- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 19 - แดนลับ
บทที่ 19 - แดนลับ
บทที่ 19 - แดนลับ
บทที่ 19 - แดนลับ
เมื่อตะวันลับฟ้า การประลองในครั้งนี้ก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
ตอนที่เฟิงจื่อหยางประกาศชัยชนะ เจียงหลีรู้สึกสมองโล่งสบาย จิตใจดั่งจมดิ่งสู่ห้วงน้ำลึก แต่ไม่ได้รู้สึกอึดอัด กลับมีความสงบเงียบงัน จิต ไหลรินดั่งสายน้ำ กระเพื่อมไหวในใจ ให้ความรู้สึกเป็นอิสระเหนือสิ่งอื่นใด
น่าเสียดายที่ความรู้สึกนี้คงอยู่เพียงชั่วพริบตา เจียงหลียังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับมัน จิตก็ “ตื่น” ขึ้นมาเสียก่อน ฟ้าดินยังคงเป็นฟ้าดิน จิตใจก็ยังคงเป็นจิตใจดวงเดิม
เพียงแต่รู้สึกว่าการไหลเวียนของปราณแท้คล่องตัวขึ้น แทบจะเพียงแค่ความคิดขยับ ปราณก็ไปถึง จิตและปราณผสานเป็นหนึ่ง ไร้อุปสรรคขัดขวาง
‘ยังห่างไกลนัก’ เจียงหลีถอนหายใจในใจ
เขาต่อสู้ตั้งแต่เช้ายันเย็น พิสูจน์คำพูดโอหังของตัวเอง แต่เขาก็ยังไม่ใช่ผู้ไร้เทียมทานในขั้นเก้าอย่างแท้จริง อย่าว่าแต่ทั่วหล้าที่มีขั้นเก้าอีกมากมาย แม้แต่ในสำนักติ่งหูเอง ก็ยังมีบางคนที่ไม่ได้ปรากฏตัว
พวกเขาไม่ได้ขึ้นเวทีเพราะคำสั่งของผู้อาวุโส ทำให้สถิติชัยชนะของเจียงหลีดูไม่สมบูรณ์แบบนัก
‘หากต้องการเป็นขั้นเก้าอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆ ก็ต้องตระเวนท้าสู้ทั่วหล้า หรือไม่ก็...... ข้ามรุ่นไปล้มขั้นแปด’
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว แต่เจียงหลีก็กดมันลงไปอย่างเงียบๆ
ยังไม่ใช่เวลา
ในเวลานั้น เฟิงจื่อหยางร่อนลงมาบนเวทีวายุเมฆา ถามเจียงหลีว่า “ผลัดเอ็น ฝากระดูก จะทำเมื่อไร?”
เจียงหลีครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเหลือบไปเห็นฉีฉางเซิงที่อยู่ด้านล่าง ทำท่าทางไหว้พระสวดมนต์ขอพร
นั่นคือการขอร้องให้เขารีบส่งเฟิงจื่อหยางไปให้พ้นๆ
เดิมทีฉีฉางเซิงต้องไปนอนคุกที่หุบเขาสนองคืนตั้งแต่วันนี้ แต่กลับแอบหนีมาดูเรื่องสนุกที่นี่ ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา โทษหนักรออยู่แน่นอน
แต่โทษหนักเขาไม่กลัว อย่างมากก็แค่นอนคุกเพิ่มอีกไม่กี่วัน ที่กลัวคือเฟิงจื่อหยางจะสั่งสอนให้เจ็บตัวต่างหาก
ดังนั้น ตอนนี้ฉีฉางเซิงจึงอยากให้เฟิงจื่อหยางรีบไปเสียที
ช่างเถอะ เห็นแก่ที่ศิษย์พี่ฉีวันนี้หลอก...... แค่กๆ เห็นแก่ที่วันนี้ช่วยกระตุ้นให้ศิษย์ฝ่ายนอกขึ้นมาท้าประลอง ก็ช่วยเขาสักหน่อยแล้วกัน
อีกอย่าง เจียงหลีเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า รากเหง้าของเรื่องราวที่ผลักดันให้เขามาถึงจุดนี้คืออะไร
“ตอนนี้เลยครับ” เจียงหลีตอบ
เฟิงจื่อหยางพยักหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบดั่งกระบี่กวาดมองไปที่ด้านล่างเวทีแวบหนึ่ง ก่อนจะตบกระบี่ที่เอว
“เชิ้ง”
เสียงกระบี่กังวาน สายน้ำฤดูใบไม้ร่วง (กระบี่) ออกจากฝัก กระบี่บินกลายเป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์หมุนวนรอบกาย แล้วหอบหิ้วทั้งสองคนเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ศิษย์พี่เจียง!!!” ฉีฉางเซิงเห็นดังนั้น ก็ตะโกนด้วยความตื่นเต้น
“ศิษย์พี่เจียง!” ศิษย์คนอื่นๆ ที่ยังอารมณ์ค้างอยู่ก็ตะโกนตาม
ฉีฉางเซิงตะโกนอีกครั้ง “ศิษย์พี่เจียง เรารักท่านนะ”
“ศิษย์พี่เจียง เรารักท่านนะ”
เสียงตะโกนดังกึกก้อง สะท้อนกังวานอยู่บนเวทีวายุเมฆาไม่จางหาย
...... ...... อีกด้านหนึ่ง กระบี่เหาะเหินสู่ท้องนภา ไม่ได้มุ่งหน้าเข้าสู่เกาะเฉียวซาน แต่กลับมุ่งตรงลงใต้
เมฆหมอกสองข้างทางแปรเปลี่ยน ทิวทัศน์ท้องฟ้าผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเส้นตรง แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งสองที่อยู่ภายใน
แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์กั้นลมแรงในที่สูง ภายในมั่นคงนิ่งสนิท การโดยสารระดับเฟิร์สคลาสไม่แพ้เครื่องบินในชาติก่อน
กระบี่แสงเหาะลงใต้ไปกว่าร้อยลี้ ก่อนจะหักเลี้ยวลงสู่เกาะที่มีชีวิตชีวาแห่งหนึ่ง
เมื่อเข้าใกล้เกาะจากด้านบน เหลือระยะห่างประมาณร้อยเมตร เจียงหลีก็สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ไอร้อนแผ่ซ่าน และยิ่งเข้าใกล้ อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้น เมื่อทั้งสองลงจอดบนเกาะ สภาพอากาศก็เปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อนอย่างชัดเจน
แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมต้นไม้สองข้างทางเป็นสีแดงฉาน แต่ไม่อาจลดทอนพลังชีวิตอันเข้มข้น นี่เป็นภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ
กลิ่นหอมสดชื่นลอยมาตามลมเข้าจมูกเจียงหลี ร่างกายที่ผ่านศึกมาอย่างยาวนานพลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีความรู้สึกคึกคักอยากระบายออก
สู้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้ส่วนใหญ่เจียงหลีจะรอกินแรงและมียาตันช่วยฟื้นฟู แต่ร่างกายก็ยังล้า ทว่าตอนนี้ เพียงแค่ได้กลิ่นหอม ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็มลายหายไป นี่ทำให้เจียงหลีอดคาดเดาไม่ได้
“ที่นี่คือแดนลับสำหรับปลูกสมุนไพรวิเศษ หรือ?” เจียงหลีอดถามไม่ได้
ภายใต้ยุคเสื่อมถอยที่มีไอชั่วร้ายทั้งห้า สมุนไพรธรรมดายังพอรอดตัว แต่สมุนไพรวิเศษที่ต้องการพลังวิญญาณ ล้วนเกิดการกลายพันธุ์ ไม่ก็เหี่ยวเฉาตาย ไม่ก็กลายเป็นของอัปมงคลรูปร่างประหลาด
มีเพียงขุมกำลังใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถรักษาพันธุ์สมุนไพรวิเศษไว้ได้บ้างด้วยมาตรการทันท่วงที แต่การดูแลรักษาก็ยังยากลำบาก
เจียงหลีไม่คิดเลยว่า ตัวเองจะได้มาเยือนสถานที่ที่เคยได้ยินแต่ในตำนาน หากเขาเดาไม่ผิด ต้นตอของกลิ่นหอมนั้น ก็คือสวนสมุนไพร
เฟิงจื่อหยางได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าเล็กน้อย แต่แล้วก็ส่ายหน้า
เขาชี้ไปข้างหน้า กล่าวว่า “เดินตามทาง มีคนรอ ไขข้อข้องใจ”
พูดจบ แสงกระบี่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เฟิงจื่อหยางเหาะตามกระบี่ไป กลายเป็นจุดแสงเล็กๆ บนขอบฟ้า
“ไปดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
สำหรับความเฉียบขาดของศิษย์พี่เฟิงและการจัดการของสำนัก เจียงหลีทำได้แค่ยอมรับ
ที่นี่เป็นถึงแหล่งปลูกสมุนไพรวิเศษนะ ปล่อยให้คนหน้าใหม่อย่างเขาเดินดุ่มๆ แบบนี้ได้เหรอ?
เจียงหลีมองซ้ายมองขวา ไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงได้แต่เดินไปตามทางเดินดินเหลือง
ขณะที่ทางเดินทอดตัวไปเบื้องหลัง ความมีชีวิตชีวารอบกายยิ่งเข้มข้น เจียงหลีถึงกับเห็นของดีบางอย่าง เช่น ผลไม้สีแดงที่วูบไหวระหว่างกิ่งไม้ทางขวา หน้าตาเหมือนผลจูถั่ว ในตำนานเปี๊ยบ
ต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าแผ่ประกายแสงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แม้จะไม่รู้จัก แต่ดูแล้วเทพแน่นอน
เจียงหลีเหมือนยายหลิวเข้าเมือง (หลิวเหลาเหล่าจิ้นต้ากวนหยวน - ตัวละครจากความฝันในหอแดง) ตื่นตาตื่นใจจนชาชินไปตลอดทาง
ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของสำนัก ป่านนี้เขาคงลงมือเก็บไปแล้ว
ตึกตัก—
หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ ความรู้สึกหวั่นไหวอย่างรุนแรงบังเกิดขึ้นในใจเจียงหลี
ดูเหมือนมีบางสิ่ง กำลังเรียกหาเขาอยู่ข้างหน้า
เขาเร่งฝีเท้า เมินเฉยต่อสมบัติสวรรค์นานาชนิด มุ่งหน้าสู่ปลายทาง
ยิ่งใกล้ ความหวั่นไหวในใจยิ่งรุนแรง ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนเป็นผนังผา ทางเดินแคบลง แต่เมื่อเดินผ่านไปไม่กี่สิบก้าว เบื้องหน้าก็เปิดกว้าง
ไกลออกไปเห็นหน้าผาที่เต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้าแปลกตาหลากสีสัน บนหน้าผามีโพรงถ้ำขนาดใหญ่ น้ำพุใสไหลทะลักออกมา กลายเป็นน้ำตกสามสิบสี่สิบสาย ตกลงสู่เบื้องล่างเสียงดังสนั่น ก่อเกิดเป็นสระน้ำ
และ ณ ใจกลางสระน้ำนั้น มีรูปปั้นหินโบราณตั้งตระหง่านอยู่
ศีรษะมีเขาโค เครายาวถึงหน้าท้อง ห่มหนังสัตว์ รูปลักษณ์ดั่งชายชรา แต่แผ่กลิ่นอายสูงส่งและน่าเกรงขามที่มองไม่เห็น
สองมือของรูปปั้นประคองแส้ไม้สีแดงอันหนึ่ง แสงนวลตาส่องประกายไหลเวียนอยู่บนนั้น ดึงดูดสายตาของเจียงหลีไว้แน่น
เขารู้แล้วว่า นี่คือต้นตอของความหวั่นไหวในใจ
“เสินหนงใช้แส้แดง (แส้เจ่อเปียน) เฆี่ยนตีร้อยสมุนไพร เพื่อรู้แจ้งถึงพิษ ความเย็นร้อน และสรรพคุณทางยา เพื่อเพาะปลูกร้อยธัญญาหาร จึงได้สมญานามทั่วหล้าว่า เสินหนง”
เจียงหลีมองรูปปั้น พึมพำข้อความในตำราโบราณ แล้วค่อยๆ ก้มลงกราบ
[จบแล้ว]