- หน้าแรก
- สูตรลับฉบับปู่ ปรุงอาหารป่วนสวรรค์
- บทที่ 5 - ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 5 - ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 5 - ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า
บทที่ 5 - ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า
มันคืองูเหลือมสีขาวขนาดมหึมา ลำตัวยาวหลายวา หนาเท่าถังน้ำ หัวที่ชูขึ้นสูงนั้นมีดวงตารีเรียวเปล่งประกายเย็นเยือกน่าสะพรึงกลัว เขี้ยวพิษสีขาววาววับในปากแหลมคมดั่งดาบ
งูเหลือมขาวจ้องมองมนุษย์ตรงหน้าอย่างอาฆาตมาดร้าย หรือพูดให้ถูกคือ จ้องมองฝักบัวในมือของอีกฝ่าย
มันเฝ้ารอคอยวันที่สมุนไพรวิเศษจะสุกงอมมาเนิ่นนาน เพียงแค่ออกไปหาอาหารกินแก้หิวเพราะทนไม่ไหว ของล้ำค่าที่มันเฝ้าทะนุถนอมมานับร้อยปีกลับถูกมนุษย์ผู้นี้ขโมยไป โอกาสที่จะได้แปลงร่างเป็นมนุษย์ของมันสูญสิ้นไปต่อหน้าต่อตา
ความโกรธเกรี้ยวอัดแน่นเต็มสมอง เจ้างูยักษ์สะบัดร่างยาวเหยียด เลื้อยเข้ามาอย่างรวดเร็ว
มันต้องกินมนุษย์บังอาจผู้นี้ให้ได้ จึงจะระบายความแค้นในอก
บางทีหากกลืนกินมนุษย์คนนี้เข้าไป ฤทธิ์ยาอาจจะยังคงหลงเหลืออยู่บ้างก็เป็นได้
ฉีหยวนมองดูงูเหลือมขาวยักษ์ที่พุ่งเข้ามาใกล้ ความหวาดกลัวทะลักทลายออกมา เขาแหกปากร้องเสียงหลง หันหลังวิ่งหนีกลับไปทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต
ส่วนเจ้าหมาป่าโดดเดี่ยวตัวนั้น... เมื่อเทียบกับงูเหลือมเกล็ดขาวตัวนี้ มันก็แค่ลูกเจี๊ยบ!
อีกอย่าง ตอนนี้ฉีหยวนไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจมันแล้ว!
ความจริงแล้ว เจ้าหมาป่าเฒ่าตัวนั้นยังไม่ได้ไปไหนไกล มันดักรออยู่ไม่ไกลจากหุบเขา หวังว่าเหยื่อจะวิ่งหนีออกมาเอง
มันไม่ได้รอเก้อ เพราะฉีหยวนวิ่งออกมาจริงๆ
แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ดีใจ ก็เห็นฉีหยวนแหกปากร้องลั่นวิ่งผ่านหน้ามันไปอย่างรวดเร็ว ทำให้แผนซุ่มโจมตีของมันล้มเหลวไม่เป็นท่า
แม้หมาป่าจะแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ฉีหยวนถึงวิ่งเร็วปานนั้น แต่สัญชาตญาณนักล่าทำให้มันไม่อยากปล่อยอาหารให้หลุดมือ จึงออกวิ่งไล่ตามฉีหยวนไป
ทว่า วิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว มันก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากด้านหลัง
เมื่อหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นงูเหลือมขาวยักษ์เลื้อยไล่ตามออกมาจากหุบเขา เจ้าหมาป่าตกใจจนร้อง "เอ๋ง" รีบหันหลังกลับวิ่งหนีสุดชีวิต
แต่ความเร็วของมันหรือจะสู้ปีศาจงูที่เปิดปัญญาแล้วได้ เพียงชั่วพริบตาก็ถูกงูเหลือมขาวยักษ์ไล่ตามทัน
เจ้าหมาป่าเฒ่าวิ่งไปได้สักพัก ก็พบว่าตนเองกำลังวิ่งตีคู่ไปกับงูยักษ์ที่แผ่รังสีอำมหิต ขาของมันอ่อนยวบทรุดลงกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
โชคดีที่ในสายตาของงูปีศาจมีเพียงฉีหยวนผู้ขโมยสมุนไพรวิเศษเท่านั้น มันจึงไม่สนใจหมาป่าเฒ่า และเลื้อยผ่านไปไล่ล่าฉีหยวนต่อทันที
ฉีหยวนสับตีนแตกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ได้ยินเพียงเสียงลมพัดอื้ออึงข้างหู ทิวทัศน์รอบข้างถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
เขาลอบหันกลับไปมองเป็นระยะ เห็นงูเหลือมยังคงไล่ตามกัดไม่ปล่อย แถมยังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงไม่กล้าหันไปมองอีก ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งลูกเดียว
ข้ามเนินเขา กระโดดข้ามแม่น้ำ...
หือ?
ฉีหยวนชะงัก กระโดดข้ามแม่น้ำ?
เขาหันกลับไปมอง แม่น้ำที่เขาเพิ่งกระโดดข้ามมา คือแม่น้ำสายเดิมที่เขาเคยว่ายข้ามเพื่อหนีหมาป่า ซึ่งกว้างตั้งหลายวา แต่เมื่อกี้เขาเพิ่งกระโดดข้ามมาได้ในครั้งเดียว!
เขาเก่งกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เพียงแค่คิด เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันมหาศาลที่ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง เส้นชีพจรที่เคยอุดตัน บัดนี้ถูกฤทธิ์ยาอันทรงพลังทะลวงจนปรุโปร่งหมดแล้ว
ฉีหยวนเข้าใจในทันที นี่คือฤทธิ์ยาจากเมล็ดบัวที่เพิ่งกินเข้าไปนั่นเอง
ไม่รู้ว่าเป็นสมุนไพรวิเศษชนิดใด สรรพคุณถึงได้น่าอัศจรรย์เพียงนี้!
ยังไม่ทันได้คิดต่อ กลิ่นคาวเลือดก็โชยมาปะทะจมูก งูเหลือมเกล็ดขาวยักษ์เลื้อยเข้ามาใกล้มากแล้ว
ฉีหยวนไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป รีบโกยแน่บต่อทันที
ความเร็วประดุจสายฟ้าแลบ เร็วยิ่งกว่าม้าศึก วิ่งตะบึงมาเนิ่นนานจนมองเห็นกำแพงเมืองขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดินไกลลิบ เขาถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลังจากผ่านเหตุการณ์ปราบมังกรที่ด่านซานซาน เขามั่นใจว่าในเมืองที่ใหญ่โตกว่าด่านซานซานแห่งนี้ ต้องมีขุมกำลังที่สามารถจัดการกับงูปีศาจตัวนี้ได้แน่นอน
งูปีศาจหยุดชะงักลงตั้งแต่ไกล มองดูเมืองใหญ่นั้นด้วยความเคียดแค้น แม้จะเจ็บใจที่ถูกขโมยสมุนไพรวิเศษ แต่ก็ไม่กล้าไล่ตามเข้าไป
มิฉะนั้น สิ่งที่จะสูญเสียอาจไม่ใช่แค่สมุนไพรวิเศษ แต่อาจรวมถึงชีวิตของมันด้วย
เมื่อสลัดงูปีศาจหลุดแล้ว ฉีหยวนก็ไม่กล้ารอช้าอยู่นอกเมือง รีบเข้าไปในตัวเมืองทันที ถึงได้วางใจลงอย่างแท้จริง
เขาหาสถานที่เงียบสงบเพื่อเดินลมปราณ หลอมรวมฤทธิ์ยาที่ตกค้างในร่างกายจนหมด พบว่านอกจากเส้นชีพจรจะถูกทะลวงจนหมดสิ้นแล้ว ในจุดตันเถียนยังมีพลังเวทย์สะสมอยู่จำนวนหนึ่ง
แม้จะมีไม่มาก เพราะเมื่อเขาลองร่ายคาถาจุดไฟเล่นๆ ได้ไม่นาน พลังเวทย์ก็หมดเกลี้ยง
แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันเปี่ยมล้นในร่างกาย ฉีหยวนก็ดีใจจนเนื้อเต้น ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากสภาพชายชราไม้ใกล้ฝั่งเสียที ด้วยพละกำลังตอนนี้ ต่อให้เป็นหนุ่มฉกรรจ์ก็ยังเทียบเขาไม่ติด!
ดูท่าสมุนไพรวิเศษต้นนี้ แม้จะเทียบไม่ได้กับ 'ผลซิ่งเซียน' ที่เหลยเจิ้นจื่อกินเข้าไป แต่สำหรับคนธรรมดาแล้ว นับเป็นของล้ำค่าหาได้ยากยิ่ง
ด้วยความปิติยินดี ฉีหยวนจึงอาศัยแสงสว่างที่เหลืออยู่เดินชมเมืองเจาเกอ แม้ความเจริญจะเทียบไม่ได้กับยุคปัจจุบัน แต่ในยุคสมัยนี้ ที่นี่คือมหานครที่รุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า
ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ แม้โจ้วอ๋องจะโหดร้ายทารุณ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงปลายราชวงศ์ที่ทั่วหล้าลุกเป็นไฟ บรรยากาศในเมืองจึงยังคงคึกคักมีชีวิตชีวา
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ฉีหยวนก็เริ่มวางแผนบางอย่างในใจ
......
ช่วงนี้ในเมืองเจาเกอมีเรื่องครึกครื้น เมื่อมีชายชราคนหนึ่งมาเปิดร้านที่ทางทิศใต้ของเมือง ประกาศตนว่าเป็น 'ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า' มิหนำซ้ำยังท้าพนันกับผู้คนว่า หากใครมีฝีมือทำอาหารเหนือกว่าเขา เขาจะมอบทองคำให้สิบตำลึง แต่ถ้าแพ้ ก็เพียงแค่ทิ้งวัตถุดิบเอาไว้ให้เขาเท่านั้น
คำประกาศนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วเมือง ผู้ที่มั่นใจในฝีมือทำอาหารต่างพากันไปท้าดวลกับตาเฒ่าจอมคุยโว หวังจะคว้าทองคำมาครอง
ทว่า ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน ก็ยังไม่มีใครเอาชนะชายชราผู้นั้นได้ ธง 'ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า' จึงยังคงโบกสะบัดอยู่อย่างทระนง
วันนี้ 'อู่เฉิงหวัง' (อ๋องผู้สำเร็จการศึก) หวงเฟยหู่ เดินออกจากวังหลังเลิกประชุมขุนนางด้วยความกลัดกลุ้ม เดินทอดน่องไปตามถนนพลางคิดเรื่องต่างๆ
นับตั้งแต่โจ้วอ๋องรับซูต๋าจี่เข้าวัง ก็แทบไม่เสด็จออกว่าราชการ งานบ้านเมืองทั้งหลายล้วนผลักภาระให้ขุนนางจัดการกันเอง สร้างความกังวลใจให้แก่เหล่าขุนนางเป็นอย่างมาก
หวงเฟยหู่จิตใจว้าวุ่นจึงยังไม่อยากกลับจวน ตั้งใจจะเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ข้างนอกสักพัก
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านหน้า เมื่อเงยหน้ามอง ก็เห็นฝูงคนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่
หวงเฟยหู่ขมวดคิ้ว องครักษ์ผู้ติดตามรู้หน้าที่ รีบเข้าไปแหวกทางให้หวงเฟยหู่เดินเข้าไปด้านใน
"ท่านอู่เฉิงหวัง"
"ท่านอู่เฉิงหวังมาแล้ว"
ฝูงชนที่มุงดูต่างเงียบเสียงลงทันที
หวงเฟยหู่มองเข้าไปกลางวงล้อม เห็นอันธพาลหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังประจันหน้ากับชายชราผมขาวหนวดขาว
ชายชราแม้จะดูสูงวัย แต่ท่าทางกระฉับกระเฉง หลังตรง ไม่อ่อนระโหยโรยแรงเหมือนคนแก่ทั่วไป
และที่ด้านหลังของชายชราผู้นั้น มีธงผืนหนึ่งปักอยู่ เขียนข้อความว่า 'ยอดครัวอันดับหนึ่งในใต้หล้า'
"ช่างกล้าคุยโวเสียจริง"
หวงเฟยหู่คิดในใจ พลางมองไปที่ทั้งสองฝ่าย "พวกเจ้าทะเลาะกันด้วยเรื่องอันใด?"
"เรียนท่านอู่เฉิงหวัง"
หัวหน้าอันธพาลเมื่อเห็นหวงเฟยหู่มาด้วยตนเองก็ใจหายวาบ แต่ยังทำใจดีสู้เสือทูลว่า "ตาเฒ่าผู้นี้พูดจาไม่เป็นคำพูด พนันแพ้แล้วกลับบิดพลิ้วไม่ยอมจ่ายทองคำให้ข้าน้อย"
สิ้นเสียง ยังไม่ทันที่ชายชราจะเอ่ยปาก ฝูงชนรอบข้างก็ส่งเสียงโห่ร้องประณามความหน้าด้านของพวกอันธพาลที่มาหาเรื่องรีดไถ
หวงเฟยหู่ฟังความจากรอบข้างจนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แล้วพิจารณาชายชราตรงหน้า สลับกับธงด้านหลัง ไม่นึกเลยว่าตาเฒ่าผู้นี้จะกล้าประกาศศักดาถึงเพียงนี้
[จบแล้ว]