดให้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคงคุมพี่ชายคนนี้ไม่อยู่

ซ่งเหวินฮุ่ยตบไหล่สามีจอมทึ่ม สามีนางฉลาดเป็นกรดเรื่องตำรา แต่พอเจอลูกพี่ลูกน้องคนนี้ทีไร เป็นต้องโดนจูงจมูกทุกที

"น้องเล็ก พี่ชายเจ้าปากหนัก อย่าไปถือสาเลย เดี๋ยวเราต้มไข่เป็ดกัน ไม่ต้องแบ่งให้เขากิน"

อินหวายซีรับมุกทันที ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง

"พี่ใหญ่ ท่านก็เห็นสภาพห้องของข้ากับเจียงหว่าน มันไม่สะดวกทำอาหารเลยสักนิด วันหน้าข้ายังต้องรบกวนท่านกับพี่สะใภ้อีกเยอะ ถ้าท่านมัวแต่เกรงใจ ข้าคงไม่กล้าพาเจียงหว่านมากินข้าวที่นี่อีกแล้ว"

"ไม่เกรงใจแล้ว! เราเป็นครอบครัวเดียวกัน!"

อินหวยซานไม่กล้าพูดเรื่องให้แบกของกลับไปทำเองอีก

"นั่นสิ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไว้รอให้พวกเราร่ำรวยเมื่อไหร่ ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง และมีครัวใหม่เป็นของตัวเอง ถึงตอนนั้นต่อให้พี่จุดธูปเชิญ ข้าก็ไม่มากินที่นี่หรอก"

คำพูดของอินหวายซีทำเอาทุกคนอยากจะหัวเราะ

เมื่อไหร่กันนะที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง เมื่อไหร่กันนะที่จะได้สร้างบ้านใหม่?

แต่เจียงหว่านรู้สึกว่าวันนั้นคงอีกไม่นาน

เพราะทะเลคือขุมทรัพย์ ตราบใดที่น้ำลง พวกเขาก็หาของกินได้มากมาย

ถ้าโชคดีเก็บของมีค่าได้ เรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหา อีกอย่างวิชาแพทย์ของท่านแม่ก็ล้ำเลิศ พอชื่อเสียงเริ่มกระจายออกไป เดี๋ยวก็มีคนมารักษา เก็บค่าหมอมาสร้างบ้านคงไม่ใช่เรื่องยากหรอกมั้ง?

นางไม่อยากได้บ้านดิน นางอยากได้บ้านก่ออิฐถือปูนสักหลัง ปลูกดอกไม้ล้อมรอบ หันหน้าออกสู่ทะเล รับลมฤดูใบไม้ผลิพร้อมดอกไม้บานสะพรั่ง... แค่คิดชีวิตก็ดีเกินบรรยายแล้ว

"เจียงหว่าน? เหม่ออะไรลูก? ใบไม้จะขาดหมดแล้ว"

เจียงหว่านรีบดึงสติกลับมา หันไปล้างใบโกฐจุฬาลัมพาและใบสะระแหน่ คืนนี้ถ้าได้รมควันด้วยสมุนไพรวิเศษพวกนี้ รับรองยุงแมลงไม่กล้ากล้ำกราย

"เอ๊ะ ท่านแม่ ในกระเป๋าเสื้อท่านมีอะไรตุงๆ อยู่ด้วย?"

ดูเหมือนจะเป็นเม็ดอะไรสักอย่าง

"อ้อ! แม่เกือบลืมไปเลย"

อินหวายซีล้วงถั่วกำมือหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้ววางไว้ในตู้กับข้าว

"นี่คือ 'ถั่วสลอด' แม่เก็บมาจากบนเขา ห้ามกินเด็ดขาดนะลูก กินเข้าไปนิดหน่อยก็ท้องเสียรุนแรง ถ้ากินมากอาจถึงตายได้"

ร้ายแรงขนาดนั้นเชียว!

แมแต่อินหนิงยังหูผึ่ง รีบชะโงกหน้ามาดูหน้าตาของถั่วในตู้กับข้าวอย่างพินิจพิเคราะห์ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่แตะต้องมันเด็ดขาด

"ตอนนี้บ้านเรายังไม่มีหีบหรือตู้ไม้ เลยต้องฝากไว้ในตู้กับข้าวชั่วคราว ขอแค่พวกเจ้าไม่ไปยุ่งกับมันก็พอ"

อินหวายซีกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแน่ใจว่าทุกคนจดจำใส่ใจแล้ว นางจึงวางใจหันไปทำงานต่อ

ตลอดช่วงบ่าย ครอบครัวผู้ขยันขันแข็งช่วยกันต้มหน่อไม้จนหมด แล้วนำไปตากบนแผงสานใบปาล์ม มื้อเย็นได้กินแกงจืดผักป่ากับไข่เป็ดต้มคนละฟอง พอให้อิ่มท้องสบายๆ

พี่น้องตระกูลไช่ยังหาจังหวะลงมือไม่ได้ พอฟ้ามืดพวกเขาก็มองอะไรไม่เห็น จึงจำใจต้องซมซานกลับไปที่เพิงพัก วางแผนว่าเช้ามืดพรุ่งนี้จะย้อนกลับมาใหม่

วันรุ่งขึ้น น้ำทะเลยงคงลงในช่วงเช้า สมาชิกบ้านสกุลอินพากันไปขุดหาขุมทรัพย์ที่ชายหาดตามเดิม หอยตลับและหอยสังข์ที่ขุดมาเมื่อวานคายทรายออกหมดแล้ว วันนี้เอามาทำกินได้พอดี อาหารของวันพรุ่งนี้ก็ต้องฝากความหวังไว้กับวันนี้

วันนี้เหมาซุ่ยฟางไม่ได้มาด้วย แต่เป็นเมียตาเฒ่าหนิวกับป้าชิวฟางที่มาแทน

พวกนางรู้ว่าบ้านสกุลอินเพิ่งมาอยู่ใหม่ ยังไม่ประสีประสาเรื่องทะเล จึงอาสามาเป็นคนนำทาง อีกนัยหนึ่งก็เพื่อแสดงให้คนในหมู่บ้านเห็นว่า ครอบครัวนี้มีพวกพ้อง คบหากับคนอื่นเป็น อย่าได้คิดมารังแก

"ท่านแม่ วันนี้ข้าอยากไปหาของกับพี่หญิงกันเอง ขอยืมถังใบหนึ่งได้ไหมเจ้าคะ?"

ยังไม่ทันที่อินหวายซีจะตอบ ป้าชิวฟางก็รีบปลดตะกร้าสะพายหลังของตัวเองออกมาสวมให้เจียงหว่านทันที

"เด็กตัวแค่นี้ถือถังไม้ไม่ไหวหรอก มันหนักเกินไป เอาตะกร้านี้ไปใช้ดีกว่า"

ป้าชิวฟางสำนึกในบุญคุณของอินหวายซี ด้วยความรักใคร่ในตัวแม่ จึงเผื่อแผ่ความเอ็นดูมาถึงเจียงหว่านด้วย นางแอบคิดในใจว่าพรุ่งนี้ต้องให้สามีสานตะกร้าเพิ่มอีกสักสองใบ

"ขอบคุณเจ้าค่ะยายชิวฟาง ท่านแม่ ข้ากับพี่หญิงไปก่อนนะ!"

"ไปเถอะ ไปเถอะ อย่าวิ่งไปไกลนักล่ะ"

อินหวายซีมั่นใจในตัวลูกสาวมาก แต่ก็อดห่วงไม่ได้ นางมองส่งเด็กสาวสองคนวิ่งลับสายตาไปไกลแล้วจึงค่อยหันกลับมาทำงานต่อ

เวลานี้ คนว่างงานแทบทั้งหมู่บ้านต่างมุ่งหน้าสู่ทะเลเพื่อหาของกิน คนตระกูลไช่กว่าครึ่งก็ไปกับเขาด้วย ส่วนที่เหลือคอยดูต้นทางให้สองพี่น้องบ้านรองอยู่ที่ทางแยก

สองพี่น้องบ้านรองยังหนุ่มแน่นและใจกล้าบ้าบิ่น พวกมันแอบย่องเบาเข้าไปในบ้านสกุลอินได้อย่างง่ายดาย

เป้าหมายคือเงิน ดังนั้นจึงเริ่มค้นที่เรือนหลักก่อน พวกมันรื้อไม้กระดานเตียงทั้งสองห้องจนกระจุยกระจายแต่ก็ไม่พบอะไร

"เป็นไปไม่ได้! เมื่อวานพวกมันยังซื้อไข่กับปลามาอยู่เลย"

"หรือว่าพวกมันจะใช้เงินก้อนสุดท้ายไปแล้ว?"

พี่ชายคนรองเลียริมฝีปากอย่างเจ็บใจ ก่อนจะค้นห้องอย่างละเอียดอีกรอบแต่ก็คว้าน้ำเหลว จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ห้องครัว

"ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องมีของกิน ไข่กับปลาเมื่อวานพวกมันคงกินไม่หมดหรอก"

สองพี่น้องย่องเข้าครัว ทันใดนั้นสายตาก็ปะทะเข้ากับปลาเค็มที่ห้อยอยู่บนผนังและไข่เป็ดในตู้กับข้าว

ไม่ได้กินไข่มานานจนน้ำลายสอ พวกมันรีบโกยไข่เป็ดเข้าสู่อ้อมอกทีละฟอง ปลดปลาเค็มลงมาเตรียมขนกลับ ผักป่าและสมุนไพรที่ล้างสะอาดวางอยู่ก็ถูกรื้อกระจุยกระจาย

"พี่รอง ตรงนี้มีถั่วกองเบ้อเริ่มเลย!"

"เอาไปให้หมด! อย่าให้เหลือถึงปากพวกมันแม้แต่เม็ดเดียว!"

หึ อินหวายซีกับลูกสาวทำตัวเองแท้ๆ ทำให้บ้านข้าต้องไร้ที่อยู่ พวกมันไม่สมควรจะมีอะไรกิน

"ไป รีบกลับบ้านไปต้มกินให้หมด"

ถึงจะหน้าด้านแต่ก็ยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างที่ต้องมาเป็นขโมย ทางที่ดีต้องรีบกินทำลายหลักฐานให้เร็วที่สุด

สองพี่น้องขนของพะรุงพะรัง แบกความหายนะกลับบ้านไปอย่างมีความสุข

จบบทที่ บทที่ 10 หัวขโมย

คัดลอกลิงก์แล้ว