- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 9 - ใบไม้บังตา
บทที่ 9 - ใบไม้บังตา
บทที่ 9 - ใบไม้บังตา
บทที่ 9 - ใบไม้บังตา
[วันที่ยี่สิบแปด เดือนสาม ปีกุ่ยเหม่า เดือนติงซื่อ วันอี่ไฮ่ วันมหามงคล เหมาะแก่การทำการมงคล แต่วันนี้ดวงไม่ดี ห้ามทำการใหญ่]
เวลาล่วงเลยมาถึงวันถัดไป เจียงหลีตื่นเช้าขึ้นมาดูปฏิทินที่บันทึกไว้ในบันทึกเหตุปัจจัย คิดว่าเรื่องที่ตัวเองจะทำในวันนี้คงไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ ดวงน่าจะไม่แย่
เขาสวมชุดคลุมสีเขียวที่ด้านในแปะยันต์ไว้เต็มพิกัด พกกระบี่ยาว ออกจากห้อง มุ่งหน้าตรงไปยังหอคัมภีร์เต๋า
ผู้อาวุโสว่านยังคงเฝ้าหอคัมภีร์เต๋าเหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่เห็นผู้อาวุโสอวิ๋น ทำให้ชายชราดูเหงาหงอยไปถนัดตา
นี่ไง ถึงกับเริ่มเดินหมากคนเดียวแล้ว
“เดินหมากอยู่หรือครับผู้อาวุโส”
เจียงหลีนั่งลงตรงข้ามผู้อาวุโสว่านด้วยรอยยิ้ม เสนอว่า “ให้ศิษย์เดินหมากกับผู้อาวุโสสักตา ดีไหมครับ?”
ผู้อาวุโสว่านเหลือบตามองเจียงหลีแวบหนึ่ง แล้วดันโถหมากขาวไปให้อีกฝ่าย “ถ้าเอาชนะข้าไม่ได้ ก็อย่าพูดมาก”
เจ้าเด็กนี่ หายหน้าไปเป็นเดือน จู่ๆ วันนี้ก็โผล่มา แถมยังทำหน้าประจบประแจง ต้องมีเรื่องขอร้องแน่นอน
มีเรื่องถึงจะเรียกผู้อาวุโสว่าน พอไม่มีเรื่องแม้แต่เงาก็ไม่เห็น
ผู้อาวุโสว่านตัดสินใจว่าจะสั่งสอนให้คนหนุ่มสาวรู้จักคำว่าเคารพผู้อาวุโส ให้รู้ว่าอย่าเห็นคนแก่เป็นเครื่องมือ ด้วยฝีมือการเดินหมากอันล้ำลึกที่สั่งสมมานานปี
แล้วก็...... สองเค่อ (30 นาที) ผ่านไป
เจียงหลีวางหมากตัวสุดท้าย ยิ้มอย่างถ่อมตน “ผู้อาวุโส ออมมือแล้ว”
กระดานนี้ ไม่ใช่แค่แพ้ราบคาบ แต่ต้องเรียกว่าฝีมือห่างชั้นกันลิบลับ
อะไรคือวิธีใช้ความสามารถทำให้เหตุและผลมั่นคงอย่างถูกต้อง?
คือการเอาแต่ก้มหน้าก้มตาฝึกวิชาอย่างเดียวหรือ?
แม้การฝึกวิชาจะไม่ผิด แต่ถ้าเอาแต่ฝึกวิชาอย่างเดียว ก็ถือว่าใช้ความสามารถนี้อย่างสิ้นเปลือง
ความพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน หมายความว่าความเป็นไปได้จะกลายเป็นความแน่นอน สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ตามทฤษฎี ล้วนสามารถทำได้จริงผ่านความพยายาม หากมีเวลามากพอ ก็สามารถกลายเป็นมนุษย์ผู้รอบรู้ทุกด้านได้อย่างแท้จริง
เช่น การเดินหมาก
พิณ หมาก อักษร ภาพวาด เจียงหลีล้วนศึกษามาบ้าง แต่เนื่องจากเวลาจำกัด เขาจึงเลือกเน้นเพียงบางอย่าง ช่วยไม่ได้ เวลาสองปีครึ่ง หลังจากหักเวลาฝึกวิชาออกไปแล้ว เวลาที่เหลือให้เจียงหลีใช้สอยก็ไม่ได้มาก
ต่อให้ความสามารถในการบริหารเวลาของเขาจะพัฒนาจนเทียบเท่าอาจารย์หลัว ด้วยผลของการทำให้เหตุและผลมั่นคง ก็ไม่อาจบีบเวลาออกมาได้มากกว่านี้
และการเดินหมากที่เน้นพลังการคำนวณ ก็เป็นสิ่งที่เจียงหลีให้ความสำคัญพอดี
อ้อ ฝีมือการเดินหมากของเจียงหลีก็ได้มาจากผู้อาวุโสว่านนั่นแหละ เขาอาศัยการเรียนเดินหมากสร้างความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสว่าน จนสนิทสนมกัน
ดังนั้น หลังจากพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ผู้อาวุโสว่านจึงดูรับไม่ได้เป็นพิเศษ
“มีคนอื่นสอนเดินหมากเจ้าหรือ?” สายตาของผู้อาวุโสว่านเหมือนกำลังมองศิษย์ทรยศสำนัก
“ไม่มีๆ” เจียงหลีรีบปฏิเสธ “แค่ช่วงนี้เกิดบรรลุอะไรบางอย่าง ฝีมือเลยพัฒนาขึ้นนิดหน่อย”
จริงๆ นะ แค่นิดเดียว
เจียงหลีถึงกับใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำท่าประกอบ
“เอาใหม่” ผู้อาวุโสว่านกล่าวเสียงเข้ม
เขายืดหลังตรง สีหน้าเคร่งขรึม เตรียมงัดฝีมือทั้งหมดที่มีออกมา
“เรื่องนั้น......”
“ชนะข้าให้ได้ก่อน แล้วจะขออะไรก็ได้”
จากนั้น อีกสองเค่อก็ผ่านไป
“เอาใหม่!”
แค่ฟังน้ำเสียง ก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว
อีกสองเค่อต่อมา—
“เอาใหม่!”
อีกสองเค่อต่อมา—
“เอาใหม่!”
...... “เอาใหม่” กันจนถึงยามอู่ (เที่ยงวัน) ในที่สุดผู้อาวุโสว่านก็ยอมรับความจริง
เขาถอนหายใจ ราวกับแก่ลงไปสิบปี “ข้าเข้าใจแล้ว ที่ผ่านมาเจ้าแกล้งออมมือให้ข้า แกล้งให้ข้าดีใจเล่นสินะ”
เมื่อก่อนเจียงหลีก็เคยเดินหมากกับผู้อาวุโสว่าน แต่ทุกครั้งจะยื้อเกมไว้นานแล้วค่อยแพ้อย่างน่าเสียดาย แสดงให้เห็นว่าแม้จะไม่เลวแต่ก็ยังสู้ผู้อาวุโสว่านไม่ได้ ทำให้คนแก่ดีใจยกใหญ่
แต่วันนี้ เพื่อไม่ให้ผู้อาวุโสว่านทำหน้าตึงใส่อีก เจียงหลีตัดสินใจใช้ยาแรง หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง
แต่ดูเหมือนยาจะแรงไปหน่อย จิตใจแห่งเต๋าของผู้อาวุโสว่านเกือบพังทลาย
“จะแกล้งได้ยังไงล่ะครับ นี่เป็นความกตัญญูของศิษย์ล้วนๆ ก็กลัวว่าผู้อาวุโสแพ้แล้วจะไม่สบายใจนี่นา” เจียงหลียิ้มแหยๆ พลางเก็บกระดานหมาก
“ฮึ! ข้าใช่คนแพ้แล้วพาลหรือไง?”
ผู้อาวุโสว่านแค่นเสียง ข่มความปรารถนาที่จะ “ขออีกตา” เอาไว้อย่างยากลำบาก
“ว่ามาเถอะ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าหนูอย่างเจ้าร้อนใจขนาดนี้?”
ใช่ ร้อนใจ
ถ้าเป็นปกติ เจียงหลีคงยอมแพ้สักหลายสิบตา ให้ผู้อาวุโสว่านอารมณ์ดีก่อนค่อยเอ่ยปากขอร้อง แบบนั้นแม้จะไม่ได้ชนะผู้อาวุโสว่าน แต่ผู้อาวุโสว่านก็คงไม่ใจจืดใจดำไม่ช่วยเจียงหลี
การที่ใช้ยาแรงขนาดนี้ แสดงว่าเรื่องนี้ด่วนมาก ด่วนจนเจียงหลีผู้สุขุมรอบคอบมาตลอดเก็บอาการไม่อยู่
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะรีบร้อนเพียงใด เจียงหลีก็ยังอยู่เล่นเป็นเพื่อนเขาจนเที่ยง ทำให้ผู้อาวุโสว่านอดรู้สึกอบอุ่นในใจไม่ได้
เป็นเด็กดีจริงๆ
‘เป็นไปตามแผน’ เจียงหลีที่ทุ่มเทให้กับการแสดงไม่แพ้กันเห็นดังนั้น ในใจก็ยิ้มเยาะอย่างหน้าไหว้หลังหลอก
“เฮ้อ—”
เจียงหลีแสดงทักษะการแสดงขั้นเทพ วาดแผนภูมิรูปพัดบนใบหน้า สามส่วนกลัดกลุ้ม สามส่วนโกรธแค้น สามส่วนอดกลั้น และอีกหนึ่งส่วนเศร้าสร้อย “มีคนต้องการฆ่าข้า”
“คนในตระกูลที่มีรากเหง้าเดียวกันต้องการฆ่าข้า”
ทางเจียงจู๋อวิ๋นไม่รู้ว่าเจียงหลีแลกวิชาอะไรไป ซึ่งพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของผู้อาวุโสว่าน และความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของเจียงหลีกับผู้อาวุโสว่าน ก็ทำให้เขาเชื่อว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะไม่ทำร้ายเขา
ดังนั้น เขาจึงเล่าเรื่องที่มีคนปองร้ายให้ฟัง โดยตัดทอนรายละเอียดบางอย่าง เช่น เรื่องทรมานด้วยน้ำที่ดูโหดร้ายเกินไปออก
จากนั้น เจียงหลีก็ลุกขึ้น คารวะผู้อาวุโสว่าน “ขอผู้อาวุโสโปรดช่วยชีวิตศิษย์ด้วย”
“คนตระกูลเจียงปิดบังชื่อแซ่ เจ้าไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาเป็นใคร และพวกเขามีเจตนาฆ่าเจ้า ที่สำคัญที่สุดคือเจ้ารู้ว่าพวกเขาจะทำร้ายเจ้า แต่เจ้าโต้ตอบไม่ได้ ต่อให้เปิดโปงเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถคุกคามเจียงจู๋อวิ๋นได้จริงๆ เพราะเขาคือคุณชายสามตระกูลเจียง ส่วนเจ้าเป็นแค่ศิษย์ฝ่ายนอกไร้ชื่อเสียง”
ผู้อาวุโสว่านฟังจบ ก็สรุปสถานการณ์ “นี่เป็นเรื่องยากจริงๆ แต่การรักษาชีวิตเจ้านั้น ง่ายนิดเดียว”
เขามองเจียงหลีแล้วหัวเราะ “เสี่ยวเจียงเอ๋ย เจ้าทำตัวต่ำต้อยเกินไป และระมัดระวังตัวเกินไป เจ้าต้องรู้ว่า ไม่ว่าเจ้าหรือคนอื่น เมื่อเข้ามาในสำนักติ่งหูแล้ว อย่างแรกพวกเจ้าคือศิษย์สำนักติ่งหู อย่างอื่นเป็นเรื่องรอง ความจริงข้าก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ศิษย์ตระกูลเจียงมาบ้าง พวกเขามักจะเห็นแก่ตระกูลเป็นอันดับแรก ฐานะศิษย์สำนักเป็นเรื่องรอง เหล่าผู้อาวุโสฝ่ายในก็ไม่ค่อยพอใจเรื่องนี้นัก”
“แต่เจ้าไม่เหมือนกัน ตอนนี้เจ้าเป็นศัตรูกับเจียงจู๋อวิ๋น เท่ากับพิสูจน์จุดยืนของตัวเอง ขอแค่เจ้าแสดงคุณค่าให้มากพอ ไม่ต้องทำอะไรเลย ทางสำนักจะปกป้องเจ้าเอง เจียงจู๋อวิ๋นกล้าลงมือกับศิษย์ฝ่ายนอกไร้ชื่อ แต่เขาจะกล้าลงมือกับยอดฝีมือที่สำนักให้ความสำคัญหรือ?”
“หากเจ้าเป็นที่โปรดปรานของสำนัก อย่าว่าแต่มีหลักฐานเลย ต่อให้ไม่มีหลักฐาน เจ้าไปฟ้องเบื้องบนว่ามีคนจะทำร้ายเจ้า สำนักก็จะไม่เพิกเฉย”
“ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงทำตัวต่ำต้อยขนาดนี้ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่า การถ่อมตัวและระมัดระวังไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ถ้ามากเกินไป มันคือความคร่ำครึ”
ผู้อาวุโสว่านรู้ฝีมือเจียงหลีอยู่บ้าง จึงถือโอกาสสอนประสบการณ์ชีวิตให้เขา
“อย่างอื่นไม่พูดถึง เอาแค่เรื่องผลเต๋า ถ้าต่อไปเจ้าไม่สร้างผลงานอะไรเลย เจ้าคิดว่าสำนักจะมอบผลเต๋าระดับแปดให้เจ้าเฉยๆ หรือ?”
แน่นอนว่าไม่
ผลเต๋าระดับเก้าเป็นเกณฑ์เข้าสู่มรรค เมื่อเงื่อนไขครบก็จะมอบให้ แต่ผลเต๋าระดับหลังจากนั้น ต้องอาศัยการให้ความสำคัญจากสำนัก ต้องแสดงศักยภาพให้เห็น
ต่อให้เจียงหลีผ่านด่านนี้ไปได้ พอเขาผสานผลเต๋าระดับเก้าสมบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องแสดงฝีมืออยู่ดี ไม่อย่างนั้นต่อให้ผสานผลเต๋าเสร็จแล้ว สำนักจำเป็นต้องมอบผลเต๋าระดับแปดให้เจ้าหรือ?
การบำเพ็ญเพียรในยุคนี้หากขาดผลเต๋าไป การจะก้าวหน้าต่อไปนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
เจียงหลีคิดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีใบไม้บังตา มองไม่เห็นภาพรวม
เขายังหนุ่มแน่น แม้จะมีชีวิตมาสองชาติภพ แต่ถ้านับอายุจิตใจจริงๆ ก็ยังไม่ถึงสามสิบ แม้จะมีความคิดความอ่านลึกซึ้ง แต่ก็ยังขาดความเก๋าจากประสบการณ์
ความระมัดระวังไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ไม่ควรทำให้กลายเป็นคนขี้ขลาด
แม้ผู้อาวุโสว่านจะถูกเจียงหลีปั่นหัว แต่คำพูดของเขาในครั้งนี้ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเจียงหลี
‘นี่สินะเหตุผลที่ต้องให้ผู้อาวุโสมาช่วยแก้ปัญหา’ เจียงหลีเยาะเย้ยตัวเองในใจ ‘ข้ายังอ่อนหัดนัก’
คิดได้ดังนั้น เขาก็คารวะผู้อาวุโสว่านอีกครั้ง “ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“เข้าใจก็ดี” ผู้อาวุโสว่านลูบเครายาวอย่างสบายใจ “ต่อไปอย่าปิดทองหลังพระแบบนี้อีก ข้าก็จะช่วยเจ้าด้วย เหมือนอย่างวันนี้เจ้าล้มศิษย์ระดับเก้าสิบคน พรุ่งนี้ข้าก็กล้ารายงานท่านเจ้าสำนักเลยว่าฝ่ายนอกมียอดฝีมือถือกำเนิด... เดี๋ยวนะ เจ้าจะไปไหน?”
“ไปล้มสิบคน”
[จบแล้ว]