เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ออกล่าทะเลครั้งแรก

บทที่ 6 ออกล่าทะเลครั้งแรก

บทที่ 6 ออกล่าทะเลครั้งแรก


บทที่ 6 ออกล่าทะเลครั้งแรก

เหมาชุ่ยฟางไม่ได้เก็บหอยกาบนั้นใส่ตะกร้าตัวเอง แต่ยื่นให้เจียงหว่านกับอินหนิงแทน

"เอานี่ไปเล่นสิ หรือจะใช้เป็นตัวอย่าง เอาไปขุดดูแถวชายหาดก็ได้ ถ้าเจอตัวไหนหน้าตาแบบนี้ก็เก็บมานะ"

เจียงหว่านไม่ได้ยื่นมือรับ แต่อินหนิงไม่อยากเสียมารยาทจึงรับมาถือไว้

"ขอบคุณค่ะ..."

เสียงของเด็กสาวนุ่มนวลไพเราะ จนเหมาชุ่ยฟางรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย เธอรีบหันไปคว้าตัวผู้ใหญ่สามคนแล้วสอนวิธีหาของทะเลต่อ

สองพี่น้องเดินตามหลัง ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่ เจียงหว่านอยากจะปลีกตัวออกจากกลุ่มไปหาปูหาปลาที่อื่น ส่วนอินหนิงจิตใจจดจ่ออยู่กับหอยกาบในมือ

หอยกาบตัวอวบขนาดกำลังดี สีสันไม่ฉูดฉาดแต่ลวดลายสวยงาม น้ำหนักตึงมือ ไม่ต้องแงะดูก็รู้ว่าเนื้อข้างในต้องแน่นเปรี๊ยะ

โครกคราก...

เสียงท้องร้องดังขึ้น อินหนิงหน้าเจื่อนทันที เมื่อเช้าเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว

"พี่หญิง เราไปตรงโขดหินตรงนั้นกันเถอะ ในหนังสือบอกว่าแถวโขดหินปูเยอะ"

เจียงหว่านรู้ดีว่าถ้าไปคนเดียว ท่านลุงต้องไม่อนุญาตแน่ แต่ถ้าหนีบ 'พี่หญิง' ไปด้วยก็น่าจะผ่านฉลุย

ตอนแรกอินหนิงปฏิเสธ เพราะยังอยากขุดหอยกาบต่อ แต่ทนลูกตื๊อของน้องสาวไม่ไหว แถมพอน้องบอกว่าปูมีค่ามากกว่าหอย สุดท้ายเธอก็ยอมตกลง

พอได้ยินว่าสองสาวจะไปเล่นแถวโขดหินด้านหน้า อินหวยซีก็ไม่ขัดข้อง

ลูกสาวเธอโตเป็นสาวแล้ว แถมเรื่องหาของป่าหาอาหารนี่ถนัดนัก ไม่มีอะไรต้องห่วง

อินหวยซานกับภรรยายิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ เพราะลูกสาวเอาแต่ซึมเศร้าจนพวกเขากลุ้มใจ พอเห็นลูกยอมออกไปเล่นกับน้องสาว ย่อมอยากให้ลูกได้ผ่อนคลายเต็มที่

ในเมื่อผู้ใหญ่ทั้งสามอนุญาต เหมาชุ่ยฟางก็พูดอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ยังกำชับด้วยความเป็นห่วง

"จะไปเล่นแถวโขดหินต้องระวังให้มากนะ หินพวกนั้นมีเพรียงกับหอยนางรมเกาะอยู่เต็มไปหมด เปลือกมันคมกริบ ถ้าล้มไปโดนเข้า ได้เลือดแน่นอน"

ขนาดเตือนกันทุกปี เด็กในหมู่บ้านก็ยังเจ็บตัวกันประจำ พื้นที่โขดหินค่อนข้างอันตรายสำหรับเด็กๆ

"แล้วก็ บางทีอาจจะมีปูวิ่งออกมาจากซอกหิน หรือมีปลาติดอยู่ในแอ่งน้ำขัง เตรียมใจไว้หน่อยนะ จะได้ไม่ตกใจ"

คนเราพอตกใจมักจะลนลาน ถ้าไปตกใจแถวโขดหิน เดี๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุเอาได้ง่ายๆ

พอได้ยินว่าอันตราย อินหวยซานกับภรรยาก็ทำท่าจะห้าม แต่ยังไม่ทันอ้าปาก เจียงหว่านก็ลากอินหนิงวิ่งจู๊ดไปแล้ว

"วิ่งช้าๆ หน่อย!"

"ระวังตัวด้วย อย่าไปไกลนักล่ะ!"

ผู้ใหญ่จะทำอะไรได้ นอกจากตะโกนเตือนไล่หลัง

"รับทราบค่า!"

เสียงเจียงหว่านสดใส ร่าเริง ลากพี่สาววิ่งไปโดยไม่หันกลับมามอง

อินหนิงรู้สึกว่าไม่ควรวิ่งเร็วขนาดนี้ตามความเคยชิน แต่เห็นน้องสาวมีความสุขขนาดนี้ เธอเลยไม่อยากขัด และไม่รู้ทำไม การได้วิ่งโต้ลมแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก จนอยากจะสะบัดมือน้องสาวแล้ววิ่งลงทะเลไปคนเดียวเสียเดี๋ยวนั้น

เธอไม่เคยเห็นทะเลกว้างใหญ่ขนาดนี้มาก่อน สีฟ้าครามชวนหลงใหลจนอยากจะหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของมันตลอดไป

"พี่หญิง? พี่หญิง?"

เจียงหว่านเรียกอยู่หลายคำกว่าพี่สาวจะรู้สึกตัว พอสบสายตาเหม่อลอยคู่นั้น เจียงหว่านใจหายวาบ สมองแล่นเร็วรี่ รีบคว้ากิ่งไม้มาส่งให้

"พี่หญิง ถือกิ่งไม้นี้ไว้ เดี๋ยวเรามาแหย่รูปูกัน!"

โขดหินอยู่ใกล้แค่นี้ เจียงหว่านเลิกลากพี่สาววิ่ง แต่เริ่มสอดส่ายสายตามองหาจุดที่ปูชอบซ่อนตัวตามสัญชาตญาณ

อินหนิงมองดูน้องสาวที่นอนหมอบราบกับพื้น ส่องโน่นมองนี่ จู่ๆ ก็ร้องบอกว่าเจอปูแล้ว ให้เธอช่วยหน่อย

"พี่หญิง เมื่อกี้ข้าเห็นปูหลบอยู่ใต้หินก้อนใหญ่ก้อนนั้น พี่มาช่วยแหย่ทางนี้หน่อย แหย่ไปมาแบบนี้นะ เดี๋ยวข้าจะไปดักจับอีกทาง"

เจียงหว่านไม่กล้าให้พี่สาวจับปู แค่ให้มีส่วนร่วมในการล่าก็พอ

"พี่หญิง แหย่เร็วเข้า!"

"ด... ได้ๆ..."

อินหนิงไม่รู้ว่าปูอยู่ตรงไหน แต่ก็ยอมย่อตัวลงทำตามที่น้องบอก แหย่กิ่งไม้ยาวๆ เข้าไปใต้แผ่นหิน แล้วแกว่งไปมาไม่หยุด

เจ้าตัวเล็กที่จนตรอกอยู่ในมุมมืดใต้แผ่นหิน โดนกวนอยู่ไม่กี่ทีก็ทนไม่ไหว ต้องวิ่งหนีออกมาอีกทาง

มันนึกว่าจะรอดแล้ว แต่พอโผล่หัวออกมา ก็เจอกับฝ่าเท้าขนาดใหญ่เหยียบลงมาเต็มๆ

เจียงหว่านเคยโดนปูหนีบจนเข็ดขยาดตอนจับมือเปล่า หลังๆ มานี้เวลาจับปู เธอเลยติดนิสัยใช้เท้าเหยียบกระดองไว้ก่อน แล้วค่อยเอื้อมมือไปจับ

"ฮิฮิ ~ ปูทะเลตัวเบ้อเริ่มเลย ~ พี่หญิง พี่หญิง มื้อเที่ยงเรามีปูเผาอร่อยๆ กินแล้ว!"

เด็กสาวสูดน้ำลาย ท่าทางอยากกินจริงๆ

"นี่คือปูเหรอ??"

อินหนิงมองดูสิ่งมีชีวิตในมือน้องสาวอย่างสงสัยใคร่รู้ ก้ามของมันกางออกไปมา กระดองสีเขียวเข้มดูแข็งโป๊ก ขาเล็กแปดขาและก้ามคู่โตขยับยุกยิกพยายามดิ้นหนีจากมือน้องสาว ตาสองข้างปูดโปน ปากหน้าตาประหลาดน่าเกลียด

น่าเกลียดจริงๆ นั่นแหละ...

"มันกินได้จริงเหรอ?"

"แน่นอน ปูทะเลอร่อยจะตาย!"

คำยืนยันอย่างมั่นอกมั่นใจของน้องสาวทำให้อินหนิงมองอย่างระแวง เจียงหว่านรีบเสริม "ในหนังสือบอกว่าปูทะเลเป็นปูที่อร่อยมาก กลับไปย่างกินเดี๋ยวก็รู้เอง"

อินหนิงกลืนน้ำลาย นึกภาพตัวเองกินเจ้าตัวประหลาดนี้ไม่ออกเลย

"ไปเถอะพี่หญิง ไปหาข้างหน้ากันต่อ"

เจียงหว่านหยิบหญ้าแห้งมามัดปูแล้วถือไว้ เดินหน้าหาตัวที่สองอย่างกระตือรือร้น อินหนิงไม่กล้าแตะต้องมัน แต่ถ้าให้เป็นลูกมือถือไม้คอยแหย่ล่ะก็พอไหว

ทั้งสองเจอปูทะเลอีกตัวในซอกหินอย่างรวดเร็ว ขณะกำลังแหย่ไม้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียง ตุ้บ เหมือนมีอะไรหล่นลงมา

"เอ๊ะ? พี่หญิง เหมือนพี่จะแหย่โดนหอยสังข์เข้าแล้ว!"

แสงในซอกหินค่อนข้างสลัว แถมโขดหินก็เต็มไปด้วยเปลือกหอยนางรมและเพรียงเกาะแน่นจนเจียงหว่านไม่ทันสังเกตว่ามีหอยสังข์อยู่ข้างใน

หลังจากสองพี่น้องต้อนปูทะเลออกมาจับได้สำเร็จ เจียงหว่านก็รับไม้ต่อ แหย่เข้าไปในซอกหิน อินหนิงไม่รู้ว่าหอยสังข์ที่น้องพูดถึงคืออะไร แต่ไม่นานก็เห็นน้องสาวเขี่ยก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งออกมา

"ฮิฮิ! พี่หญิง มื้อเที่ยงนี้ลาภปากแล้ว!"

เจียงหว่านถือหอยมะระหนักอึ้ง ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว

หอยมะระถือเป็นหอยสังข์ขนาดใหญ่ ตัวที่อยู่ในมือเธอใหญ่เกือบเต็มฝ่ามือ น้ำหนักอย่างต่ำเจ็ดแปดขีด แกะเปลือกออกแล้วเนื้อยังเหลือเพียบ

"พี่หญิง สายตาพี่ดีจริงๆ ช่วยมองหาหอยแบบนี้ให้หน่อยนะ หรือตัวเล็กกว่านี้ก็ได้"

อินหนิงรับหอยมะระมาพิจารณาดูอย่างละเอียด ดูยังไงก็ก้อนหินชัดๆ แต่ในเมื่อน้องสาวอยากได้ เธอก็จะช่วยหา จะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่านเวลาว่างๆ

สองพี่น้องมุดๆ คลานๆ อยู่แถวโขดหิน เจอปูก็ขุด เจอหอยก็งัด เผลอแป๊บเดียวเดินไปได้นิดเดียว แต่ของเต็มไม้เต็มมือจนถือไม่ไหว

ช่วยไม่ได้ ถังไม้สามใบอยู่ที่ผู้ใหญ่หมด พวกเธอทำได้แค่ขนปูทะเลกับหอยสังข์กลับไปก่อน ขณะกำลังจะหอบของกลับ สายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในแอ่งน้ำตื้นๆ ไม่ไกล

"น้องหญิง นั่นเหมือนปลาเลย!"

อินหนิงในที่สุดก็เจอสิ่งที่คุ้นเคย รีบถลาเข้าไปดู ทันใดนั้นเธอก็เห็นปลาจริงๆ กำลังดิ้นอยู่ในแอ่งน้ำ และมันคือปลากะพงทะเลที่มีคุณค่าทางอาหารสูงปรี๊ด

เจียงหว่านได้ยินยายกับแม่พูดมาตั้งแต่เด็กว่ากินปลากะพงแล้วดีต่อเด็ก เธอกินมาตั้งแต่เล็กจนโต จนได้ยินชื่อก็อยากจะอ้วก

แต่ตอนนี้ พอเห็นเจ้าปลากะพงตัวนี้ ในหัวเธอกลับคิดแต่เมนูอาหาร

นึ่งซีอิ๊ว?

ปลาเผา?

ต้มยำ?

เธอกลืนน้ำลายเอือก แทบจะอดใจไม่ไหว

"พี่หญิง กลับกันเถอะ!"

เห็นของเต็มกระโปรงแบบนี้ คนที่บ้านต้องตกใจแน่

"น้องหญิง ปลาตัวนี้..."

แน่นอนว่าเธออยากเอาปลาสดๆ กลับไป แต่เธอไม่กล้าจับ

และเธอกับน้องสาวก็ถือของพะรุงพะรังอยู่แล้ว ขืนหิ้วปลาดิ้นพล่านไปด้วยต้องลำบากแน่ๆ

ขณะที่อินหนิงกำลังพูด เธอก็เห็นน้องสาวผู้บอบบางคว้าหางปลา ยกขึ้นฟาดกับโขดหินเต็มแรง

ผัวะ ผัวะ

ปลากะพงแน่นิ่งไปทันที

อินหนิงอ้าปากค้าง "..."

"พี่หญิง ดูสิ มันเรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ รีบกลับกัน"

เจียงหว่านถลกชายกระโปรงขึ้นทำเป็นถุง ใส่ปู หอย และปลาลงไปรวมกัน แล้วรวบผ้าเข้าหากัน มองจากภายนอกเห็นแค่ว่าในถุงกระโปรงมีของเยอะแยะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

"น้องหญิง ทำแบบนี้ไม่งามเลย รีบเอาลงเดี๋ยวนี้..."

อินหนิงถูกสอนมารยาทกุลสตรีมาแต่เล็กแต่น้อย การถลกกระโปรงกลางที่สาธารณะแบบนี้มันเกินงามไปจริงๆ เธอจึงรีบห้ามทันที

ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิมคงไม่ทำแบบนี้แน่ แต่ตอนนี้เป็นเจียงหว่าน เธอไม่ฟังหรอก

"พี่หญิง ~ ใต้กระโปรงยังมีกางเกงอีกตั้งตัว ไม่โป๊หรอก

แล้วดูเด็กๆ แถวนี้สิ แต่งตัวโป๊กว่าข้าอีก

หมู่บ้านชาวประมงก็แบบนี้แหละ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสิ"

อินหนิงเผลอมองไปที่เด็กๆ แถวนั้นตามคำบอก

เด็กๆ ที่มาหาของทะเลเตรียมตัวมาพร้อมกว่าพวกเธอ มีถังไม้ ตะกร้า เสียมเล็ก คราดอันน้อย ขุดหาหอยกันอย่างสนุกสนาน

เด็กผู้ชายใส่เสื้อสั้นกางเกงขาสั้นโชว์น่อง ส่วนเด็กผู้หญิงเสื้อมีแขนแต่ก็ถลกขึ้นมาสูง กางเกงก็เหมือนกัน

การแต่งกายแบบนี้ถ้าอยู่ในเมืองหลวงคงโดนพวกตาแก่หัวโบราณติฉินนินทาว่าไร้ยางอาย แต่ในหมู่บ้านชาวประมงนี้ ดูเหมือนใครๆ ก็แต่งกันแบบนี้

อินหนิงรู้สึกตกใจเล็กน้อย เทียบกันแล้ว การที่น้องสาวถลกกระโปรงขึ้นมาหน่อยก็ดูไม่น่าเกลียดเท่าไหร่แล้ว

เจียงหว่านไม่ปล่อยให้พี่สาวคิดมาก มือหนึ่งหอบชายกระโปรง อีกมือฉุดแขนพี่สาว สองพี่น้องวิ่งเหยาะๆ กลับไปสมทบกับผู้ใหญ่

ตอนนั้น เหมาชุ่ยฟางกำลังอธิบายเรื่องเวลาน้ำขึ้นน้ำลงให้ทั้งสามคนฟัง พอเห็นกองของที่สองสาวขนกลับมา เธอก็เบิกตากว้าง

"คุณพระช่วย แม่หนูสองคนนี่เก่งจริงๆ!"

ปูทะเลสี่ตัว หอยสังข์ตัวเป้งเก้าตัว แถมปลากะพงหนักสองสามชั่งอีกหนึ่งตัว!

สองคนนี้หายไปแค่ครึ่งชั่วโมงเองไม่ใช่เหรอ?

หาของได้ขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ ถือว่าฝีมือไม่ธรรมดาเลย

"เคยจับปูมาก่อนเหรอ? มัดปูซะแน่นเชียว"

คำทักทายง่ายๆ ของเหมาชุ่ยฟางทำเอาเจียงหว่านเหงื่อตก

เธอประมาทไปหน่อย ตอนจับได้ก็หาอะไรมามัดตามสัญชาตญาณ ลืมไปว่าคุณหนูในห้องหอที่ไหนจะมัดปูเป็น

อินหวยซียิ้มบางๆ แก้ต่างให้ลูกสาว

"แกเป็นเด็กซน ชอบเล่นน่ะค่ะ เมื่อก่อนมีสาวใช้มาจากบ้านป่า บอกว่าปูจับสนุกแถมอร่อย แกเลยตื๊อให้ฉันซื้อปูให้ แต่แถวบ้านเราไม่มีปูตัวใหญ่แบบนี้หรอก มีแต่ปูนาตัวเล็กๆ ฉันเลยซื้อมาให้แกเล่นแก้ขัดไป"

เหมาชุ่ยฟางรู้สึกอิจฉาแวบหนึ่ง

แม้ครอบครัวนี้จะตกอับ แต่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นคุณหนูผู้ดี ใช้ชีวิตสุขสบายแบบที่เธอจินตนาการไม่ออก

น่าเสียดายจริงๆ...

"สาวใช้คนนั้นคงหลอกคุณแล้วล่ะ ปูเอาไว้เล่นน่ะได้ แต่อย่ากินเชียวนะ หอยสังข์พวกนี้ก็กินไม่ได้เหมือนกัน"

สองแม่ลูกใจแป้ว รีบถามสวน "ทำไมล่ะคะ?"

"เพราะกินแล้วป่วยง่ายน่ะสิ หอยพวกนี้เมื่อก่อนชาวบ้านอดอยากก็เคยเก็บมากิน แต่กินแล้วคลื่นไส้อาเจียน บางคนปวดท้องไม่หาย ถึงขั้นตายก็มี ส่วนปูน่ะ ผู้ชายกินได้ แต่ผู้หญิงห้ามกิน คนเฒ่าคนแก่บอกว่าปูมันเป็นของแสลงสำหรับผู้หญิงอย่างแรง ปีก่อนมีลูกสะใภ้ในหมู่บ้านตะกละแอบกินไปจานนึง คืนนั้นแท้งลูกเลย"

"เอาเป็นว่า หาดเรามีหอยกาบเยอะแยะ นานๆ ทีก็เก็บกุ้งเก็บปลาได้ ไม่ต้องไปกินของพวกนั้นหรอก"

เหมาชุ่ยฟางอธิบายคร่าวๆ ว่าของทะเลอะไรบ้างที่เก็บไม่ได้ ในความเข้าใจของชาวบ้านแถวนี้ หอยสังข์ ปู และหอยเม่น ล้วนเป็นของกินไม่ได้ ซึ่งทำเอาสองแม่ลูกตาลุกวาว

ในเมื่อคนแถวนี้ไม่กินปูกับหอยสังข์ งั้นก็เสร็จโจรน่ะสิ!

เจียงหว่านไม่กลัวอันตรายที่เหมาชุ่ยฟางพูดถึง หอยสังข์บางชนิดถ้าทำไม่สุกหรือล้างไม่สะอาด กินเข้าไปก็คลื่นไส้อาเจียนได้จริงๆ ส่วนปูมันเป็นของฤทธิ์เย็น ไม่เหมาะกับผู้หญิงกิน 'ปริมาณมาก' ย้ำว่า 'ปริมาณมาก'

ปัญหามันชัดเจน ขอแค่ทำความสะอาดดีๆ ปรุงสุก และกินแต่พอดี ก็กินได้ไม่มีปัญหา

เธอจำได้ว่าสมัยก่อนเธอกินปูทีเดียวสี่ตัว หอยสังข์อีกสองกิโล ก็ยังสบายดี แข็งแรงปานม้าดีดกะโหลก

แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเถียงป้าชุ่ยฟาง เพราะแกก็หวังดี

ทุกคนพยักหน้ารับรู้ พอเห็นว่าเวลายังเหลือ เหมาชุ่ยฟางเลยปลดตะกร้าส่วนตัวส่งให้สองพี่น้อง บอกให้ไปเดินดูรอบๆ เผื่อจะเก็บปลาได้อีกสักตัว

เจียงหว่านอารมณ์ดี ผูกตะกร้าเข้ากับเอวอย่างคล่องแคล่ว

"พี่หญิง ข้าดูทะมัดทะแมงไหม?"

อินหนิงหลุดจากภวังค์ความคิด มองดูน้องสาว แล้วรู้สึกเหมือนเห็นภาพซ้อนกับเด็กชาวบ้านกลุ่มเมื่อกี้

เธออดทึ่งในใจไม่ได้ น้องสาวเธอช่างปรับตัวเก่งเหลือเกิน

ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าน้องสาวโตมาในห้องหอเหมือนเธอ มองปราดเดียวคงนึกว่าเป็นลูกหลานชาวประมงแน่ๆ

"พี่หญิง รอบนี้เราไปไกลอีกหน่อย ไปหาแถวน้ำทะเลกัน"

"ได้สิ พี่ตามใจเจ้า"

อินหนิงไม่รู้จะทำอะไร ก็ตามใจน้องไปละกัน

สองพี่น้องวิ่งเหยาะๆ เลียบชายหาด ผ่านแนวโขดหิน ไปจนถึงแนวน้ำลดต่ำสุด ปะทะสายลมทะเล

แถวนี้มีชาวบ้านมาหาของกันเยอะ นานๆ ทีจะได้ยินเสียงเด็กๆ ร้องดีใจที่เจอของดี

เจียงหว่านตาไว เห็นเด็กสองคนกำลังบีบน้ำออกจากก้อนอะไรสักอย่างในมือ

นั่นมันหอยตะเภานี่นา!!

หอยตะเภามันชอบมุดทรายแต่ไม่ค่อยเนียน แค่เห็นทรายนูนๆ ขึ้นมาหน่อยก็รู้แล้วว่ามีตัวอะไรอยู่ข้างล่าง หาเจอง่ายจะตาย

หอยพวกนี้ตัวไม่ใหญ่เท่าหอยมะระ แต่เนื้อแน่นมาก เวลาขุดขึ้นมา เนื้อที่ยื่นออกมาบางทีใหญ่กว่าฝ่ามือเสียอีก แต่พอบีบน้ำออกปุ๊บ เนื้อก็จะหดเหลือเป็นก้อนกลมๆ นิดเดียว

เจียงหว่านชอบหอยตะเภามาก ทุกครั้งที่จับได้ เธอจะบีบน้ำออกแรงๆ รู้สึกสะใจหายเครียดดี

"พี่หญิง ในหนังสือบอกว่าไอ้ตัวที่พ่นน้ำได้นั่นคือหอยตะเภา เราไปหากันเถอะ มองหาเนินทรายนูนๆ แล้วขุดเลย"

อินหนิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก้มหน้ามองหาตามพื้นทรายทันที

บนหาดทรายยาวเหยียด สองพี่น้องค่อยๆ คืบคลานไปเหมือนมดตัวน้อย

เกือบจะพร้อมกัน ทั้งคู่เจอเนินทรายเล็กๆ และขุดหอยตะเภาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

"ตัวใหญ่จัง!"

ตาอินหนิงเป็นประกายเมื่อเห็นเนื้อหอยก้อนโต นี่มันเนื้อล้วนๆ!

"น้องหญิง!"

เธอหันไปจะอวดน้องสาว แต่กลับเห็นน้องสาวปัดทรายออกจากเนื้อหอย แล้วกอบมันไว้ในมือ ก่อนจะออกแรงบีบเต็มเหนี่ยว

!!!

น้ำพุ่งออกมาเป็นสายเล็กๆ นับไม่ถ้วน เนื้อหอยอวบอัดหดตัวลงเหลือเป็นก้อนกลมเล็กนิดเดียวทันตาเห็น

อินหนิงมองตาค้าง แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่าวิธีของน้องสาวมันน่าสนุกชะมัด

เธอเลยเลียนแบบน้องสาว ปัดทรายออก แล้วบีบเต็มแรง

อ้า!

ความรู้สึกนี้มัน... บอกไม่ถูก วินาทีที่น้ำพุ่งออกมา เธอรู้สึกเหมือนใจที่หนักอึ้งเบาลงไปเปลาะหนึ่ง เหมือนโซ่ตรวนบางอย่างถูกปลดออก

อยากบีบอีกตัวจัง!

"พี่หญิง สนุกใช่ไหมล่ะ ~"

เจียงหว่านยิ้มร่า โยนหอยตะเภาที่แห้งสนิทลงตะกร้า

"ข้าเห็นว่าแถวนี้ยังมีอีกเพียบเลย รีบเก็บกันเถอะก่อนน้ำขึ้น"

"อื้อ!"

อินหนิงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้าง ในที่สุดก็หลุดพ้นจากอาการเหม่อลอยเสียที

สองพี่น้องก้มหน้าก้มตาค้นหาบนหาดทรายอย่างตั้งใจ

จบบทที่ บทที่ 6 ออกล่าทะเลครั้งแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว