- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 12 - พรุ่งนี้เปิดศึกวายุเมฆา
บทที่ 12 - พรุ่งนี้เปิดศึกวายุเมฆา
บทที่ 12 - พรุ่งนี้เปิดศึกวายุเมฆา
บทที่ 12 - พรุ่งนี้เปิดศึกวายุเมฆา
ปราณแท้ในร่างยิ่งไหลเวียนคล่องตัว เจียงหลีสัมผัสได้ว่าลมปราณหมุนวนไม่ติดขัด พลังแฝงต่อเนื่องดั่งสายน้ำใสไหลเย็นไปทั่วร่าง ทำให้ร่างกายสดชื่นปลอดโปร่ง ดวงตาสุกใสเป็นประกาย เมื่อกวาดตามองรอบกาย ผู้คนโดยรอบถึงกับไม่กล้าสบตา
ความคืบหน้าในการผสานผลเต๋า เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
และการผสานที่ลึกซึ้งขึ้น ก็ทำให้ความสามารถของผลเต๋าแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะ [ฝึกทั้งกายและจิต] ที่ส่งผลดีอย่างยิ่งต่อสามธาตุ ของเจียงหลี
ด้วยเหตุนี้ อาศัยความฮึกเหิมจากชัยชนะสองครั้งรวด และพลังยุทธ์ที่เพิ่มพูน เจียงหลีจึงดูน่าเกรงขาม จนผู้ท้าชิงคนที่สามยังไม่ปรากฏตัวเสียที
“ทุกคนอย่าไปกลัวมัน มันสู้มาสองรอบติด ปราณแท้ต้องหมดไปเยอะแน่ ตอนนี้ก็แค่ทำเก่งบังหน้าเท่านั้น”
ท่ามกลางศิษย์ที่มุงดู จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
จากนั้นก็มีคนผสมโรง “ใช่ๆ มันเก่งแค่ไหนก็อยู่แค่ขั้นเก้า สู้คนสองคนยังพอไหว จะให้สู้ห้าคนสิบคนได้ยังไง?”
“ลุยเลย ชนะก็ได้ห้าร้อยแต้มความดี เท่ากับทำภารกิจไล่ล่าครั้งหนึ่งเลยนะ”
“พวกเราตั้งเยอะ จะไปกลัวมันคนเดียวทำไม?”
ท่ามกลางเสียงยุยง เหล่าศิษย์ที่มุงดูเริ่มกระสับกระส่ายอีกครั้ง
ห้าร้อยแต้มความดีก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งเย้ายวนใจจากการเป็นผู้หยุดสถิติชนะรวดของเจียงหลีนั้นดึงดูดใจพวกเขามากกว่า
ศิษย์คนอื่นไม่ได้ชอบซ่อนคมเหมือนเจียงหลี สำหรับพวกเขา การมีชื่อเสียงคือสิ่งล่อใจที่แรงกล้ายิ่งกว่าแต้มความดีเสียอีก ไหนจะผลประโยชน์ที่จะตามมากับชื่อเสียงนั้น
เอาชนะเจียงหลี ได้รับความสำคัญจากสำนัก ก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิต แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้วไม่ใช่หรือ?
ขณะที่จิตใจของเหล่าศิษย์กำลังถูกปั่นป่วน และผู้ท้าชิงรายต่อไปกำลังจะก้าวออกมา ทันใดนั้น—
“ฮึ!”
เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังขึ้นราวกับฟ้าผ่า คลื่นอากาศที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายตัวออกไปบนลานวู่ชวี เหล่าศิษย์ที่มุงดูถูกคลื่นเสียงผลักดันจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เจียงหลีเองก็รู้สึกถึงแรงผลักที่มองไม่เห็นซัดเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ เสื้อผ้าสะบัดพลิ้ว เส้นผมปลิวไสวไปด้านหลังจนตึงเปรี๊ยะ เขาต้องรีบโคจรลมปราณต้านทานเต็มที่ ถึงจะยืนหยัดอยู่ได้ไม่ไหวติง
‘แค่เสียงแค่นหัวเราะก็ต้องให้ข้าออกแรงต้านเต็มกำลัง คนผู้นี้ระดับพลังน่าจะถึงขั้นเจ็ดแล้ว เป็นเขาหรือ? เจียงจู๋อวิ๋นเผยตัวเร็วขนาดนี้เลย?’
เจียงหลีคิดพลางมองไปทางต้นเสียง
เห็นเพียงด้านทิศตะวันออกของลานวู่ชวี มือกระบี่ชุดแดงผู้หนึ่งประคองกระบี่เดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยก คิ้วกระบี่ตาดั่งดารา ท่วงท่าเย็นชาแฝงกลิ่นอายเฉียบคมอย่างไม่ปิดบัง
“สวมชุดเขียว เปลี่ยนเสียงใส ปั่นหัวใจ ฉีฉางเซิง รู้ผิดไหม?”
น้ำเสียงของมือกระบี่ผู้นี้มีจังหวะจะโคนดั่งเสียงโลหะกระทบกัน เฉียบขาดรุนแรง แต่ประโยคที่พูดออกมาเป็นวลีสามคำต่อกัน ฟังดูแปลกหูชอบกล
เท่าที่เจียงหลีรู้ ในบรรดาศิษย์ฝ่ายใน มีเพียงคนเดียวที่มีนิสัยเช่นนี้ นั่นคือศิษย์พี่รองฝ่ายใน—เฟิงจื่อหยาง
คนผู้นี้ดำรงตำแหน่งศิษย์ผู้คุมกฎของสำนัก นิสัยตรงไปตรงมาไม่ยอมให้มีฝุ่นเข้าตา บวกกับนิสัยการพูดทีละสามคำ เรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งสำนัก
และคนที่เขาเรียกว่า “ฉีฉางเซิง”......
ทั้งเจียงหลีและศิษย์คนอื่นๆ ต่างหันไปมองคนเพียงคนเดียวในฝูงชนที่ไม่ได้ถอยหลังอย่างทุลักทุเล
ศิษย์ฝ่ายนอกสวมชุดเขียว... หรือจะพูดให้ถูกคือ ศิษย์ฝ่ายในที่จงใจใส่ชุดเขียว
บังเอิญว่า เจียงหลีก็รู้จักคนผู้นี้ และคุ้นเคยดีเสียด้วย
ศิษย์พี่ฉีผู้นี้ เป็นศิษย์รักของผู้อาวุโสอวิ๋น ได้รับการถ่ายทอดวิชามาเต็มๆ ถ้าเป็นเขา ก็สมเหตุสมผลที่จะทำเรื่องอย่างการพากย์เสียงคนเดียว (เพื่อยุยงคนอื่น)
“ใคร? ท่านพูดถึงใคร?”
ฉีฉางเซิงเกาหัว ใบหน้าคมคายแสดงความกลัดกลุ้ม ร้องขอความเป็นธรรม “ศิษย์พี่เฟิง ใส่ร้ายกันชัดๆ เมื่อคืนข้าไม่ได้ซักผ้า เลยต้องรื้อชุดเขียวเก่าๆ มาใส่ ไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีสักหน่อย”
“หุบเขาสนองคืน กักบริเวณ สามวัน”
เฟิงจื่อหยางไม่สนใจคำแก้ตัว ตัดสินโทษทันที จากนั้นหันมามองเจียงหลี “ในสำนัก ห้ามวิวาท ศิษย์น้องเจียง โปรดหยุดมือ”
“ศิษย์ร่วมสำนักประลองแลกเปลี่ยนวิชา ไม่นับว่าวิวาทกระมัง?” เจียงหลีเลิกคิ้วถาม
เฟิงจื่อหยางชี้ไปที่หลี่จ้งเยว่และจางเจิ้นหยาง กล่าวว่า “เจ็บไม่เบา มิใช่ประลอง คือวิวาท ศิษย์น้องเจียง หากมีใจ รอพรุ่งนี้ เปิดวายุเมฆา สู้ตามใจ”
เวทีวายุเมฆา คือสถานที่เดียวในสำนักที่อนุญาตให้ต่อสู้กันได้อย่างถูกกฎ แต่การขึ้นเวทีนี้ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อาวุโสฝ่ายในเสียก่อน โดยทั่วไป ศิษย์ฝ่ายนอกไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ผู้อาวุโสฝ่ายในเคลื่อนไหวและอนุญาตให้เปิดเวทีได้
‘ดูเหมือนผู้อาวุโสว่านพูดถูก ผู้อาวุโสฝ่ายในบางท่านไม่พอใจตระกูลเจียงเอามากๆ’ เจียงหลีคิดในใจ
เหตุผลเดียวที่เขาคิดออกก็คือข้อนี้
ไม่ใช่เจียงหลีที่มีน้ำหนักพอ แต่เป็นตระกูลเจียงที่มีคุณสมบัติพอให้ผู้อาวุโสฝ่ายในเพ่งเล็ง
การปลอมตัวเปลี่ยนชื่อเข้าสำนักติ่งหู อาจอ้างได้ว่าเพื่อป้องกันศัตรู แต่การให้คนตระกูลสาขาปลอมตัวเข้ามาด้วย แถมยังแอบติดต่อกันลับๆ นั่นมันเกินไปหน่อย
ต่อให้สำนักติ่งหูกับตระกูลเจียงมีความสัมพันธ์อันดี ก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้ตระกูลเจียงทำแบบนี้
ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
ตอนนี้เจียงหลีอยากรู้จริงๆ ว่าเจียงจู๋อวิ๋นต้องการอะไรกันแน่ ถึงยอมทำลายความสัมพันธ์เพื่อบรรลุเป้าหมาย
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไว้สู้กันพรุ่งนี้” เจียงหลีคิดได้ดังนั้น ก็ตอบรับตามน้ำไป
นี่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย หากเจียงหลีไม่สามารถชนะจนถึงที่สุดบนเวทีวายุเมฆา เขาอาจกลายเป็นตัวตลกที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี แต่ถ้าชนะจนถึงที่สุด นายเจียงคนนี้จะเป็นหนุ่มที่หล่อเท่ที่สุดในสำนัก
ต่อให้เป็นศิษย์ขั้นแปดขั้นเจ็ด ก็ไม่เท่เท่าเขา
“รบกวนศิษย์พี่ต้องลำบากแล้ว” เจียงหลีกล่าวขอบคุณเฟิงจื่อหยาง
“หน้าที่ข้า ไม่ต้องขอบคุณ”
เฟิงจื่อหยางส่ายหน้า หันหลังเดินจากไป ก่อนไปไม่ลืมกำชับทิ้งท้าย “ฉีฉางเซิง ก่อนพรุ่งนี้ มารายงาน หุบเขาสนองคืน กักบริเวณ สามวัน”
ด้านหลังมีเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของฉีฉางเซิงดังขึ้น
ส่วนเจียงหลี เขาหันกลับไปมองทางตำหนักไคหยาง สบตากับหลัวอี๋ที่จ้องมองมา แล้วยิ้มมุมปาก
[เขาดูโกรธมากเลย แทบจะระเบิดอยู่แล้ว
ข้าทำแบบนี้มันกวนตีนจริงๆ แต่สะใจชะมัด]
แล้วบันทึกเหตุปัจจัยก็ปรากฏสองประโยคนี้ขึ้นมา ทำให้รอยยิ้มมุมปากของเจียงหลีแข็งค้างไปนิดหน่อย
แล้วรอยยิ้มที่แข็งค้างนั้นก็ยิ่งดู “กวนประสาท” (ประชดประชัน) มากขึ้นไปอีก หลัวอี๋ยิ่งโกรธหนักกว่าเดิม
“ไอ้คนเนรคุณ” หลัวอี๋อดด่าออกมาด้วยความแค้นไม่ได้
เขาไม่มองรอยยิ้มกวนประสาทนั่นอีก กลัวจะอดใจไม่ไหวลงมือเอง สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ส่วนเจียงหลี เขาเก็บธงยาว เดินไปยังหอคัมภีร์เต๋า
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำหน้าที่ผู้น้อยที่ดี คืนนี้จะไม่กลับไปนอนที่บ้านพักศิษย์
อืม...... นี่ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเจียงจู๋อวิ๋นจะจนตรอกแล้วเสี่ยงลงมือกับเขาในสำนักหรอกนะ สำนักตั้งกว้างใหญ่ จะคุ้มครองศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ คนเดียวไม่ได้เชียวหรือ?
อีกอย่าง ตระกูลเจียงข้าเป็นถึงทายาทจักรพรรดิเหยียนตี้ คุณชายตระกูลหลักจะไร้สมองขนาดนั้นเชียวหรือ?
เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้น เจียงหลีก็แค่เคารพรักผู้อาวุโสเท่านั้นเอง]
[จบแล้ว]