- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 14 - เมื่อพานพบวายุเมฆาจักกลายเป็นมังกร
บทที่ 14 - เมื่อพานพบวายุเมฆาจักกลายเป็นมังกร
บทที่ 14 - เมื่อพานพบวายุเมฆาจักกลายเป็นมังกร
บทที่ 14 - เมื่อพานพบวายุเมฆาจักกลายเป็นมังกร
เรือลำเล็กค่อยๆ แล่นห่างจากเกาะเฉียวซาน แหวกสายน้ำมุ่งหน้าไปยังเกาะไกลโพ้น
ศิษย์ฝ่ายในหรือผู้อาวุโสของสำนักติ่งหู บางส่วนพักอาศัยภายในสำนัก แต่ก็มีบางส่วนเลือกที่จะอาศัยอยู่บนเกาะต่างๆ ในทะเลสาบติ่งหู หลังจากจ่ายแต้มความดีจำนวนหนึ่งให้สำนัก สำนักก็จะมอบเกาะนั้นให้ พร้อมสิทธิ์อยู่อาศัยสิบปี
ที่ที่หลัวอี๋กำลังจะไป คือหนึ่งในเกาะเหล่านั้น
เขาพายเรือเพียงลำพัง ล่องไปในทะเลสาบติ่งหูอยู่นาน จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตาม จึงพายเรือเทียบท่าเกาะเล็กๆ อันเงียบสงบ จอดเรือไว้ที่ด้านหลังเกาะ
จากนั้น หลัวอี๋ก็ขึ้นฝั่ง เข้าสู่เรือนพักบนเกาะ เดินผ่านระเบียงทางเดินสั้นๆ ไปหยุดอยู่หน้าศาลาริมน้ำที่หันหน้าสู่ทะเลสาบ
สายลมวสันต์พัดผ่าน ม่านที่ห้อยลงมาในศาลาสั่นไหวเบาๆ มองเห็นเงาร่างคนนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านในรางๆ
“คุณชาย” หลัวอี๋คารวะคนผู้นั้น
“ข้าบอกแล้ว ที่นี่คือสำนักติ่งหู ที่นี่ไม่มีคุณชายตระกูลเจียง มีแต่ศิษย์สำนักติ่งหู” คนในม่านกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ให้คนอื่นได้ยินเข้าจะไม่ดี อีกอย่าง เจ้ากับข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เรียกคุณชายดูห่างเหินไป เรียกข้าว่าศิษย์พี่ก็พอ”
“ขอรับ ศิษย์พี่”
หลัวอี๋รับคำ แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟังอย่างละเอียด “ศิษย์พี่ เจียงหลีไอ้คนเนรคุณตระกูลสาขาคนนั้น ตอนนี้เข้าตาพวกผู้อาวุโสแล้ว เราควรจะปล่อยมันไปก่อนไหม?”
ตอนนี้เจียงหลีมีชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว ยากที่จะขัดขวาง หากยังดันทุรังเล่นงานเขาต่อ มีแต่จะเปิดเผยกำลังของฝ่ายตนมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องฉลาด
ดังนั้น ต่อให้หลัวอี๋อยากจะแทงไอ้คนเนรคุณที่ทำเสียเรื่องคนนี้ให้พรุนสักแค่ไหน ก็ต้องข่มใจไว้
ทว่า คุณชายในม่านกลับกล่าวว่า “เจ้าคิดว่า ตาแก่พวกนั้นแค่อยากจะปกป้องเจียงหลีงั้นรึ? คนที่พวกมันจ้องเล่นงานจริงๆ คือข้าต่างหาก”
“ก่อนที่พวกเราจะเข้าสำนักติ่งหู ชื่อจริงก็ถูกลบออกไปแล้ว เว้นแต่จะเปิดเผยตัวเอง มิเช่นนั้นต่อให้เป็น 《คัมภีร์เทพเกราะมังกร》 ของสำนักติ่งหู ก็ทำได้แค่คำนวณดวงชะตาของพวกเรา ไม่สามารถเชื่อมโยงตัวตนของเรากับชื่อจริงได้ พวกตาแก่รู้ตัวตนของข้า และรู้ของเจ้า แต่ไม่รู้ตัวตนของลูกหลานตระกูลเจียงทั้งหมด”
“จุดประสงค์ของพวกมันไม่เคยเป็นการดันเจียงหลี แต่เป็นการลากตัวคนในตระกูลออกมาทั้งหมด เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเราได้ ‘แส้เจ่อเปียน’”
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเจียงจู๋อวิ๋นก็แฝงความเคียดแค้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนหลัวอี๋ตัวสั่นสะท้าน เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่านสมอง “ความหมายของศิษย์พี่คือ พวกผู้อาวุโสอาจจะมอบโอกาสในการสัมผัสแส้เจ่อเปียน เพื่อล่อให้พวกเราทุ่มสุดตัวขัดขวางชัยชนะของเจียงหลี”
“หึ ถ้าเดาไม่ผิด หากเจียงหลีชนะจนถึงที่สุดบนเวทีวายุเมฆา สำนักต้องมีรางวัลให้แน่ และรางวัลนั้นต้องเกี่ยวข้องกับแส้เจ่อเปียน”
น้ำเสียงของเจียงจู๋อวิ๋นค่อยๆ กลายเป็นเหี้ยมเกรียม “เจียงหลีมีคุณสมบัติที่จะทำให้แส้เจ่อเปียนยอมรับเป็นนาย แม้โอกาสจะน้อยนิด แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นการบีบให้ตระกูลเจียงของข้าต้องลงมือ เป็นแผนเปิดเผย”
เมื่อสิ้นสุดคำพูด แสงสีทองเจิดจ้า เปลวเพลิงลุกโชน ภายในศาลาริมน้ำราวกับมีดวงตะวันดวงหนึ่งลอยขึ้นมา
...... ...... [วันถัดมา วันที่ยี่สิบเก้า เดือนสาม
ปีกุ่ยเหม่า เดือนติงซื่อ วันปิ่งจื่อ เหมาะแก่การแต่งงาน ขอบุตร เบิกเนตร และ...... พบปะญาติมิตร]
เจียงหลียัดยันต์ที่เขียนทั้งคืนลงในถุงสมบัติ เดินออกจากหอคัมภีร์เต๋า ผ่านตำหนักไคหยาง ท่ามกลางสายตาของศิษย์มากมายที่จ้องมอง มุ่งหน้าสู่เวทีวายุเมฆา
ผ่านไปหนึ่งวัน ข่าวเรื่องการเปิดเวทีวายุเมฆาแพร่สะพัดไปทั่วสำนัก ศึกที่จำกัดเฉพาะขั้นเก้านี้ กลับดึงดูดความสนใจของทั้งฝ่ายในและฝ่ายนอก เจียงหลีในเวลานี้กลายเป็นหนุ่มฮอตที่สุดในสำนักติ่งหูอย่างแท้จริง
แต่ความฮอตนี้เป็นแค่ชั่วคราว เขาต้องชนะบนเวทีวายุเมฆาให้ถึงที่สุด ถึงจะต่ออายุความฮอตนี้ไปได้อีกระยะ
เดินผ่านบันไดหินยาวเหยียด เจียงหลีอ้อมไปอีกด้านของเขาเฉียวซาน ความสูงเกือบถึงไหล่เขา เมฆหมอกเริ่มปรากฏเบื้องหน้า
แท่นหินขนาดสิบวาลอยอยู่กลางอากาศนอกหน้าผา ถูกโอบล้อมด้วยลมและเมฆ โซ่เหล็กสามเส้นที่เชื่อมต่อทางเดินสั่นไหวในสายลม ส่งเสียงดังกริ๊งๆ
ที่นี่คือเวทีวายุเมฆา สนามประลองของเจียงหลีในวันนี้
แสงกระบี่สายหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้า ร่อนลงบนเวทีวายุเมฆา ปรากฏร่างของเฟิงจื่อหยาง จากนั้นเสียงพูดทีละสามคำอันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังไปทั่วสารทิศ
“ตำหนักเทียนจี บัญชามา บนเวที ผู้ชนะ รับรางวัล ผลัดเอ็น เปลี่ยนกระดูก”
เฟิงจื่อหยางกวาดสายตามองรอบๆ ท่ามกลางสายตาคาดหวังของเหล่าศิษย์ กล่าวว่า “ผู้ขั้นเก้า ขึ้นมาได้ ชนะเจียงหลี มีรางวัล”
“ให้ตายสิ ผลัดเอ็นเปลี่ยนกระดูก นี่กะจะให้ศิษย์น้องกลายเป็นศัตรูของคนทั้งขั้นเก้าเลยหรือไง” เสียงอุทานเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
[เจียงหลีไม่ต้องหันไปมอง ก็รู้ว่าเสียงนี้เป็นของฉีฉางเซิง
เห็นเพียงศิษย์พี่ที่ควรจะนอนคุกในหุบเขาสนองคืน สวมชุดศิษย์ฝ่ายนอกสีเขียว แถมยังแปลงโฉมง่ายๆ ทำตัวลับๆ ล่อๆ ตามหลังเจียงหลีมา
ชัดเจนว่า เรื่องสนุกวันนี้ ฉีฉางเซิงไม่อยากพลาด]
“ศิษย์น้อง เจ้ามั่นใจไหม? นี่เจ้าต้องสู้กับคนทั้งขั้นเก้าเชียวนะ” ฉีฉางเซิงอดถามไม่ได้
เจียงหลีไม่ตอบ แต่หันไปมองบันทึกเหตุปัจจัย
[หลัวอี๋ก็ปรากฏตัวแล้ว เขามาก่อนเวลานานแล้ว เมื่อเขาได้ยินคำว่าผลัดเอ็นเปลี่ยนกระดูก บนใบหน้าปรากฏความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาฉายแววอำมหิต]
‘ผลัดเอ็นเปลี่ยนกระดูก มีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่?’ เจียงหลีอดคิดไม่ได้
เท่าที่เขารู้ ผลัดเอ็นเปลี่ยนกระดูกก็แค่การชำระล้างร่างกาย อย่างมากก็แค่ยกระดับรากฐานร่างกายขึ้นอีกขั้น รางวัลระดับนี้ สำหรับศิษย์ขั้นเก้าทั่วไปถือเป็นโอกาสทอง แต่สำหรับคนมีแบ็คอย่างหลัวอี๋ ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม
คงไม่ใช่แค่เห็นเจียงหลีจะได้ดี ก็ร้อนรนจนออกอาการขนาดนี้หรอกมั้ง
เจียงหลีรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีลับลมคมใน
“คลื่นลมยิ่งแรง ปลายิ่งแพง ความเสี่ยงยิ่งมาก กำไรยิ่งเยอะ”
เจียงหลีหยิบธงยาวเมื่อวานออกมาจากถุงสมบัติ ปักลงบนหน้าผา แล้วตะโกนเสียงดัง “จะท้าข้าก็ได้ จ่ายค่าธรรมเนียมให้ครบ สองร้อยแต้มความดี จ่ายแล้วขึ้นมา”
“ทำไมต้องจ่าย?” มีคนตะโกนสวนทันที
“ก็ถ้าข้าไม่รับคำท้า พวกเจ้าก็หมดสิทธิ์ได้รางวัลผลัดเอ็นเปลี่ยนกระดูกไง”
เจียงหลีแขวนป้ายหยกประจำตัวไว้บนธง หันไปบอกฉีฉางเซิง “ศิษย์พี่ ฝากดูให้หน่อย อย่าให้ใครเนียนไม่จ่ายตังค์”
“ห๊ะ?”
ฉีฉางเซิงอ้าปากค้าง เพราะเขารู้สึกได้ถึงสายตาราวกับคมดาบพุ่งมาจากบนเวทีวายุเมฆา
“แบ่งให้สองส่วน (20%)” เจียงหลีเสริม
แม้การหาแต้มความดีด้วยวิธีนี้จะดูเสียศักดิ์ศรีไปหน่อย แต่การหาเงินน่ะ ไม่น่าอายหรอก
ความหน้าหนาของเจียงหลีถูกฝึกฝนมาตั้งแต่สมัยเขียนนิยายแล้ว ตอนนี้อย่าว่าแต่หน้าทนทานฟันแทงไม่เข้า เรียกว่ายิ้มรับมรสุม ไม่ยินดียินร้าย บรรลุถึงขั้น “ไม่ดีใจที่ได้วัตถุ ไม่เสียใจกับเรื่องของตน” ไปแล้ว
พูดจบ เจียงหลีก็เหาะขึ้นโซ่เหล็ก กระโดดไม่กี่ทีก็ไปยืนบนเวทีวายุเมฆา แสดงวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยม
[ช่างเข้ากับกลอนที่ว่า:
เกล็ดทองคำมิใช่สิ่งในสระ เมื่อพานพบวายุเมฆาจักกลายเป็นมังกร
อืม เข้ากับบรรยากาศดีนะ แต่ความหมายแฝงดูอัปมงคลชอบกล]
[จบแล้ว]