- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 11 - คนต่อไป
บทที่ 11 - คนต่อไป
บทที่ 11 - คนต่อไป
บทที่ 11 - คนต่อไป
“ฟู่ว—”
เจียงหลีผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น ตัวอักษรปรากฏขึ้นบนบันทึกเหตุปัจจัยเบื้องหน้า
[เขารู้สึกได้ว่าร่างกายเริ่มตื่นตัว ปราณแท้ไหลเวียนคล่องแคล่ว ดูเหมือนความคืบหน้าในการผสานผลเต๋าของเขาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย]
บันทึกเหตุปัจจัยบันทึกข้อมูลของเจียงหลีอย่างซื่อตรง แม้กระทั่งความคืบหน้าในการผสานผลเต๋าที่ยากจะหยั่งถึง
และสิ่งนี้ ทำให้เจียงหลีครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจียงหลีเห็นข้อมูลทำนองนี้ปรากฏบนบันทึกเหตุปัจจัยหลายครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนเป็นเพียง "เศษเสี้ยว" ไม่ใช่ "เล็กน้อย" เขาเขียนยันต์ นั่งสมาธิ ปฏิบัติกิจของนักพรตมาตลอด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่เท่ากับการต่อสู้ในตอนนี้เพียงครั้งเดียว
‘เป็นเพราะข้าชนะงั้นหรือ? ไม่สิ หลังจากรองรับผลเต๋า ข้าไม่ได้เอาชนะแค่หลี่จ้งเยว่คนเดียว สองครั้งก่อนหน้านี้ ก็ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการผสานเพิ่มขึ้น ถ้าอย่างนั้น......’
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจเจียงหลี ‘เป็นการประลองยุทธ์?’
เมื่อพูดถึงหวังฉงหยาง ก็ต้องนึกถึงฉายา “จงเสินทง” (เทพมัชฌิม ผู้มีวรยุทธ์เป็นเลิศในภาคกลาง) อย่างน้อยในความทรงจำของเจียงหลี ภาพจำของหวังฉงหยางเวอร์ชันกำลังภายในนั้นชัดเจนที่สุด
หากผลเต๋าของเจียงหลีถูกเขียนขึ้นใหม่ตามการรับรู้และความทรงจำของเขาจริง ความคืบหน้านี้ก็สมเหตุสมผล
การประลองยุทธ์ และเอาชนะให้ได้ นี่น่าจะเป็นหนึ่งในวิธีการสวมบทบาทของผลเต๋านี้
ถ้าตอนนี้เจียงหลีเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ผลเต๋าของเขาอาจจะผสานปุ๊บเต็มปั๊บ บรรลุขั้นสมบูรณ์ทันที แต่ถ้าเจียงหลีเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าอยู่แล้ว เขาก็คงไม่ต้องพึ่งผลเต๋านี้
‘เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆ ไม่ได้ ก็ต้องมุ่งเป้าไปที่อันดับหนึ่งในขั้นเก้าแล้วล่ะ’
อันดับหนึ่งในขั้นเก้า ก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า (ของรุ่นนี้) เหมือนกัน
เจียงหลีรู้สึกว่าเส้นทางนี้เป็นไปได้
“คนต่อไป”
เขาเอ่ยประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง กวาดสายตามองไปรอบๆ เหมือนกำลังมองหาผู้ท้าชิงคนต่อไป
ทว่าความสนใจหลักของเจียงหลีพุ่งเป้าไปที่หลัวอี๋
ยังคงเป็นประโยคนั้น—ไม่เป็นไร ตระกูลเจียงจะลงมือเอง
หลัวอี๋ย่อมรู้ดีว่าผลของการที่เจียงหลีมีชื่อเสียงโด่งดังคืออะไร เขาต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ “ไร้คู่ต่อสู้ในขั้นเก้า” กลายเป็นเรื่องตลก และนั่นจะทำให้เจียงหลีสามารถระบุตัวศัตรูได้
เวลานี้ แม้เจียงหลีจะไม่ได้มองไปทางหลัวอี๋ แต่บันทึกเหตุปัจจัยกลับจับตามองความเคลื่อนไหวทางฝั่งตำหนักไคหยางอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่นิดเดียว
[หลัวอี๋เห็นหลี่จ้งเยว่พ่ายแพ้ สีหน้าเคร่งขรึมลงทันตา ริมฝีปากขยับเล็กน้อย จากนั้นศิษย์คนหนึ่งก็เดินออกมาจากฝูงชน]
“ศิษย์ฝ่ายนอกจางเจิ้นหยาง ขอรับคำชี้แนะจากศิษย์น้อง”
จางเจิ้นหยางไม่ได้สูงใหญ่เท่าหลี่จ้งเยว่ แต่ก็ไม่เตี้ย ไหล่กว้างร่างกายบึกบึน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเน้นสายบู๊ รองรับผลเต๋าทหารสวรรค์แน่นอน
นี่คงเป็นสถานการณ์ทั่วไปของฝ่ายศัตรู
นักพรตต้องใช้เวลาเข้าสู่มรรคสามปี แต่ตระกูลเจียงเพิ่งเกิดเรื่องได้สามปี หากพวกเขาเลือกเส้นทางนักพรต ก็จะเข้าสู่ขั้นเก้าช้าเกินไป ไม่สามารถช่วยงานคุณชายสามเจียงจู๋อวิ๋นได้ทันท่วงที
‘คิดแบบนี้ ความเป็นไปได้ที่เจียงจู๋อวิ๋นจะเลือกเส้นทางสายเทพก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก’
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวเจียงหลี ขณะที่มือก็รับแต้มความดีเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว
“ฮึบ!”
จางเจิ้นหยางคำรามต่ำ ทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น เขาก็กระทืบเท้าลงพื้น ตั้งท่าม้า แขนทั้งสองสั่นสะเทือน ปราณไหลเวียนทั่วร่าง
“วิชาหุนหยวน” เจียงหลีเห็นดังนั้นก็พึมพำเบาๆ
เขาเคยเห็นวิชานี้ตอนเลือกคัมภีร์ในหอคัมภีร์เต๋า
วิชาหุนหยวนฝึกทั้งภายในและภายนอก ภายในฝึกปราณหุนหยวนคุ้มกาย ภายนอกฝึกเส้นเอ็นกระดูกผิวหนัง ให้มีพละกำลังมหาศาลควบคู่ไปกับพลังป้องกันระดับวิชาระฆังทอง เป็นวิชาสายกายาเหล็ก
อีกฝ่ายดูออกว่าเจียงหลีเน้นลูกเล่นพลิกแพลง จึงคิดจะใช้ความถึกทนเข้าแลก
ผู้ฝึกวิชาหุนหยวนมีร่างกายแกร่งดุจเหล็ก แถมยังมีปราณคุ้มกัน บวกกับผลเต๋าทหารสวรรค์ที่เสริมแกร่งร่างกาย เรียกได้ว่าอัปเกรดความถึกจนเต็มหลอด ตราบใดที่ไม่โดนโจมตีจุดตาย เจียงหลีก็ยากจะสร้างความเสียหายได้
ต่อให้มียันต์สายฟ้าอัคคี ก็คงไม่ได้ผล
แม้ยันต์สายฟ้าอัคคีของเจียงหลีจะรุนแรงเกินขีดจำกัดด้วยปราณบริสุทธิ์และฝีมือการเขียนยันต์ แต่ระดับของมันก็ยังไม่ถึงขั้นเก้า อยากจะทำร้ายจางเจิ้นหยาง ยาก!
แต่ทว่า การจะเอาชนะคนผู้นี้ กลับไม่ยาก
เจียงหลีออกแรงพุ่งตัวเข้าใส่อย่างรวดเร็วปานพยัคฆ์หิวตะครุบเหยื่อ ครั้งนี้เขาไม่รอจังหวะสวนกลับด้วยเพลงกระบี่หอวิวรณ์ แต่กลับเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน
แสงกระบี่ในมือพุ่งวาบ ดุจดาวตกไล่ล่าดวงจันทร์ เล็งเป้าไปที่ช่วงล่างของจางเจิ้นหยาง
เป็นที่รู้กันดีว่า ต่อให้ฝึกวิชาสายกายาเหล็กแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยากจะฝึกไปถึงหว่างขา แม้แต่วิชาไข่เหล็ก ที่ฝึกตรงนั้นโดยตรง ก็ไม่ได้ทำให้ “น้องชาย” แข็งแกร่งจนกันมีดกันกระบี่ได้จริงๆ แต่เป็นการเสริมสร้างไตและสารจำเป็น ให้แข็งแรงเท่านั้น
ส่วนวิธีป้องกันจุดตายตรงนั้น ก็มีแต่ต้องใช้ปราณคุ้มกันหรือวิชาหดอวัยวะ เท่านั้น
ไอ้หนุ่มที่คิดว่าฝึกวิชาไข่เหล็กแล้วจะเอาน้องชายรับมีดรับปืนได้ สิบคนมีเก้าคนที่ต้องเข้าวังกลายเป็นขันที หมดสิ้นความสุขทางโลก
จางเจิ้นหยางเห็นได้ชัดว่าไม่มีปัญญาใช้ปราณคุ้มกันน้องชายหรือหดมันเก็บเข้าท้อง เห็นแสงกระบี่ของเจียงหลีพุ่งมาอย่างอำมหิต เขารีบบิดปลายเท้าเข้าหากัน ย่อเข่าหนีบขาเข้าหากัน ตั้งท่าหนีบแพะ (ท่าหนีบขาของมวยหย่งชุน) พร้อมกับฟาดแขนทั้งสองลงล่างราวกับจะทุบแผ่นดิน
ทว่า แสงกระบี่อันอำมหิตนั้นกลับกลายเป็นภาพลวงตา แล้วเปลี่ยนทิศพุ่งขึ้นบน
เจียงหลีเมื่อเข้าประชิดตัว ก็โยนกระบี่ขึ้นฟ้า แล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองประทับลงบนแขนของจางเจิ้นหยาง
ยันต์สองแผ่นแปะลงบนแขน แสงสว่างวาบขึ้น จางเจิ้นหยางรู้สึกตัวเบาหวิว ร้องอุทานในใจว่าแย่แล้ว
นี่คือยันต์ตัวเบาสองแผ่น
เท้าต้องติดพื้นถึงจะออกแรงได้ หากเท้าลอยจากพื้น ร่างกายแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตกเป็นรอง
เจียงหลีออกแรงผลัก ปะทะกับปราณที่แขนของจางเจิ้นหยาง เสียงปะทะดังปัง จางเจิ้นหยางที่มีพละกำลังเหนือกว่ากลับลอยละลิ่วเหมือนใบหลิว
“ฮึ่ม!”
จางเจิ้นหยางแค่นเสียงเย็น พยายามใช้ศักดาทหารสวรรค์ข่มขวัญศัตรู แต่ขนาดหลี่จ้งเยว่ที่มีศักดาเหนือกว่ายังทำอะไรเจียงหลีไม่ได้ นับประสาอะไรกับเขา
เจียงหลีรุกไล่ต่อเนื่อง แปะยันต์ทรงพลังใส่ตัวเอง ซัดฝ่ามือไล่ลมต่อเนื่องหกฝ่ามือ เจาะจงโจมตีจุดเดียว กระแทกใส่หน้าอกของจางเจิ้นหยางเต็มๆ
“ปัง!”
เสียงทึบหนักๆ ดังขึ้น ปราณหุนหยวนบริเวณหน้าอกของจางเจิ้นหยางถูกทำลาย พลังฝ่ามือกระแทกใส่ชีพจรหัวใจ ความเจ็บปวดแล่นพล่าน เขาถูกซัดกระเด็นไปไกลสองวา ชนเข้ากับคนดูสองคนที่หลบไม่ทัน
เจียงหลียื่นมือรับกระบี่ที่ร่วงลงมาพอดี ร่างพลิ้วไหวปานหงส์เหิน แทงกระบี่ออกไปตรงๆ
“เช้ง!”
กระบี่นี้หยุดอยู่ที่หน้าดวงตาซ้ายของจางเจิ้นหยาง ปลายกระบี่เย็นเฉียบแทบจะสัมผัสลูกตา ทำให้เขาตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
รู้ผลแพ้ชนะ!
จางเจิ้นหยางที่ดูเหมือนจะรับมือยากกว่า กลับพ่ายแพ้เร็วยิ่งกว่า เพียงชั่วจังหวะกระบี่ลอยขึ้นและตกลงมา เขาก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
ฉากอันน่าตื่นตะลึงนี้ อย่าว่าแต่ตัวจางเจิ้นหยางเองเลย แม้แต่ผู้ชมนรอบข้างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง หลัวอี๋ที่มองดูอยู่ไกลๆ ถึงกับกำหมัดแน่น จนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ
“คนต่อไป”
เจียงหลีเอ่ยเสียงเรียบ ธงยาว “ไร้คู่ต่อสู้ในขั้นเก้า” ปลิวไสวอยู่ด้านหลัง เข้ากับท่วงท่าองอาจของเขาเป็นอย่างดี]
[จบแล้ว]